เอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด

กดฟัง
หยุด
  • กนง. มีมติเอกฉันท์ตรึงดอกเบี้ย 1% เพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจและ Policy Space ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อาจดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2
  • แม้กลุ่มพลังงานจะช่วยหนุนดัชนี แต่ภาพรวมยังถูกกดดันจากปัจจัย XD และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ K WEALTH แนะ Selective Buy กองทุนหุ้นปันผลสูงอย่าง K-VALUE
  • ส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่สูงกดดันเงินบาทให้มีแนวโน้มอ่อนค่า แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน หรือสะสมตราสารหนี้ทั่วโลกช่วงปรับฐาน

29 เม.ย. 69 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ เอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยมีผลทันที เหตุผลคือ

  • เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว แต่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์
  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยด้านอุปทาน (ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์) แต่แรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ
  • อุปสงค์ภายในประเทศ ยังคงเปราะบาง การคงดอกเบี้ยจึงเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวและการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space)
  • สถานภาพคณะกรรมการ การประชุมครั้งนี้มีกรรมการเพียง 6 ท่าน (เนื่องจากการลาออกของ 1 ท่าน) จึงเน้นแนวทาง Wait-and-see เพื่อรอดูความชัดเจนของตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ที่จะประกาศในเดือนหน้า
  • กนง. เห็นว่า ระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเกื้อกูลต่อการเติบโต และต้องการติดตามการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด

มุมมองเชิงนโยบาย

  • กนง. พร้อมปรับใช้นโยบายที่เหมาะสมหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้
  • ให้น้ำหนักกับการใช้กลไกทางการเงินและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้

ต้องติดตามความเสี่ยงสำคัญ:

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก
  • การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ของไทยในเดือนพฤษภาคม
  • ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนานขึ้น

ความเคลื่อนไหวของตลาด

  • ดัชนี SET ปิดภาคเช้าวันที่ 29 เม.ย. 69 ที่ 1,487.92 จุด เพิ่มขึ้น 7.72 จุด หรือ +0.52% มูลค่าซื้อขายราว 30,228 ล้านบาท โดยหุ้นพลังงานช่วยหนุนตลาดจากความเสี่ยงราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มแบงก์ได้แรงเก็งมติ กนง. ตรึงดอกเบี้ย

คำแนะนำจาก K WEALTH

หุ้น

  • K WEALTH คงมุมมอง Neutral ต่อหุ้นไทย โดย upside ยังจำกัดจากแรงกดดันช่วง XD, เงินปันผลไหลกลับต่างประเทศ และ DELTA ถูกมาตรการ Cash Balance ซึ่งลดแรงหนุนจากหุ้นใหญ่ต่อดัชนี
  • คนที่มีกำไรจากกองทุนหุ้นไทย หรือถือกองทุนหุ้นไทยไว้เกิน 20% ของเงินลงทุน พิจารณาขายบางส่วนไปลงทุนกองทุนหุ้นอื่น เช่น K-GINFRA หรือกองทุนผสม K-WPULTIMATE, K-WPSPEEDUP ที่มีการกระจายลงทุน เหมาะกับการถือระยะยาว
  • สำหรับคนที่ขาดทุนจากกองทุนหุ้นไทย ยังสามารถถือต่อได้ หรือคงน้ำหนักการลงทุนหากยังถือกองทุนหุ้นไทยไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน
  • สำหรับคนที่ยังไม่มีกองทุนหุ้นไทย ควรรอประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน
  • ความเสี่ยงตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เพราะอาจดันราคาน้ำมัน–เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบกำลังซื้อ ต้นทุนธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงที่ EPS ตลาดถูกปรับลด
  • ด้าน Valuation อยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว โดย Forward PE ราว 16 เท่า ทำให้ upside จำกัด ขณะที่ downside เปิดกว้างขึ้นในไตรมาส 2
  • แนะนำ Selective Buy เน้นกองทุนหุ้นไทยที่มีกระแสรายได้มั่นคง/ปันผลสูง เช่น K-VALUE และกองทุนหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์ทางภาษี มากกว่าการไล่ซื้อดัชนีรวมในช่วงผันผวนสูง

กองทุนตราสารหนี้ไทย

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยล่าสุด: 2 ปี 1.227% และ 10 ปี 2.152%
  • การคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ทำให้ภาพรวมตราสารหนี้ไทยยังได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยต่ำ แต่ upside จากราคาพันธบัตรอาจไม่มากเท่าช่วงลดดอกเบี้ย
  • K WEALTH คงมุมมอง Slightly Positive ต่อกองทุนตราสารหนี้ไทย โดยยังเหมาะเป็นทางเลือกสำหรับพักเงินและลดความผันผวนของพอร์ต เช่น K-SF, K-SFPLUS
คำแนะนำการลงทุนตราสารหนี้
  • นักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย และไม่ต้องการเห็นผลตอบแทนติดลบระยะสั้น อาจพิจารณา ลดสัดส่วนตราสารหนี้ระยะกลาง–ยาวชั่วคราว และเพิ่มตราสารหนี้ระยะสั้น
  • นักลงทุนระยะยาวที่รับความผันผวนได้ สามารถ ถือครองต่อได้ และอาจพิจารณา กระจายลงทุนไปตราสารหนี้โลกโดยใช้จังหวะตลาดปรับฐานทยอยสะสม

ค่าเงินบาท (USD/THB)

  • USD/THB อยู่ที่ประมาณ 32.58–32.61 บาท/ดอลลาร์ (ราคาปิด ณ 28 เม.ย. ที่ 32.51บาท/ดอลลาร์)
  • ระยะสั้น: เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันสูงและส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แนะนำผู้ลงทุนติตดตามเพื่ออัปเดตมุมมองการลงทุนจาก K WEALTH อย่างน้อยทุกต้นสัปดาห์ทาง CIO WEEKLY INSIGHTS บนเว็บไซต์ของ K WEALTH เพราะโลกของการลงทุน สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ


หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GINFRA-A(D)
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top