-
ผลเลือกตั้งหนุน Sentiment ระยะสั้น โดยเบื้องต้นผลออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งมากสุด ตลาดจับตาความเร็ว–เสถียรภาพรัฐบาลผสม และความต่อเนื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและลดต้นทุนพลังงานเอื้อต่อ ค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และ SMEs
-
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนเป็นหลัก: K WEALTH CIO มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อย (Slightly Positive) ต่อตราสารหนี้ไทย จากดอกเบี้ยขาลงและ Carry Yield ช่วยพยุงพอร์ต ขณะที่ หุ้นไทยมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) แม้ downside จำกัด แต่ยังขาด catalyst ใหม่ชัดเจน
Market Update
ผลนับคะแนนเบื้องต้นของการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2026 ชี้ว่า พรรคภูมิใจไทย ของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ที่นั่งมากที่สุด ทำให้ตลาดโฟกัสไปที่ ความเร็ว&เสถียรภาพของการจัดตั้งรัฐบาลผสม และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจในช่วงถัดไป
นโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคภูมิใจไทย
(อ้างอิงจาก “เป้าหมาย 4 ปี” บนเว็บไซต์ของพรรค)
- คนละครึ่งพลัส – มาตรการ Quick Big Win กระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน
- ติดปีก SMEs – เพิ่มแหล่งทุน ลดภาระค่า GP และสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ
- ค่าไฟต่ำ 3 บาท / หน่วย + Direct PPA – ลดต้นทุนพลังงานภาคธุรกิจ
- เศรษฐกิจสีเขียว & Net Zero 2050 – โซลาร์เซลล์ชุมชน ช่วยลดค่าไฟในระยะยาว
- บัตรสวัสดิการ “พลัส” – ลงทะเบียนใหม่ ป้องกันการสวมสิทธิ์
- เป้าหมาย GDP โต 3% พลัส – ผ่านมาตรการเศรษฐกิจ 10 พลัส
- จ้างผู้สูงอายุทำงาน – เพิ่มรายได้ครัวเรือนและกำลังซื้อ
- เรียนฟรีออนไลน์ + ฟรีอินเทอร์เน็ต/ไวไฟ – ลดภาระค่าครองชีพ
- นโยบายชายแดน/ความมั่นคง – ป้องกันแรงงานเถื่อน ยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมายข้ามแดน
Economic Outlook
ระยะสั้น (Sentiment เชิงบวก) มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ และการลดต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มหนุนการบริโภคภายในประเทศเอื้อต่อกลุ่มค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และ SMEs
สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- เสถียรภาพรัฐบาลผสม และความเร็วในการผลักดันนโยบายจริง
- วินัยการคลังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ความต่อเนื่องของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และผลต่อหนี้สาธารณะ
คำแนะนำการลงทุน
มุมมองต่อตราสารหนี้ไทย: Slightly Positive
แม้ตลาดจะ Price-in แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของไทยในปี 2026 ไปแล้ว และยังมีความผันผวนของ Bond Yield ในระยะสั้น แต่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ใน ขาลง ยังคงเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดตราสารหนี้ไทย ในระยะถัดไป ผลตอบแทนจาก Carry Yield จะยังเป็นแหล่งผลตอบแทนหลัก ช่วย พยุงพอร์ตและลดความผันผวน โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจและการเมืองยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
มีมุมมองต่อหุ้นไทย: Neutral จาก downside ที่จำกัด แต่ยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่ที่ชัดเจน
- สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นไทย
- สำหรับนักลงทุนทั่วไป และผู้ที่ไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นไทย
- สำหรับเงินที่ได้จากการขายคืนและเงินที่ต้องการลงทุนเพิ่ม แนะนำลงทุนกองทุนที่น่าสนใจ ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ดังนี้
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถทยอยเข้าลงทุนในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น
- ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างอินเดียผ่านกองทุน K-INDIA และประเทศจีนผ่านกองทุน K-CHINA
- กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH หรือกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่
- K-WealthPLUS Series ซึ่งเป็นกองทุนผสมอย่าง K-WPBALANCED K-WPSPEEDUP
- นักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นสัดส่วนเกิน 20% หรือมีกำไรมากกว่า 10% แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน (Take Profit) เพื่อล็อกผลตอบแทนและปรับพอร์ตให้สมดุล
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-CHINA, K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH, K-GINFRA-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-CHINA, K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-GINFRA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-CHINA, K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH, K-GINFRA-A(D): T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6