ไทยช่วยไทยพลัส จุดเริ่มต้นวินัยการเงินของคนทำงาน

เปลี่ยนมุมคิดจากส่วนลด เป็นการลดต้นทุนชีวิตและเพิ่มเงินเหลือในกระเป๋า ด้วยวิธีใช้สิทธิรัฐอย่างมีระบบ

กดฟัง
หยุด
  • ไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่แค่เงินช่วย แต่เป็นโอกาสจัดระเบียบรายจ่าย ถ้าใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นที่มีอยู่แล้ว เงินช่วยมีโอกาสกลายเป็นเงินเหลือได้จริง
  • หัวใจสำคัญคือ ใช้สิทธิอย่างมีระบบ ไม่ใช้เพราะรู้สึกว่าถูกลง เพราะการซื้อเพิ่มเพียงเพราะมีสิทธิ อาจทำให้เงินรั่วมากกว่าเดิม
  • หากวางแผนดี เงินช่วยรายเดือนสามารถต่อยอดเป็นวินัยการเงินระยะยาว ทั้งการลดภาระรายเดือน การเพิ่มสภาพคล่อง และเริ่มต้นออมได้ง่ายขึ้น

ไทยช่วยไทยพลัสอาจดูเหมือน “เงินเพิ่ม” แต่เงินช่วยไม่ได้แปลว่าจะมีเงินเหลือเสมอไป หากยังใช้จ่ายเหมือนเดิมหรือซื้อเพิ่มเพราะรู้สึกว่าจ่ายน้อยลง เงินช่วยก็อาจหายไปกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ในความเห็นของ K WEALTH ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ได้รับสิทธิ” แต่คือ “ใช้สิทธิอย่างมีระบบ” เพราะหากวางแผนดี เงินสนับสนุนแม้ไม่มากก็ช่วยลดภาระและทำให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองชัดเจนขึ้น


I: ไทยช่วยไทยพลัส: เงินช่วยไม่เท่ากับเงินเหลือ

หัวใจของการใช้สิทธิให้คุ้ม คือการแยก “เงินช่วย” ออกจาก “เงินเหลือ” หากซื้อเพิ่มเพราะรู้สึกว่าจ่ายน้อยลง เงินช่วยก็อาจไม่ทำให้ฐานะการเงินดีขึ้นจริง


วิธีที่เหมาะสมคือ ใช้สิทธิกับรายจ่ายจำเป็นที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่สร้างรายจ่ายใหม่ เมื่อนั้นจึงมีโอกาสเปลี่ยน “เงินช่วย” ให้เป็น “เงินเหลือ” ได้จริง


II: ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร? เช็กเงื่อนไขและวิธีใช้สิทธิให้เข้าใจก่อน

ไทยช่วยไทยพลัสเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพระยะสั้นแบบร่วมจ่าย 60:40 โดยรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน รวมสูงสุด 4,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ลงทะเบียนวันที่ 25-29 พ.ค. 69 ผ่านแอปฯ "เป๋าตัง"


โครงการนี้ไม่เพียงช่วยประคองค่าครองชีพ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้คนวัยทำงานกลับมาจัดระบบรายจ่ายของตัวเองได้ด้วย


III: ใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสอย่างไรให้คุ้ม และช่วยวางแผนการเงินได้จริง

K WEALTH ชวนมองสิทธิช่วยจ่ายเป็นเครื่องมือจัดระเบียบรายจ่าย เพราะแม้เงิน 1,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทันที แต่หากใช้ถูกวิธี ก็ช่วยลดเงินรั่วและเสริมสภาพคล่องได้


เทคนิคที่ 1: ใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสแทนค่าใช้จ่ายจำเป็น

นำสิทธิไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทางรถสาธารณะ หรือของใช้จำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ปกติไม่เคยซื้อ ลองเลือกค่าใช้จ่าย 1–2 หมวด ที่ใช้สิทธิได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินจากกระเป๋าตัวเองลดลงในหมวดเดิม ข้อดีคือ ช่วยลดรายจ่ายจริงโดยไม่ต้องปรับชีวิตมากเกินไป


เทคนิคที่ 2: ใช้สิทธิช่วยลดปัญหาเงินตึงปลายเดือน

อีกวิธีคือกันสิทธิไว้ใช้ช่วงครึ่งหลังของเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนเริ่มเงินตึง และช่วยลดโอกาสต้องพึ่งเงินสำรอง อาจตั้งกติกาให้ใช้สิทธินี้เป็นหลักหลังวันที่ 20 ของเดือน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ผลคือ เงินมีโอกาสพอใช้ถึงสิ้นเดือนมากขึ้น เพราะอาจมีบางค่าใช้จ่ายที่อั้นไว้รอจ่ายด้วยการใช้สิทธิตอนปลายเดือน


เทคนิคที่ 3: หยุดพฤติกรรมใช้สิทธิเพราะมีโปรโมชัน

หลายคนใช้สิทธิไม่คุ้มเพราะรีบใช้ให้หมด ทั้งที่สิทธิไม่ได้ทำให้ของชิ้นนั้นจำเป็นขึ้นมา ก่อนใช้สิทธิ ลองถามตัวเองว่า “ถ้าไม่มีสิทธินี้ เรายังจะซื้อไหม” หากคำตอบคือไม่ การไม่ใช้ก็อาจคุ้มกว่า วิธีคิดนี้ช่วยกันเงินรั่วได้ดี


เทคนิคที่ 4: เปลี่ยนมุมคิดจากส่วนลด เป็นการลดค่าครองชีพ

แทนที่จะมองสิทธิเป็นส่วนลด ลองมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยลดค่าครองชีพในหมวดที่ต้องใช้จริง ลองบันทึกดูว่าจ่ายแต่ละครั้งช่วยประหยัดไปเท่าไร และเงินส่วนนั้นยังเหลืออยู่จริงหรือไม่ วิธีคิดนี้ช่วยให้การบริหารเงินมีเป้าหมายมากขึ้น


IV: ตัวอย่างวางแผนการเงินจากการใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส

เช่น พนักงานออฟฟิศ ที่มีค่าอาหาร หรือค่าเดินทางรถสาธารณะ หรือของใช้ในบ้าน ราว 1,666 บาทต่อเดือน หากใช้สิทธิช่วยจ่ายกับค่าอาหารบางมื้ออย่างสม่ำเสมอ ภาระแต่ละเดือนก็จะลดลง ประมาณ 1,000 บาท เหลือจ่ายส่วนนี้ 666 บาท แม้ไม่ได้ออมตรงๆ แต่เงินส่วนที่เคยจ่ายก็เหลือมากขึ้น ในระยะยาว วิธีนี้ช่วยให้การออมง่ายขึ้น


V: Checklist เช็กให้ชัวร์ว่าใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสได้คุ้มจริง

เมื่อใช้สิทธิไปสักระยะ ควรประเมินทุกสิ้นเดือนว่าช่วยลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง และทำให้เห็นนิสัยการใช้เงินของตัวเองชัดขึ้นหรือไม่ Checklist ที่ว่า ได้แก่

  • ใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสกับค่าใช้จ่ายจำเป็น
  • ไม่ซื้อเพิ่มเพียงเพราะมีโปรโมชันหรือส่วนลด
  • ใช้สิทธิในหมวดเดิมอย่างต่อเนื่องเพื่อคุมงบ
  • หลังใช้สิทธิแล้วมีเงินเดือนเหลือมากขึ้นหรือไม่
  • เริ่มเห็นพฤติกรรมและรูปแบบการใช้เงินของตัวเองชัดขึ้นหรือไม่

หากทำได้หลายข้ออย่างต่อเนื่อง แปลว่าคุณกำลังสร้างวินัยการเงินที่ดีขึ้น


VI: เมื่อมีเงินเหลือจากการใช้สิทธิ ควรต่อยอดไปที่ประกันหรือกองทุนอย่างไร

เมื่อใช้สิทธิแล้วมีเงินเหลือ ควรต่อยอดให้เป็นทั้งความคุ้มครองและโอกาสเติบโตของเงิน ซึ่งหากยังมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไม่ถึงค่าใช้จ่าย 6 เดือนข้างหน้า การเริ่มจากกองทุนความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง อย่าง K-SF-A อาจเหมาะกว่า


แต่ถ้ามีเงินสำรองมากพอแล้ว การทยอยลงทุนในกองทุนรวมผสม อย่าง K-WealthPLUS Series เช่น K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือประกันชีวิตสะสมทรัพย์ เช่น ประกันออมสั้น ขยันคืนทุกปี 14/3 เพื่อสร้าง Passive income ในรูปแบบเงินคืนรายปีที่แน่นอน 13-14 ปี ก็เป็นทางเลือกในการพิจารณา


แม้ไทยช่วยไทยพลัสมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน แต่สิ่งที่ได้อาจมากกว่าวงเงินช่วยเหลือ คือโอกาสในการเริ่มต้นวินัยการเงินใหม่ ไทยช่วยไทยพลัสอาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทันที แต่ช่วยเปลี่ยน “ระบบการใช้เงิน” ของคุณได้ เงินช่วยเดือนละ 1,000 บาท เป็นจุดเริ่มต้นของการลดค่าครองชีพและวางแผนการเงินที่ดีขึ้น หากใช้สิทธิอย่างถูกวิธี คุณก็สามารถค่อยๆ สร้างระบบการเงินที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว


หมายเหตุ กองทุน K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5, นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน, ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)


คำเตือน

- “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าใจเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”
- ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ผู้เขียน

K WEALTHราชันย์ ตันติจินดา CFP®

Back to top