สรุปงาน K WEALTH Future Ready Wealth Forum 2026

กดฟัง
หยุด
  • ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตดีกว่าคาด และคาดการณ์ยังเติบโตได้ดี แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การหา Partner ในการทำธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะตลาดปัจจุบัน
  • กระแส AI ยังมาแรง ให้เน้นไปที่กลุ่มต้นน้ำ เช่น กลุ่มพลังงาน Data Center จะทำให้มี Demand ในหุ้นกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นตามกระแส AI และราคายังขยับไม่สูงมาก นอกจากนี้ กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนจากการดำเนินนโยบายการเงิน-การคลังที่แตกต่างกัน จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีในปี 2026 ได้
  • K WEALTH CIO แนะนำจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Port โดยกองทุนผสม หรือ กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ (หากไม่ชอบลงทุนในหุ้น) เป็นพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core Port) ส่วนกองทุนหุ้นต่างประเทศในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย หรือ กองทุนหุ้นธีมกระแส AI เช่น หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน) หุ้นเทคโนโลยีในแถบเอเชีย ใช้เป็น Satellite Port พร้อมทยอยลงทุนแบบ DCA

จากงาน K WEALTH Future Ready Wealth Forum 2026 มีข้อความสำคัญที่น่าสนใจสำหรับใช้วางแผนการลงทุนในปี 2026 ทีม K WEALTH สรุปมาให้ดังนี้


Opening Session โดย ดร.พิพัฒน์พงษ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย

โลกได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปจากเดิม ทำให้เราต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ ด้วยเหตุ 4 ปัจจัย ดังนี้

  1. Deglobalization / Friend Shoring โลกเชื่อมโยงกันน้อยขึ้น ทำให้ต้องมีการหาเพื่อนหรือคู่ค้า มาร่วมแชร์ทรัพยากร
  2. AI Productivity Shock การเปลี่ยนโครงสร้างตามกระแส AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  3. Demographic & Aging Society การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ สังคมมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
  4. Energy Transition การเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันไปใช้พลังงานทางเลือกแบบอื่นเพิ่มขึ้น

ดังนั้น K WEALTH จึงเปลี่ยน Positioning จาก คนขายผลิตภัณฑ์ เป็น คู่ค้าเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) มีข้อแนะนำในการลงทุน คือ 1. True Diversification กระจายความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2. Downside Awareness ตระหนักรู้ถึงโอกาสปรับลดลงของราคาสินทรัพย์ และ 3. Long-Term Discipline วินัยในการลงทุนระยะยาว


Session 1 โครงสร้างเศรษฐกิจไทย (Thailand’s Next Wave Economic Momentum โดย คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)

ภาพรวมอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทย Q4/68 เติบโตได้ดีกว่าคาด อยู่ที่ 2.5% (เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 67) ซึ่งตลาดมองว่า การเติบโตจะยังทำได้ดีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 68 จากการเร่งตัวสะสม Stock เพื่อลดผลกระทบจาก Reciprocal Tariffs ที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ เริ่มประกาศใช้ในช่วงเดือน เม.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุ 2 ด้าน ดังนี้

  1. ด้านการใช้จ่าย มาจากการอุปโภคของภาครัฐที่เติบโต และการส่งออกที่เติบโตกว่าที่คาด
  2. ด้านการผลิต มาจากการผลิตและการก่อสร้าง ที่พลิกกลับมาเติบโต หลังจากติดลบ การขายส่ง ขายปลีก และกิจกรรมทางการเงินและประกันภัย ขยายตัวเร่งขึ้น

ในภาพการประมาณการเศรษฐกิจของไทย ตัวเลขที่สำคัญๆ ดังนี้


คาดการณ์ GDP ปี 69 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5%-2.5% (ณ 16 ก.พ. 69) และการคาดการณ์ค่าเงินบาท ปี 69 อยู่บริเวณ 31-32 บาท/ USD โดยมีปัจจัยเสี่ยง ท่ามกลางความขัดแย้ง หรือ Reciprocal Tariffs ก็มีโอกาสเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ อย่าง ไต้หวันที่ได้รับผลจากการส่งออกในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกระแส AI ด้วย ทำให้ภาพรวมการค้าโลกยังขยายตัวได้ดี ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 68 ขยายตัวได้ดี ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ คือ การหา Partner ที่จะช่วยให้มี FTA แต่ละคู่ค้า และ Supply Chain เปลี่ยน ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับ Supply Chain ใหม่ให้ได้ เพื่อโอกาสในการขยายตัวในปี 69 โดยสรุป ภาพรวมสัญญาณเศรษฐกิจไทย ยังไปได้ดี แต่ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงจึงยังต้องจับตาดูต่อไป


Session 2 Navigating Global Signals with Strategic Precision by Mr.John Woods (Lombard Odier) Mr.Alexander Treves (JPMAM) และ คุณศิริพร สุวรรณการ K WEALTH CIO

Lombard Odier มีมุมมองต่อตลาดหุ้นใหญ่ของโลกว่า ยังเติบโตได้ โดย


ตลาดสหรัฐฯ คาดการณ์ Fed จะลดลง 3 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมลดขนาดงบดุล (QT) อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มูลค่าหุ้น (Valuation) ยังค่อนข้างตึงตัว ยังมีมุมมอง Underweight ในหุ้นสหรัฐฯ


ตลาดยุโรป ยังเติบโตได้ดี อัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านนโยบายการเงิน มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย และมีมุมมอง Neutral ต่อตลาดหุ้นยุโรป


ตลาดญี่ปุ่น BOJ อยู่ในช่วงการออกจากนโยบายผ่อนคลาย เป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย คาดว่าจะขึ้นในช่วงกลางปี 69 และต้นปี 70 โดยต้องติดตามค่าเงินเยน หากมีการอ่อนค่าเกินไป มีโอกาสเห็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดได้ มีมุมมอง Neutral ต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น


ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก โดยสัดส่วนการเติบโตของ GDP กว่า 60% มาจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ซึ่งมีจีนและอินเดีย เป็นกลุ่มประเทศขับเคลื่อนหลัก โดยมุมมอง Overweight ต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ เนื่องจาก Valuation ที่ยังถูกกว่าฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market : DM) แถมยังได้ประโยชน์จากหลายประเทศเป็นแหล่ง Supply Chain ของกระแส AI และนโยบายการเงินในหลายประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง


JP Morgan Asset Management มองธีมการลงทุนใน AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างในการลงทุน structural investment supercycle ด้วยมูลค่าเงินลงทุน (Capex) รวมประมาณ USD 3 Trillion ในช่วงปี 2024-2029 ซึ่งกระแส AI จะสร้างทั้ง ประสิทธิภาพในการทำงาน ผลการดำเนินงานที่เติบโต (Earnings Growth) และ เงินลงทุน (Capex) ในระยะยาว แต่มีปัจจัยเสี่ยง อย่าลงทุนเพียงเพราะชื่อเสียงดัง และ มูลค่าหุ้น (Valuation) ของหุ้น Tech สหรัฐฯ ที่สะท้อนข่าวดีไปมากแล้ว ดังนั้น คนที่ได้ประโยชน์มาก ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตปลายน้ำ เช่น ชิป แต่ยังมีโอกาสลงทุนในผู้ผลิตต้นน้ำ เช่น Semiconductor (ทำหน้าที่ออกแบบ / ผลิต), Data Center, Cloud Infrastructure, Energy & Utilities (ไฟฟ้า)


K WEALTH CIO แนะนำลงทุนในกองทุน K-ATECH ที่เน้นลงทุนในหุ้น Tech เอเชีย เห็นได้จากเงินลงทุน (Capex) ใน Data Center ฝั่งเอเชีย ยังถูกกว่าฝั่งสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังแนะนำ กองทุน EASTSPRING European Growth ที่หุ้นฝั่งยุโรปคาดการณ์กำไรดีใกล้เคียงกับ S&P500 แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง ให้แบ่งทำกำไรจากหุ้น Tech สหรัฐฯ มายังหุ้นยุโรป ที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยีป้องกันประเทศ


นักลงทุนหลายคนมีคำถามว่า กังวลจะเกิด AI Bubble ไหม

Lombard Odier มองว่า คำว่า สัญญา (Promise) ทำให้คนมีความคาดหวังกับกระแส AI มากว่า จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จากข้อมูลพบว่า จะช่วยให้ประสิทธิภาพงานดีขึ้น 12% เทียบกับเงินลงทุนที่ลงทุนไปมาก จะคุ้มไหม โดยประสิทธิภาพของ AI ทำให้บางอาชีพหายไปจากการใช้ AI มาทำงานแทน เห็นได้จากมีงานใหม่ 40% ของงาน HR หายไป ถือว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า AI จะทำให้คนตกงาน อย่างไรก็ตาม กระแส AI ช่วยให้เกิดงานใหม่ด้วย ต้องติดตามว่าการลงทุนจะคุ้มค่าอย่างที่คาดกันหรือไม่


JPMAM มองว่าใครๆ ก็รู้จัก iPhone จาก Apple แต่น้อยคนจะรู้จัก Wewyn Cloud Computing ลงทุน 100 บาทเหมือนกัน 5 ปีผ่านมา Apple สร้างผลตอบแทน 100 บาท (กำไรเท่าตัว) ในขณะที่ Wewyn กำไร 250 บาท สิ่งที่เห็นต้องไปดู Supply Chain อย่าพิจารณาจากสิ่งที่เราเห็น แต่เบื้องหลังมีธุรกิจที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจต้นน้ำไปยังไปปลายน้ำได้


K WEALTH CIO มองว่าธุรกิจที่เกี่ยวของกับ AI มีหลาย Layer และ Layer ล่างสุด คือ พลังงาน ทุกชนิดที่จะทำให้ AI ทำงานต่อได้ โครงข่าย Holding System พวก Infrastructure เช่น สาธารณูปโภค ข้อมูลจาก McKinsey บอกว่า โลกต้องใช้พลังงานใหม่ แต่แหล่งพลังงานหลายแห่งสร้างตั้งแต่สมัยสงครามโลก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แนะนำการลงทุนใน กองทุน K-GINFRA เน้นลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภค


ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะมีผลต่อการลงทุนอย่างไร

Lombard Odier มีมุมมองต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ว่า มีความท้าทายหลายอย่าง การเลือกสินทรัพย์แบบ Tactical Asset ต้องเปลี่ยนมาเลือกตามกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตร (Deglobalization) ซึ่งมีผลต่อการพิจารณากระจายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง อีกปัจจัย คือ พิจารณาจากนโยบายการเงินของบางประเทศ เพื่อชดเชยความเสี่ยง โดยค่าเงินดอลาร์มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง จากคาดการณ์ว่า Fed ปรับลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง จึงอยากให้มองการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) ด้วย


K WEALTH CIO : ปี 2026 ปีแห่งการตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ (2026 : The Great Repricing)

จากเดิมที่ตลาดมองการประเมินมูลค่าหุ้นจาก อัตราการเติบโต (Growth) + ผลการดำเนินงาน (Earnings) + อัตราดอกเบี้ย (Rates) นำไปสู่ 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่

  1. วัฏจักรการขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Technology Supercycle)
  2. คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนรวมราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 6 ปี (2024–2029) ทำให้เห็นว่าการขับเคลื่อนด้วย AI เป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามา Disrupt ในตลาดหุ้นโลก ซึ่งทำให้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มผลิตภาพแรงงานสหรัฐฯ เฉลี่ย +0.25% ต่อปี จากปี 2026 จนถึงปี 2035 และด้วยขนาดการลงทุนขยายกิจการในบริษัท Big Tech จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ประโยชน์ เช่น การเติบโตธุรกิจ AI ไปสร้างความต้องการในธุรกิจพลังงาน นำไปใช้ผลิตชิป เพื่อใช้ใน Data Center ที่รองรับกระแส AI และการทำ Model และ Application ต่างๆ


    สรุป คือ กระแส AI ยังคงมีอยู่ แต่จับตาหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI ในกลุ่มต้นน้ำ เช่น พลังงาน Data Center ซึ่งราคายังปรับตัวไม่มาก


  3. ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation)
  4. จากความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ (Globalization) นำไปสู่กลยุทธ์ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เช่น ทั้งสหรัฐฯ และจีน ต่างฝ่ายต่างเร่งลงทุนผลิตพลังงาน และเทคโนโลยีทางด้าน AI เป็นของตนเอง เพื่อลดการกีดกันจากอีกฝ่าย ทำให้เกิดฐานการผลิตและการลงทุนที่ซ้ำซ้อน ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้นจากโอกาสในการเป็นผู้ชนะรายใหม่


    สรุป คือ หุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เติบโตเต็มที่แล้ว จึงเป็นโอกาสของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่คิดเป็นสัดส่วน 62% ของการเติบโตทั่วโลก แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังแถบประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่าง จีน อินเดีย


  5. ความผันผวนของตลาดจากนโยบายการเงินและการคลัง (Monetary-Fiscal Regime Volatility)
  6. การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เน้นอัตราดอกเบี้ยทรงตัว ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แสดงให้เห็นว่า เงินทุนเริ่มกระจายตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ และบทบาทของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกท้าทายมากขึ้น


    สรุป คือ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้ทำให้โลกหยุดโต แต่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น จากการแข่งขันที่จะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI เป็นของตนเอง และทำให้มีความแตกต่างในระหว่างภูมิภาคมากขึ้น ความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ จะลดความกระจุกตัวลง และกระจายมายังภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนควรกระจายการลงทุน (Diversify) มากขึ้น



กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนปี 2026

ใช้กลยุทธ์ Core & Satellite Port โดยแบ่งสัดส่วน ดังนี้


Core Port สัดส่วน 70%: ลงทุนในกองทุนผสมกลุ่ม K-WealthPLUS Series ที่มีทั้งตราสารหนี้และหุ้นตามสัดส่วน โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลพอร์ตการลงทุนให้ เป็นการลงทุนในพอร์ตระยะยาว หรือหากไม่ต้องการลงทุนในหุ้น แนะนำกองทุน K-GDBOND เน้นลงทุนใน Global Bond ที่จะได้ประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ย


Satellite Port 30%: ที่เน้นหาโอกาสได้รับผลตอบแทนในช่วงนี้ โดยให้กระจายไปลงทุนในหุ้นประเทศเกิดใหม่ อย่างหุ้นจีน (K-CHINA) หุ้นอินเดีย (K-INDIA) หรือ จะเน้นกระจายลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย อย่างกองทุน K-ATECH หรือ กองทุนสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอจากธุรกิจต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI อย่างกองทุน K-GINFRA ที่เน้นลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Data Center ก็ได้


นอกจากกองทุนหุ้นต่างประเทศ ยังมี Private Asset เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีสินทรัพย์สูง ที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงและช่วยลดความผันผวนด้านราคาตลาด เนื่องจากมักไม่มีการซื้อขายในตลาดรอง เน้นลงทุนระยะยาว ส่งผลให้เป็นการลงทุนที่สภาพคล่องน้อย


นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชัน Cash Back 0.2% สำหรับผู้ที่ตั้งแผนลงทุนแบบ DCA ในกลุ่มกองทุนหุ้นต่างประเทศ (FIF) หุ้นไทย (Equity) ผสม (Balanced) และ Tax Saving (RMF, ThaiESG) ขั้นต่ำเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป ภายใน 30 ธ.ค. 69 ศึกษาข้อมูลรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/th/promotion/pages/mutual-fund-dca-cashback.aspx




คำเตือน

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

KWEALTHสุนิติ ถนัดวณิชย์ CFP®

Back to top