ทำไมเมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ เรายิ่งต้องลงทุน

กดฟัง
หยุด
  • IMF เพิ่งปรับประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลก ที่สำคัญคือปรับเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามโต 7.1% และมาเลเซียโต 4.7%
  • ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ข่าว เพราะมันแปลว่า ของแพงขึ้น โบนัสน้อยลง และมีโอกาสที่ตลาดแรงงานจะหดตัว ซึ่งกำลังจะมากระทบชีวิตคุณถ้ามองข้ามเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว
  • ทางรอดของเรื่องนี้ K WEALTH แนะนำแผนบริหารเงินต่อ โดยไม่ถือเงินสดมากเกินไป กระจายความเสี่ยงโดยมองหาโอกาสไปที่การลงทุนต่างประเทศ

IMF คือใคร และทำไมตัวเลขของพวกเขาถึงสำคัญ?

IMF (International Monetary Fund) คือองค์กรระหว่างประเทศที่มีสมาชิก 190 ประเทศ ทำหน้าที่เป็น "คนทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจโลก" เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และออกประมาณการ GDP ทุก 6 เดือนผ่านรายงานที่เรียกว่า World Economic Outlook (WEO) ซึ่งเป็นเอกสารที่รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุนทั่วโลกต้องอ่าน


WEO เมษายน 2026: "โลกในเงามืดของสงคราม"

รายงานฉบับล่าสุดของเดือนเม.ย. 2026 ออกมาพร้อมชื่อที่บอกทุกอย่าง: "Global Economy in the Shadow of War" สาเหตุหลักคือสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลาม และกระทบช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมัน 20% ของโลก

  • GDP โลกถูกปรับลงจาก 3.4% เป็น 3.1% ในปี 2026 ดูเหมือนปรับลงน้อย แต่การปรับลงก็แปลว่าเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มแย่ลง
  • น้ำมันพุ่งเฉลี่ย $82/บาร์เรล จาก $67 ในปี 2025 ต้นทุนทุกอย่างเพิ่มขึ้นเป็นโดมิโน ตั้งแต่ขนส่งจนถึงอาหาร
  • เงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้นเป็น 4.4% จาก 3.8% ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้นเพราะกังวลเงินเฟ้อ การลดดอกเบี้ยยากเท่ากับเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง
  • ประเทศที่โดนหนักที่สุด: อิหร่าน ถูกปรับลดจนติดลบ 6.1% หรือซาอุดีอาระเบียจาก 4.5% เป็น 3.1% ซึ่งจะเห็นว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมดถูกปรับลงตามผลกระทบจากสงคราม

ใครอยากอ่านรายงานฉบับเต็ม อ่านได้ที่นี่เลย


แล้วมันเกี่ยวกับไทยยังไง? เพราะไทยพึ่งพาการส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นหลัก พอน้ำมันแพง ต้นทุนโลจิสติกส์สูง นักท่องเที่ยวระวังการใช้จ่าย และเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว ไทยย่อมได้รับแรงกระแทกเต็มๆ


แล้วไทยอยู่ที่ไหนในอาเซียน?

หลายๆ คนอาจจะพอรู้แล้วว่าเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี ซึ่งตัวเลขที่ IMF ประเมินไว้ก็สะท้อนภาพนั้น โดยมองเศรษฐกิจไทยปี 2026 เติบโตเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนาม (+7.1%) อินโดนีเซีย (+5.0%) มาเลเซีย (+4.7%) ฟิลิปปินส์ (+4.1%) หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ (+3.5%) จะเห็นเลยว่าโลกมองไทยโตต่ำที่สุดในอาเซียน


เหตุผลเพราะ

1) หนี้ครัวเรือนพุ่งปรี๊ด (87% ของ GDP) คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้ ทำให้ต้องรัดเข็มขัด ไม่บริโภค

2) ส่งออกเจอทรัมป์กดดัน ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวการกดดันเศรษฐกิจหลัก

3) สังคมสูงวัยมาเร็วกว่าที่คิด จ้างงานต่ำแล้ว คนทำงานก็มีแนวโน้มน้อยลงอีกเพราะแก่ตัวกันหมด

4) นักท่องเที่ยวหาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่ฟื้นตัวขึ้นมาแค่ 41% ของระดับก่อน COVID


อย่างไรก็ตาม GDP ที่โตช้า ไม่ได้แปลว่าประเทศกำลังจะล่มสลาย แต่มีผลกระทบที่ควรรู้ ดังนี้

1) เงินเดือนขึ้นช้า แต่เงินเฟ้อหรือค่าครองชีพขึ้นไม่หยุด ของแพงขึ้นทุกวัน กำลังซื้อลดลง

2) บริษัทไม่ค่อยอยากจ้างงาน เพราะสถานะการเงินไม่ค่อยดีตามภาวะเศรษฐกิจ

3) ธปท. ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้ว อาจไม่พอ คงต้องลดอีก

4) นักลงทุนต่างชาติเห็นแบบนี้แล้ว อาจจะสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยน้อยลง


แล้วเราควรทำอะไรตอนนี้ ?

1) เงินสดถือได้ แต่ไม่ควรถือเยอะเกินไป เงินเฟ้อของไทยแม้ยังไม่สูงมาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสูงขึ้นแน่ ดังนั้น การฝากเงินไว้เฉยๆ = เงินหายไปเงียบๆ หากไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนในอะไร การเอามาพักไว้ในกองทุนตราสารหนี้ T+1 อย่าง K-SF-A หรือ K-SFPLUS-A ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าฝากเงินไว้เฉยๆ


2) กระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศไทย แนะนำ Stay Invested แต่เน้นกระจายความเสี่ยงออกไปในกองทุน FIF เช่น เทคโนโลยีเอเชีย (K-ATECH) หรือโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (K-GINFRA) ที่มีปัจจัยหนุนหลักคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI


3) ระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่ หนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่นาน เป็นสัญญาณเตือนชั้นดี เพราะรายได้ไม่ได้มีแนวโน้มเติบโตมาก การก่อหนี้เพิ่มเท่ากับเพิ่มภาระ ก็จะรู้สึกเหมือนทำงานเพื่อใช้หนี้มากกว่า ดังนั้น แนะนำให้ชำระหนี้เดิมคืนให้หมดก่อนดีกว่า


4) ติดตามข้อมูลสม่ำเสมอ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว ภาพการลงทุนเปลี่ยนได้ทุกวัน การติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ควรต้องทำให้เป็นนิสัย และ K WEALTH ก็เป็น 1 ในช่องทางที่อัปเดตข่าวสารการลงทุนให้ทุกวันแบบฟรีๆ


สรุป

แม้ว่าไทยจะมีแนวโน้มการเติบโต GDP ต่ำสุดในอาเซียน ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบสิ้น แต่มันแปลว่า ใครที่รู้จักบริหารเงินในช่วงน้ำขึ้นช้า จะได้เปรียบกว่าคนที่ยังรอให้น้ำขึ้นสูงก่อนค่อยว่ายน้ำ


หมายเหตุ:

  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
    • K-ATECH, K-GINFRA: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
    • K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-ATECH, K-GINFRA: T+4

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

KWEALTHจิรพัฒน์ จิรนิรันดร์กุล CFA

Back to top