-
เริ่มวางแผนภาษีด้วยการตรวจสอบรายได้และสิทธิพื้นฐานให้ครบ ทั้งค่าใช้จ่าย สถานภาพครอบครัว และเงินสมทบจากการทำงาน ก่อนจัดสรรเงินเพิ่ม
-
เลือกใช้สิทธิลดหย่อนจากประกัน กองทุน RMF และ Thai ESG ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาถือครอง และความเสี่ยง ไม่มองเพียงภาษีที่ประหยัดได้
-
ตรวจสอบวงเงิน เงื่อนไข และหลักฐานให้พร้อม รวมถึงข้อมูลจากนายจ้าง บริษัทประกัน และบริษัทจัดการกองทุน เพื่อใช้สิทธิได้ถูกต้องและไม่เกินเพดานที่กำหนด
การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่เพียงรวบรวมเอกสารเมื่อใกล้ถึงกำหนดยื่นแบบ เพราะสิทธิลดหย่อนแต่ละประเภทมีทั้งวงเงิน เงื่อนไข ระยะเวลาถือครอง รวมถึงประโยชน์ทางตรงต่อผู้ใช้สิทธิที่แตกต่างกัน สำหรับปีภาษี 2569 ควรเริ่มจากทบทวนรายได้และสิทธิพื้นฐานผ่านระบบ D-MyTax ก่อนประเมินความจำเป็นในการใช้สิทธิเพิ่มเติมผ่านกองทุน RMF กองทุน Thai ESG หรือประกันประเภทต่างๆ โดยคำนึงถึงเป้าหมายทางการเงินควบคู่กัน บทความนี้ K WEALTH รวบรวมสิทธิสำคัญ พร้อมหลักคิดที่จะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างเป็นระบบและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
I: สิทธิลดหย่อนจากค่าใช้จ่าย
สิทธิกลุ่มนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายอยู่แล้ว หรือเงินสมทบที่มีอยู่ จึงควรตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนจัดสรรเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนประเภทอื่น ทั้งนี้ จำนวนภาษีที่ประหยัดได้ขึ้นอยู่กับสิทธิที่ใช้ได้จริงและอัตราภาษีเงินได้ของแต่ละบุคคล โดยควรจัดเก็บหนังสือรับรอง ใบกำกับภาษี และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน เพื่อให้พร้อมยื่นภาษีช่วงต้นปีถัดไป
ค่าลดหย่อนจากค่าใช้จ่าย
| วงเงินสูงสุด
|
เงื่อนไขสำคัญปี 2569
|
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร
| ไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท
| หักตามที่จ่ายจริงสำหรับผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส และใช้รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์จนถึงคลอดบุตรในแต่ละคราว
|
ดอกเบี้ยกู้ซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย
| ไม่เกินปีละ 100,000 บาท
| หักตามที่จ่ายจริงสำหรับผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส และใช้รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์จนถึงคลอดบุตรในแต่ละคราว
|
เงินสมทบประกันสังคม
| ตามที่จ่ายจริง และไม่เกินปีละ 10,500 บาท
| ใช้เฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงในปีภาษี โดยตรวจยอดจากสลิปเงินเดือนหรือเอกสาร 50 ทวิ จากนายจ้างหรือข้อมูลในระบบภาษี
|
เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน หรือ กอช.
| ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุน และรวมกลุ่มเกษียณไม่เกินปีละ 500,000 บาท
| ต้องนำไปรวมกับ RMF และเบี้ยประกันบำนาญก่อนคำนวณสิทธิคงเหลือ เพื่อไม่ซื้อเกินวงเงิน
|
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา โรงพยาบาลรัฐ หรือมูลนิธิที่กำหนด ฯลฯ
| หักได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน
| ตรวจสอบหน่วยรับบริจาคที่ระบบกรมสรรพากร และอาจต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation จึงจะใช้สิทธิได้
|
เงินบริจาคทั่วไป
| ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน
|
ค่าซื้อและติดตั้ง Solar Rooftop
| ไม่เกิน 200,000 บาท
| สำหรับการซื้อหรือติดตั้งช่วงวันที่ 3 มี.ค. 69 – 31 ธ.ค. 71
|
ค่าซื้องานศิลปะ
| ไม่เกิน 100,000 บาท
| ซื้อจากศิลปิน หรือองค์กรที่กำหนด
|
ค่าซื้ออุปกรณ์ ฉลากประหยัดไฟฟ้า 5 ดาว
| 1.5 เท่า ของ 50% ค่าซื้อ
| เฉพาะผู้มีเงินได้ 40(6) – 40(8) เช่น วิชาชีพแพทย์/กฎหมาย/บัญชี/ฯลฯ ผู้รับเหมา ค้าขาย ดารา นักแสดง นักดนตรี ฯลฯ
|
II: สิทธิลดหย่อนจากสิทธิหรือสถานภาพครอบครัว
สิทธิกลุ่มนี้มาจากสถานภาพส่วนบุคคลและภาระดูแลคนในครอบครัว เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา หรือผู้พิการ ซึ่งเป็นสิทธิที่อาจใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้มีเงินได้ ดังนั้น การตรวจสอบสถานภาพและเงื่อนไขของผู้ที่อยู่ในความดูแลให้ครบถ้วน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดหลักดังนี้
ค่าลดหย่อนจากสิทธิหรือสถานภาพครอบครัว
|
คนละ
| เงื่อนไข
|
คู่สมรสที่ไม่มีรายได้
| 60,000
| คู่สมรส ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย
|
ค่าเลี้ยงดูลูก
| 30,000 หรือ 60,000
| ลดหย่อนลูกทั่วไปได้คนละ 30,000 บาท แต่สำหรับลูกคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยลูกที่ลดหย่อน ต้อง
- อายุไม่เกิน 20 ปี หรือ - อายุ 21-25 ปี แต่เรียนระดับอุดมศึกษาที่ไทยหรือต่างประเทศ - ไม่มีรายได้ หรือมีแต่น้อยกว่าปีละ 30,000 บาท - ลดหย่อนได้ทั้งลูกของผู้มีเงินได้และคู่สมรส (เช่น กรณีสมรสใหม่)
|
ค่าดูแลบุพการี
| 30,000
|
- บิดาหรือมารดาที่ลดหย่อน (1) อายุ 60 ปีขึ้นไป
(2) ไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท - กรณีลูกหลายคนร่วมกันดูแลบิดามารดา ในแต่ละปี มีลูกเพียง 1 คน ที่ใช้สิทธิลดหย่อนบิดาหรือมารดาได้ - กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ สามารถลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรสได้ - บิดามารดาที่ลดหย่อน ต้องลงนามแบบ ล.ย.03
|
ค่าดูแลผู้พิการ
| 60,000
|
- มีชื่อเป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวผู้พิการ
- ผู้พิการที่ลดหย่อนไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท - กรณีผู้พิการที่ไม่ใช่บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรส ให้ลดหย่อนได้ 1 คนเท่านั้น
|
กรณีผู้มีเงินได้ไม่อยู่ในไทย (หรืออยู่ แต่ไม่ถึง 180 วัน) ผู้ที่นำมาใช้สิทธิลดหย่อนต้องเป็นผู้อยู่ในไทย 180 วันขึ้นไป
|
III: สิทธิลดหย่อนจากการออม การลงทุน และความคุ้มครอง
สิทธิกลุ่มนี้เกิดจากการวางแผนทางการเงินเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF กองทุน Thai ESG ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันบำนาญ เงินทุกก้อนที่จัดสรรควรสร้างคุณค่าได้มากกว่าการประหยัดภาษีในปีเดียว ทั้งในมิติของการเตรียมเงินเกษียณ การสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน และการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนตัดสินใจจึงควรพิจารณาระยะเวลาผูกพัน ระดับความเสี่ยง ความสามารถในการชำระหรือลงทุนต่อเนื่อง และวงเงินสิทธิคงเหลือหลังรวมสวัสดิการหรือกองทุนจากที่ทำงานแล้ว
ค่าลดหย่อนจากการออม การลงทุน และความคุ้มครอง
| วงเงินสูงสุดต่อปี
| เงื่อนไขที่ควรรู้
|
Thai ESGX จากการโอน LTF
| ไม่เกิน 50,000 บาท
| ส่วนนี้ไม่ใช่สิทธิลงทุนใหม่ในปี 2569 แต่เป็นของส่วนที่ผู้มีเงินได้เคยมีการโอนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ช่วงกลางปี 68 เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
|
เงินลงทุนกองทุนThai ESG
| ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 300,000 บาท
| วงเงินแยกจากกลุ่มเกษียณ
|
เงินลงทุนกองทุน RMF
| ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 500,000 บาท
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + กบข. + กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน + กอช. + RMF + ประกันบำนาญ
รวมกันสูงสุด 500,000 บาท
|
เบี้ยประกันบำนาญ
| ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 200,000 บาท
|
เบี้ยประกันชีวิต
| ไม่เกิน 100,000 บาท
| รวมกันสูงสุด 100,000 บาท |
เบี้ยประกันสุขภาพของตนเอง
| ไม่เกิน 25,000 บาท
|
เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
| รวมไม่เกิน 15,000 บาท
| -
ใช้สิทธิบิดามารดาของตนเองและคู่สมรส รวมกันได้ไม่เกิน 15,000 บาท
- บิดาหรือมารดาไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท - กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ สามารถลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของคู่สมรสได้
|
เลือกใช้สิทธิเพิ่มเติมอย่างไร ให้ตอบโจทย์มากกว่าการลดภาษี
เมื่อมีทางเลือกทั้งกองทุน RMF กองทุน Thai ESG ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันบำนาญ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมองหาวงเงินลดหย่อนที่ยังเหลือ แต่คือการกำหนดบทบาทของเงินแต่ละก้อนให้ชัดเจน K WEALTH แนะนำให้เริ่มจากการใช้สิทธิที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้ครบถ้วน เช่น สิทธิส่วนตัว ครอบครัว ดอกเบี้ยบ้าน และเงินสมทบจากการทำงาน จากนั้นจึงสำรองเงินฉุกเฉินให้เพียงพอ ก่อนพิจารณาความคุ้มครองและการลงทุนตามเป้าหมาย ระยะเวลาถือครอง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนี้
1) มีภาระครอบครัว วางความคุ้มครองให้เพียงพอ
หากมีคู่สมรส บุตร บิดามารดา หรือภาระหนี้สิน ควรเริ่มจากประเมินช่องว่างความคุ้มครองชีวิตว่า หากรายได้หลักจากเราหยุดลง เงินที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายประจำ และค่าเล่าเรียนบุตรได้นานเพียงใด การเลือกประกันชีวิตจึงควรพิจารณาจากทุนประกันและระยะเวลาคุ้มครองที่เหมาะสม มากกว่ามุ่งเฉพาะจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ พร้อมประเมินให้มั่นใจว่าสามารถชำระเบี้ยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบเงินสำรองฉุกเฉิน
- หากต้องการความคุ้มครองระยะยาว ควรพิจารณาประกันชีวิตตลอดชีพที่เน้นความคุ้มครองชีวิต โดยเปรียบเทียบระยะเวลาชำระเบี้ย ผลประโยชน์ตามสัญญา และความเหมาะสมกับแผนการเงินโดยรวม
เบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท สำหรับผู้ชาย อายุ 40 ปี
|
แบบประกันชีวิต
|
ชำระเบี้ย
| ความคุ้มครองชีวิต ประมาณ
| ผลประโยชน์ตลอดสัญญา
|
ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตลอดชีพ 99/5
| 5 ปี
| 1,098,000 บาท
| ไม่มีเงินคืนระหว่างสัญญา แต่มีเงินครบสัญญาตอนอายุ 99 ปี เท่ากับความคุ้มครองชีวิต
|
ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตลอดชีพ 99/19
| 19 ปี
| 3,855,000 บาท
|
-
ประกันชีวิตครบ 70 ปี มีใช้
-
ประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ 1525
สำหรับผู้ที่มีความต้องการความคุ้มครองชีวิตสูงกว่าตัวอย่างที่กล่าวมา ควรแยกการตัดสินใจเป็นสองเรื่อง คือ “ต้องการความคุ้มครองเท่าใด” และ “ใช้สิทธิภาษีได้เท่าใด” เพราะเบี้ยประกันชีวิตส่วนที่เกิน 100,000 บาท อาจไม่เพิ่มสิทธิลดหย่อน แต่ยังจำเป็นต่อแผนคุ้มครองชีวิตหรือสร้างเงินก้อนเป็นกองมรดกให้กับคนในครอบครัว
2) บริหารความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลอย่างรอบด้าน
ก่อนเลือกความคุ้มครองสุขภาพ ควรสำรวจสวัสดิการจากนายจ้าง ประกันกลุ่ม และสิทธิรักษาพยาบาลภาครัฐที่มีอยู่ แล้วเติมเฉพาะช่องว่างที่จำเป็น ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท อย่างไรก็ตาม นอกจากวงเงินลดหย่อนแล้ว ควรพิจารณาวงเงินคุ้มครองต่อปี ค่าห้อง เงื่อนไขร่วมจ่ายหรือรับผิดส่วนแรก ระยะเวลารอคอย และข้อยกเว้น เพื่อให้ความคุ้มครองรองรับค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
- หากต้องการบริหารเบี้ยประกันและใช้สิทธิภาษีอย่างเหมาะสม ควรเลือกความคุ้มครองที่เติมจากสวัสดิการเดิมได้จริง พร้อมตรวจสอบว่าข้อมูลเบี้ยประกันที่ใช้ลดหย่อนได้ถูกส่งเข้าระบบกรมสรรพากรอย่างครบถ้วนหรือยัง
- หากต้องการวงเงินค่ารักษาพยาบาลสูง เบี้ยส่วนที่เกินวงเงินลดหย่อนควรถูกพิจารณาในฐานะต้นทุนของความคุ้มครอง โดยประเมินทั้งแนวโน้มเบี้ยตามอายุ ความสามารถในการต่ออายุ และเงื่อนไขร่วมจ่ายหรือรับผิดส่วนแรก เพื่อให้สามารถถือกรมธรรม์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเมื่อจำเป็นต้องใช้
สัญญาเพิ่มเติม D Health Liteสำหรับแผนคุ้มครองค่าใช้จ่าย
| ค่าเบี้ยประกันผู้ชายยังไม่เกินปีละ 25,000 บาท
|
เฉพาะส่วนที่เกิน 1 แสนบาท
| หากอายุไม่เกินประมาณ 65 ปี
|
เฉพาะส่วนที่เกิน 5 หมื่นบาท
| หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
|
เฉพาะส่วนที่เกิน 3 หมื่นบาท
| หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
|
มีค่าใช้จ่ายร่วม 20%
| หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
|
มีค่าใช้จ่ายร่วม 10%
| หากอายุไม่เกินประมาณ 50 ปี
|
ตั้งแต่บาทแรก
| หากอายุไม่เกินประมาณ 50 ปี
|
3) เน้นรักษาเงินต้น
หากให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นและความแน่นอนของกระแสเงินสด ควรเปรียบเทียบประกันสะสมทรัพย์ และกองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้เงิน
- ประกันสะสมทรัพย์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการวินัยชำระเบี้ยและรับผลประโยชน์ตามสัญญา เช่น ประกันชีวิต 80/8 Big Bonus ที่จ่ายเบี้ย 8 ปี มีเงินคืนทุกปี รอรับเงินก้อนตอนอายุ 80 ปี
- กองทุน RMF ที่เน้นตราสารหนี้ระยะสั้น เหมาะกับเงินเกษียณที่รับความผันผวนได้น้อย เช่น K-SFRMF
4) สร้างโอกาสเติบโตให้เงินลงทุนในระยะยาว
สำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้และมีระยะเวลาลงทุนยาว แนะนำพิจารณากองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลกเพื่อเป้าหมายเกษียณ และกองทุน Thai ESG เพื่อการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ไทยที่เข้าเกณฑ์ความยั่งยืน เนื่องจากทั้งสองทางเลือกมีนโยบาย ความเสี่ยง และเงื่อนไขแตกต่างกัน และควรพิจารณาร่วมกับพอร์ตเดิม เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เช่น
- กองทุน K-WPBALRMF ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลก โดยปัจจุบันลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้
- กองทุน K-BL30-ThaiESG ลงทุนสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับความยั่งยืนเป็นหลัก โดยลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ และอาจลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกิน 20%
5) เตรียมเงินทุน เพื่อชีวิตหลังเกษียณ
ควรเริ่มจากการประเมินเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เปรียบเทียบกับรายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากประกันสังคม กองทุนของนายจ้าง และเงินออมที่มีอยู่ เพื่อวางแผนเติมส่วนขาดด้วยกองทุน RMF หรือประกันบำนาญ โดย RMF เหมาะกับผู้ที่ต้องการโอกาสเติบโตของเงินและยอมรับความผันผวนได้ ขณะที่ประกันบำนาญเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดตามสัญญา หรือต้องการมั่นใจว่าหากจำเป็นต้องเข้าพักใน Nursing Home ในช่วงบั้นปลายชีวิต จะได้เลือกใช้ Nursing Home ที่มีมาตรฐาน เป็นคู่สัญญาของบริษัทประกันชีวิต และเลือกให้เงินบำนาญจากประกันบำนาญ จ่ายตรงเป็นค่าใช้จ่ายให้ Nursing Home ได้ เช่น
เบี้ยประกันปีละ 200,000 บาท สำหรับผู้ชาย อายุ 40 ปี
|
แบบประกันชีวิต
|
ชำระเบี้ย
|
เริ่มรับบำนาญ
|
ผลประโยชน์ตลอดสัญญาที่ได้รับช่วงอายุ 55-90 ปี
|
ประกันบำนาญลดหย่อนได้ 90/1 โบนัสเงินก้อน บำนาญสุขยาว ดี 55
| ครั้งเดียว
| อายุ 55 ปี
| รวมประมาณ 349,000 บาท
|
ประกันบำนาญลดหย่อนได้ จ่ายเบาปรับได้ 90/55
| จนถึงอายุ 55 ปี
| อายุ 55 ปี
| รวมประมาณ 5,779,000 บาท
|
-
-
-
-
ประกันบำนาญลดหย่อนได้ จ่ายเบาปรับได้ 90/55, 90/60, 90/65
ท้ายที่สุด การวางแผนลดหย่อนภาษีปี 2569 ที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการใช้สิทธิที่มีอยู่ให้ครบถ้วน ก่อนเลือกเครื่องมือเพิ่มเติมตามเป้าหมายสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง การเตรียมเงินเกษียณ หรือการสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน ก่อนสิ้นปีควรรวบรวมข้อมูลจากนายจ้าง บริษัทประกัน และบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) พร้อมเผื่อเวลาสำหรับการทำรายการ ทั้งนี้ มาตรการภาษีและรายละเอียดผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรและผู้ให้บริการก่อนใช้สิทธิทุกครั้ง เพื่อให้การวางแผนภาษีเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่มั่นคงและเหมาะสมกับคุณในระยะยาว
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFRMF ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPBALRMF, K-BL30-ThaiESG
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALRMF นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดในส่วนที่มีการลงทุนต่างประเทศ K-BL30-ThaiESG ไม่มีการลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-SFRMF
- กองทุน Thai ESG และกองทุน RMF ต้องลงทุนและถือหน่วยลงทุน ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ทั้งนี้หากลงทุนครบตามเงื่อนไขแล้วและต้องการขายคืน “ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน” (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+5 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 5 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+5) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFRMF T+2 ได้แก่ K-BL30-ThaiESG T+5 ได้แก่ K-WPBALRMF
- การขอเอาประกันภัย เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสัญญาประกันภัยหลัก หรือ สัญญาเพิ่มเติมอาจจะมีผลกระทบกับจำนวนค่าเบี้ยประกันภัยที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
- ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและข้อยกเว้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบมจ.เมืองไทยประกันชีวิต
- หลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้
.