-
เงินสำรองฉุกเฉิน ช่วยรักษาสภาพคล่องในวันที่รายได้สะดุดหรือมีค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ขณะที่ประกัน ช่วยป้องกันความเสียหายใหญ่ที่อาจทำลายเงินเก็บทั้งชีวิต ทั้งสองอย่างจึงควรมีควบคู่กัน
-
การวางแผนการเงินที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้เงินเติบโต แต่ต้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ไม่คาดคิดมาทำให้แผนการเงินพัง ด้วยการมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เดือน และพิจารณาประกันชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ ที่เหมาะกับความต้องการ
คนจำนวนมากเชื่อว่า การมีเงินสำรอง = ปลอดภัยแล้ว แต่ความจริงคือ เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นสามารถกินเงินเก็บที่สะสมมาหลายปีในครั้งเดียวได้ ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าเข้าโรงพยาบาล 1 ครั้ง เงินสำรองของคุณจะพอจริงไหม
หน้าที่ของเงินสำรองฉุกเฉินและประกัน
เงินสำรองฉุกเฉินกับประกันทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน โดย
เงินสำรองฉุกเฉิน: กันสะดุดในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน
เงินสำรองฉุกเฉิน คือ เงินที่คุณเตรียมไว้ใช้ทันที โดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน ไม่ต้องกู้ ไม่ต้องรอ ถือเป็นสภาพคล่องของชีวิต ช่วยกันสะดุดในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง เช่น
- รายได้สะดุด หรือถูกเลิกจ้าง
- ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ
- ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่คาดไม่ถึง
ข้อดีของเงินสำรองฉุกเฉินคือ สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที แต่มีข้อจำกัดคือ มีเพดาน เช่น ถ้าคุณมีเงินสำรอง 200,000 บาท
เจอเหตุการณ์ที่ใช้เงิน 20,000 บาท = รับมือได้
แต่หากเจอเหตุการณ์ที่ใช้เงิน 500,000 บาท = เกมเปลี่ยนทันที
เงินสำรองช่วยคุณ “ไม่สะดุด” แต่ไม่ได้ช่วยคุณ “รอดจากการล้มหนัก”
ประกัน: โอนความเสี่ยงที่แบกไม่ไหว
ประกัน คือเครื่องมือทางการเงินที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คุณจ่ายเบี้ยประกันซึ่งเป็น “เงินก้อนเล็ก” เพื่อแลกกับ “ความคุ้มครองก้อนใหญ่” ในวันที่เกิดเหตุ
พูดให้ชัดคือ คุณกำลังจ่ายเงิน เพื่อไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ของตัวเองในอนาคต
ประกันเข้ามามีบทบาทในเหตุการณ์ที่เงินสำรองรับไม่ไหว เช่น
- ค่ารักษาพยาบาลหลักแสน–หลักล้าน
- อุบัติเหตุรุนแรง
- โรคร้ายแรงที่ต้องใช้เงินก้อน
- การเสียชีวิตที่ทิ้งภาระให้คนข้างหลัง
ข้อดีของประกันคือ การขยายขนาดความคุ้มครอง คุณอาจจ่ายเบี้ยปีละไม่กี่หมื่น แต่ได้ความคุ้มครองหลักล้าน
แน่นอน มันมีข้อจำกัดที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยต่อเนื่อง มีเงื่อนไข ไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี แต่ในเกมของความเสี่ยง ประกันคือเครื่องมือที่ช่วยโอนความเสี่ยงออกไปจากตัวเอง
ตารางเปรียบเทียบเงินสำรองฉุกเฉินกับประกัน
ตัวอย่างสถานการณ์ที่เงินสำรองอย่างเดียวไม่พอ
-
เคส A: มีเงินสำรอง แต่ไม่มีประกัน
คุณมีเงินเก็บ 200,000 บาท
อยู่ดีๆ ต้องผ่าตัดด่วน ค่าใช้จ่าย 500,000 บาท
สิ่งที่เกิดขึ้น
- เงินเก็บหายไปทั้งหมด
- ต้องหาเงินเพิ่ม
- อาจต้องกู้ยืมเงิน
-
เคส B: มีเงินสำรอง + มีประกัน
เหตุการณ์เดียวกัน แต่มีประกันสุขภาพคุ้มครอง
สิ่งที่เกิดขึ้น
- บริษัทประกันรับภาระหลัก
- เงินสำรองแทบไม่ถูกแตะ
- ชีวิตการเงินไม่สะดุด
นี่คือความต่างระหว่าง “รับความเสี่ยงเองทั้งหมด” กับ “โอนความเสี่ยง”
-
ประกันสุขภาพ D Health เลือกได้ตามใจ
ควรมีอะไรก่อน
แล้วเราควรเก็บเงินก่อน หรือทำประกันก่อน แนะนำให้เริ่มจาก
- เงินสำรองอย่างน้อย 6-12 เดือน เก็บไว้ในที่ที่มีสภาพคล่องสูง อย่างเงินฝาก หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
- ต่อด้วยประกัน โดยพิจารณาประกันชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ ที่เหมาะกับความต้องการ เช่น
- ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตลอดชีพ 99/9 ที่เน้นคุ้มครองชีวิตและให้ความคุ้มครองสูง
- ประกันสุขภาพ D Health เลือกได้ตามใจ ที่สามารถเลือกความคุ้มครองที่ใช่ ในงบที่ชอบ คุ้มครองทั้งกรณีผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก ชดเชยรายวัน โดยคุ้มครองสูงสุด 5 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดวงเงินต่อปี
- ประกันโรคร้ายแรง เลือกได้ตามใจ ที่เลือกคุ้มครองโรคร้ายได้ตามกลุ่มโรคที่กังวล โดยคุ้มครองโรคร้ายแรงทุกระยะ และรับเงินก้อนจากโรคร้ายแรงสูงสุด 2 ล้านบาท
- ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ที่คุ้มครองทุกการเจ็บและสูญเสียอวัยวะสูงสุด 3 ล้านบาท
เพื่อไม่ให้เหตุไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นมาทำลายเงินก้อนของเรา จึงควรมีทั้งเงินสำรองฉุกเฉินและประกัน โดยใช้ทั้งสองอย่างให้ทำงานร่วมกัน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เมืองไทยประกันชีวิต, เมืองไทยประกันภัย