เป็นธนาคารที่พร้อมเคียงข้างเพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน
ธนาคารให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและการเสริมสร้างบุคลากรขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธนาคารสามารถรับมือกับความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจได้อย่างมั่นคงนอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถให้แก่ชุมชนภายนอก เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ธนาคารกำหนดแผนกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลสำหรับปี 2568 - 2570 ภายใต้แนวคิด “Productivity FITS” ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพ ในการส่งมอบผลงานที่เป็นไปตามเป้าหมายของบุคลากรทุกระดับ (People Productivity)
ธนาคารยึดมั่นในการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างองค์กร ธนาคารจะดำเนินการสื่อสารและบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้พนักงานมีเวลาเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเคารพสิทธิของพนักงาน
ธนาคารกำหนดระเบียบการทำงานของพนักงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานและการทำงานล่วงเวลาให้เป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด และได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ใน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2541 เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรืออยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน โดยกำหนดชั่วโมงการทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ การทำงานเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดจะถือเป็นการทำงานล่วงเวลาและอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและควบคุมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ธนาคารยึดมั่นในการบริหารจัดการชั่วโมงการทำงานและการทำงานล่วงเวลาอย่างเหมาะสมและสอดคล้องตามกฎหมายแรงงาน โดยในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการทำงานล่วงเวลา ธนาคารจะกำหนดให้หัวหน้างานแจ้งรายละเอียดให้พนักงานทราบล่วงหน้า และให้พนักงานพิจารณาให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ธนาคารได้จัดให้มีระบบบันทึกเวลาการทำงานล่วงเวลาผ่านระบบ K-People Touch ของธนาคาร เพื่อให้หัวหน้างานตรวจสอบการทำงานล่วงเวลาของพนักงานและไม่ทำงานเกินกว่าชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานได้รับค่าตอบแทนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมของพนักงาน รวมถึงการเคารพสิทธิแรงงานตามกฎหมาย โดยมีตัวแทนพนักงานในรูปแบบของสหภาพแรงงานที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายแรงงานไทย ได้แก่ สหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทย และสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย ซึ่งช่วยให้สามารถรับฟังข้อคิดเห็นและข้อกังวลของพนักงานได้อย่างครอบคลุมในทุกระดับ ทั้งนี้ เมื่อมีการยื่นข้อเรียกร้องจากสหภาพแรงงาน ธนาคารจะดำเนินกระบวนการเจรจาโดยสุจริต โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ จนสามารถบรรลุข้อตกลง และดำเนินการจดทะเบียนต่อหน่วยงานภาครัฐตามกฎหมาย และธนาคารยังจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างเพื่อเป็นอีกช่องทางในการสะท้อนประเด็นด้านสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไข ผ่านการประชุมอย่างสม่ำเสมอปีละ 4 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนด และสามารถหยิบยกประเด็นเพิ่มเติมเพื่อหารือได้ตามความจำเป็น เพื่อให้การดูแลและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างทันท่วงทีและสร้างสรรค์
ธนาคารให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของพนักงานและครอบครัว โดยจัดให้มีสวัสดิการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาสำหรับบุตรของพนักงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตั้งแต่ระดับก่อนอนุบาลถึงปริญญาตรี เพื่อช่วยดูแลและส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการดูแลพนักงานอย่างครอบคลุม และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว
ธนาคารดำเนินการพัฒนาศักยภาพพนักงานและภาวะความเป็นผู้นำทุกระดับอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมถึงการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ การพัฒนาทักษะเฉพาะทางธุรกิจ และการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยมีระบบการประเมินผลด้านการสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ดังนี้
ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน โดยมีรองผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน และกรรมการผู้จัดการเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากสายงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยและ สุขภาพของพนักงานร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานและติดตามผลทุกไตรมาส มุ่งเน้นการป้องกันอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการเจ็บป่วยจากการทำงาน ควบคุมความเสี่ยง ด้านความปลอดภัย รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของธนาคาร
ธนาคารได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ผ่านการทบทวนนโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยคณะกรรมการธนาคารเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดและมาตรฐานสากล นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญเมื่อธนาคารได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 (ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย) และ ISO 14001:2015 (ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม) พร้อมกันในวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ซึ่งถือเป็นธนาคารแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองทั้งสองมาตรฐานในคราวเดียว และยังคงรักษามาตรฐานดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารยังคงประสบความสำเร็จในการขอการรับรองระบบมาตรฐาน ISO45001 : 2018 (ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : Occupational Health and Safety Management System) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยยึดมั่นในจุดมุ่งหมาย “อุบัติเหตุจากการทำงานและการเจ็บป่วยจากการทำงานจนกระทั่งหยุดงานเป็นศูนย์” ธนาคารจึงยังมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบาย และ ดำเนินแผนงานภายใต้กระบวนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่ธนาคารได้รับโล่และประกาศเกียรติคุณกิจกรรมรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ 2568 (Zero Accident Campaign 2025) ระดับทอง ปีที่ 1 จากนายกรัฐมนตรี โดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย และประกาศเกียรติคุณสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2568 ระดับจังหวัด (Thailan Safety Award : Provincial level) ปีที่ 1
ธนาคารได้จัดเตรียมอุปกรณ์และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่กฎหมายระบุ และตามมาตรฐานสากลที่ธนาคารยึดถือ ผ่านการชี้บ่ง และประเมินความเสี่ยงอันตราย (Hazards Identification and Risk Assessment) รวมทั้งประเมินปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspects Assessment) ตามสภาพการทำงานของพนักงาน และได้ดำเนินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงจากการทำงาน
นโยบายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานธนาคารกสิกรไทย อ่านที่นี่
ธนาคารมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนและเข้มงวดในการจัดการกับข้อร้องเรียนของพนักงานและการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน พร้อมกับให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน การปรึกษาหารือร่วมกับตัวแทนของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเสมอ โดยมีขั้นตอนการยื่นเรื่องร้องทุกข์ของพนักงาน ดังนี้