นอกจากการฝากเงิน การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม และทองคำ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ยังใช้ Private Markets เพื่อเพิ่มความหลากหลาย ให้พอร์ต พูดง่าย ๆ คือ การเข้าไปเป็นเจ้าของธุรกิจเอกชน เจ้าหนี้นอกตลาด หรือผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นส่วนเสริมของพอร์ตระยะยาว
Private Markets คืออะไร?
Private Markets คือ การลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทเอกชน สินเชื่อนอกตลาด และโครงสร้างพื้นฐาน
จุดเด่น คือ ช่วยเปิดโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ที่หาไม่ได้ง่ายในตลาดทั่วไป แต่แลกกับระยะเวลาลงทุนนาน สภาพคล่องต่ำ การประเมินมูลค่าเป็นรอบ และผลตอบแทนที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างมาก
Private Markets ลงทุนอะไรบ้าง?
Private Markets แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีบทบาทต่างกัน
- Private Equity สายเติบโต: ลงทุนในหุ้นของบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูง ตั้งแต่ Startup ถึงบริษัทใหญ่ที่ยังไม่เข้าตลาด เพื่อร่วมเติบโตระยะยาว
- Private Credit สายกระแสเงินสด: ลงทุนโดยปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชน เพื่อรับดอกเบี้ยสม่ำเสมอและช่วยกระจายความเสี่ยงจากตราสารหนี้แบบเดิม ๆ
- Infrastructure สายเกาะเมกะเทรนด์โลก: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ เช่น Data Center รองรับ AI พลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้า เครือข่ายสื่อสาร และขนส่ง
ทำไม Private Markets ถึงได้รับความสนใจมากขึ้น?
- เข้าถึงโอกาสนอกตลาด: บริษัทจำนวนมากเติบโตในสถานะเอกชนนานขึ้น นักลงทุนจึงอาจเข้าถึงพัฒนาการของธุรกิจก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์
- เลือกบทบาทได้หลากหลาย: ตั้งแต่ร่วมเป็นเจ้าของ ให้สินเชื่อ ไปจนถึงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ละแบบมีแหล่งผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกัน
- ช่วยเสริมพอร์ตระยะยาวและเป็นการกระจายความเสี่ยง: อาจเพิ่มทั้งโอกาสเติบโตและกระแสเงินสด โดยผลตอบแทนไม่รับประกันและอาจขาดทุนได้จึงควรจัดสรรร่วมกับสินทรัพย์หลักอย่างเหมาะสม
4 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุน
สินทรัพย์กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงและซับซ้อนกว่ากองทุนทั่วไป นักลงทุนจึงควรเข้าใจ 4 เรื่องก่อนนำไปเป็นส่วนเสริมของพอร์ต
- ลงทุนระยะยาว: เหมาะกับเงินเย็น เพราะอาจมีระยะเวลาถือครองและรอบขายคืนที่กำหนด
- สภาพคล่องและราคาแตกต่าง: ซื้อขายไม่คล่องตัว และมีการประเมินมูลค่าเป็นรอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกวันเหมือนสินทรัพย์ในตลาด
- ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์และผู้จัดการกองทุน: อาจเผชิญความเสี่ยงธุรกิจ เครดิต หรือการกระจุกตัว การคัดเลือกผู้จัดการกองทุนจึงสำคัญ
- เงื่อนไขและข้อจำกัดกองทุน: ตรวจสอบเงินลงทุนขั้นต่ำ ค่าธรรมเนียม รอบขายคืน อัตราแลกเปลี่ยน และข้อจำกัดอื่น ๆ
จัดสรร Private Markets ในพอร์ตอย่างไร?
แนวคิดสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องนำเงินทั้งหมดมาลงทุน ควรเริ่มจากการจัดสรรเงินเย็นเพียงบางส่วนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาที่ถือลงทุนได้ และความสามารถรับการขาดทุน จากนั้นจึงพิจารณาว่าต้องการเพิ่มโอกาสเติบโต กระแสเงินสด หรือกระจายความเสี่ยง ตัวอย่างกองทุน เช่น
- K-GPEQ-UI ที่เน้นลงทุนใน Private Equity และ Infrastructure ซึ่งลงทุนในกองทุนของ EQT Nexus ตัวอย่างบริษัทที่ลงทุน เช่น Envirotainer ผู้นำระดับโลกด้าน Cold Chain Logistics ขนส่งยาและวัคซีนแบบควบคุมอุณหภูมิ ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Biotech และ Cell & Gene Therapy ทั่วโลก
- K-GPC-UI ที่เน้นสร้างกระแสเงินสดจาก Private Credit ซึ่งลงทุนในกองทุนของ Goldman Sachs Asset Management โดยเน้นสินเชื่อ First Lien Senior Secured ในสหรัฐฯ และยุโรป หรือพูดง่าย ๆ คือ สินเชื่อที่มีทรัพย์สินของบริษัทผู้กู้ค้ำประกัน และกองทุนอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ลำดับต้นๆ หากบริษัทผู้กู้ประสบปัญหาทางการเงิน
หมายเหตุ: กองทุน UI เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน เหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษและผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ซึ่งเข้าใจลักษณะสินทรัพย์และยอมรับการถือครองระยะยาวได้
สรุป
Private Markets เป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มโอกาสให้พอร์ตนอกเหนือจากหุ้นและพันธบัตร ผ่านการลงทุนในธุรกิจเอกชน สินเชื่อภาคเอกชน และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ โดยแต่ละกลยุทธ์มีบทบาททั้งด้านการเติบโต กระแสเงินสด และการกระจายความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การจัดสรรสินทรัพย์หลายประเภทให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม อาจช่วยเสริมโอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ผู้ที่สนใจโอกาสการลงทุนใน Private Markets สามารถปรึกษา KBank Private Banking เพื่อร่วมวางแผนและออกแบบพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้รายละเอียดบริการ KBank Private Banking ที่ https://www.kasikornbank.com/k_46U9yER
หมายเหตุ:
- K-GPEQ-UI: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8+ (ความเสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ)
FX: ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+40 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 40 วันทำการถัดจากวันทำการขายคืน (T+40) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ที่ 8 ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
ทั้งนี้ วันทำการขายคืน คือ วันทำการแรกของเดือน ม.ค. เม.ย. ก.ค. และ ต.ค. โดยสามารถขายคืนได้เมื่อถือครองหน่วยลงทุนตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป และต้องส่งคำสั่งขายคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ
- K-GPC-UI: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8+ (ความเสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ)
FX: ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+55 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 55 วันทำการถัดจากวันทำการขายคืน (T+55) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ที่ 11 ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
ทั้งนี้ วันทำการขายคืนขายคืน คือ วันทำการแรกของเดือน ม.ค. เม.ย. ก.ค. และ ต.ค. โดยสามารถขายคืนได้เมื่อถือครองหน่วยลงทุนตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป และต้องส่งคำสั่งขายคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 40 วันทำการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: KAsset