ค่าลดหย่อนภาษีปี 2568 มีทั้งแบบ (1) ค่าลดหย่อน จากค่าใช้จ่าย ที่สามารถแปลงเงินที่ต้องจ่ายไปอยู่แล้วมาเป็นเงินคืนภาษี 5%-35% (2) ค่าลดหย่อน จากสิทธิหรือสถานภาพครอบครัว ที่ยิ่งมีคนต้องดูแลมาก ก็มีแนวโน้มว่าสามารถลดหย่อนภาษีได้มากตาม และ (3) ค่าลดหย่อน

รวมสิทธิลดหย่อนภาษี 2569 พร้อมวางแผนให้เหมาะกับเป้าหมายคุณ

รวมสิทธิลดหย่อนภาษีปี 2569 พร้อมหลักคิดเลือกใช้ให้ตรงเป้าหมายการเงิน

กดฟัง
หยุด
​
    ​
  • ​ เริ่มวางแผนภาษีด้วยการตรวจสอบรายได้และสิทธิพื้นฐานให้ครบ ทั้งค่าใช้จ่าย สถานภาพครอบครัว และเงินสมทบจากการทำงาน ก่อนจัดสรรเงินเพิ่ม
  • ​
  • ​ ​ เลือกใช้สิทธิลดหย่อนจากประกัน กองทุน RMF และ Thai ESG ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาถือครอง และความเสี่ยง ไม่มองเพียงภาษีที่ประหยัดได้
  • ​
  • ​ ​ ตรวจสอบวงเงิน เงื่อนไข และหลักฐานให้พร้อม รวมถึงข้อมูลจากนายจ้าง บริษัทประกัน และบริษัทจัดการกองทุน เพื่อใช้สิทธิได้ถูกต้องและไม่เกินเพดานที่กำหนด
  • ​
​

การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่เพียงรวบรวมเอกสารเมื่อใกล้ถึงกำหนดยื่นแบบ เพราะสิทธิลดหย่อนแต่ละประเภทมีทั้งวงเงิน เงื่อนไข ระยะเวลาถือครอง รวมถึงประโยชน์ทางตรงต่อผู้ใช้สิทธิที่แตกต่างกัน สำหรับปีภาษี 2569 ควรเริ่มจากทบทวนรายได้และสิทธิพื้นฐานผ่านระบบ D-MyTax ก่อนประเมินความจำเป็นในการใช้สิทธิเพิ่มเติมผ่านกองทุน RMF กองทุน Thai ESG หรือประกันประเภทต่างๆ โดยคำนึงถึงเป้าหมายทางการเงินควบคู่กัน บทความนี้ K WEALTH รวบรวมสิทธิสำคัญ พร้อมหลักคิดที่จะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างเป็นระบบและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น


I: สิทธิลดหย่อนจากค่าใช้จ่าย

สิทธิกลุ่มนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายอยู่แล้ว หรือเงินสมทบที่มีอยู่ จึงควรตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนจัดสรรเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนประเภทอื่น ทั้งนี้ จำนวนภาษีที่ประหยัดได้ขึ้นอยู่กับสิทธิที่ใช้ได้จริงและอัตราภาษีเงินได้ของแต่ละบุคคล โดยควรจัดเก็บหนังสือรับรอง ใบกำกับภาษี และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน เพื่อให้พร้อมยื่นภาษีช่วงต้นปีถัดไป


​ค่าลดหย่อนจากค่าใช้จ่าย
​วงเงินสูงสุด
​เงื่อนไขสำคัญปี 2569
​ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร
​ไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท
​หักตามที่จ่ายจริงสำหรับผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส และใช้รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์จนถึงคลอดบุตรในแต่ละคราว
​ดอกเบี้ยกู้ซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย
​ไม่เกินปีละ 100,000 บาท
​หักตามที่จ่ายจริงสำหรับผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส และใช้รวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์จนถึงคลอดบุตรในแต่ละคราว
​เงินสมทบประกันสังคม
​ตามที่จ่ายจริง และไม่เกินปีละ 10,500 บาท
​ใช้เฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายจริงในปีภาษี โดยตรวจยอดจากสลิปเงินเดือนหรือเอกสาร 50 ทวิ จากนายจ้างหรือข้อมูลในระบบภาษี
​เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน หรือ กอช.
​ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละกองทุน และรวมกลุ่มเกษียณไม่เกินปีละ 500,000 บาท
​ต้องนำไปรวมกับ RMF และเบี้ยประกันบำนาญก่อนคำนวณสิทธิคงเหลือ เพื่อไม่ซื้อเกินวงเงิน
​เงินบริจาคเพื่อการศึกษา โรงพยาบาลรัฐ หรือมูลนิธิที่กำหนด ฯลฯ
​หักได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน
​​
​ตรวจสอบหน่วยรับบริจาคที่ระบบกรมสรรพากร และอาจต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation จึงจะใช้สิทธิได้
​เงินบริจาคทั่วไป
​ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน
​ค่าซื้อและติดตั้ง Solar Rooftop
​ไม่เกิน 200,000 บาท
​สำหรับการซื้อหรือติดตั้งช่วงวันที่ 3 มี.ค. 69 – 31 ธ.ค. 71
​ค่าซื้องานศิลปะ
​ไม่เกิน 100,000 บาท
​ซื้อจากศิลปิน หรือองค์กรที่กำหนด
​ค่าซื้ออุปกรณ์ ฉลากประหยัดไฟฟ้า 5 ดาว
​1.5 เท่า ของ 50% ค่าซื้อ
​เฉพาะผู้มีเงินได้ 40(6) – 40(8) เช่น วิชาชีพแพทย์/กฎหมาย/บัญชี/ฯลฯ ผู้รับเหมา ค้าขาย ดารา นักแสดง นักดนตรี ฯลฯ
​


II: สิทธิลดหย่อนจากสิทธิหรือสถานภาพครอบครัว

สิทธิกลุ่มนี้มาจากสถานภาพส่วนบุคคลและภาระดูแลคนในครอบครัว เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา หรือผู้พิการ ซึ่งเป็นสิทธิที่อาจใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้มีเงินได้ ดังนั้น การตรวจสอบสถานภาพและเงื่อนไขของผู้ที่อยู่ในความดูแลให้ครบถ้วน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดหลักดังนี้​


​ค่าลดหย่อนจากสิทธิหรือสถานภาพครอบครัว
​คนละ
​เงื่อนไข
​คู่สมรสที่ไม่มีรายได้
​60,000​
​คู่สมรส ที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย
​ค่าเลี้ยงดูลูก
​30,000 หรือ 60,000
​ลดหย่อนลูกทั่วไปได้คนละ 30,000 บาท แต่สำหรับลูกคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยลูกที่ลดหย่อน ต้อง 
- อายุไม่เกิน 20 ปี หรือ
- อายุ 21-25 ปี แต่เรียนระดับอุดมศึกษาที่ไทยหรือต่างประเทศ
- ไม่มีรายได้ หรือมีแต่น้อยกว่าปีละ 30,000 บาท
- ลดหย่อนได้ทั้งลูกของผู้มีเงินได้และคู่สมรส (เช่น กรณีสมรสใหม่)
​ค่าดูแลบุพการี
​30,000
- บิดาหรือมารดาที่ลดหย่อน (1) อายุ 60 ปีขึ้นไป
(2) ไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท
- กรณีลูกหลายคนร่วมกันดูแลบิดามารดา ในแต่ละปี มีลูกเพียง 1 คน ที่ใช้สิทธิลดหย่อนบิดาหรือมารดาได้
- กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ สามารถลดหย่อนบิดามารดาของคู่สมรสได้
- บิดามารดาที่ลดหย่อน ต้องลงนามแบบ ล.ย.03
​ค่าดูแลผู้พิการ
​60,000
- มีชื่อเป็นผู้ดูแลในบัตรประจำตัวผู้พิการ
- ผู้พิการที่ลดหย่อนไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท
- กรณีผู้พิการที่ไม่ใช่บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรส ให้ลดหย่อนได้ 1 คนเท่านั้น
​​​ ​กรณีผู้มีเงินได้ไม่อยู่ในไทย (หรืออยู่ แต่ไม่ถึง 180 วัน) ผู้ที่นำมาใช้สิทธิลดหย่อนต้องเป็นผู้อยู่ในไทย 180 วันขึ้นไป

III: สิทธิลดหย่อนจากการออม การลงทุน และความคุ้มครอง

สิทธิกลุ่มนี้เกิดจากการวางแผนทางการเงินเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF กองทุน Thai ESG ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันบำนาญ เงินทุกก้อนที่จัดสรรควรสร้างคุณค่าได้มากกว่าการประหยัดภาษีในปีเดียว ทั้งในมิติของการเตรียมเงินเกษียณ การสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน และการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก่อนตัดสินใจจึงควรพิจารณาระยะเวลาผูกพัน ระดับความเสี่ยง ความสามารถในการชำระหรือลงทุนต่อเนื่อง และวงเงินสิทธิคงเหลือหลังรวมสวัสดิการหรือกองทุนจากที่ทำงานแล้ว


​ค่าลดหย่อนจากการออม การลงทุน และความคุ้มครอง
​วงเงินสูงสุดต่อปี
​เงื่อนไขที่ควรรู้​
​Thai ESGX จากการโอน LTF
​​ไม่เกิน 50,000 บาท
​ส่วนนี้ไม่ใช่สิทธิลงทุนใหม่ในปี 2569 แต่เป็นของส่วนที่ผู้มีเงินได้เคยมีการโอนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ช่วงกลางปี 68 เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท​
​เงินลงทุนกองทุนThai ESG
​ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 300,000 บาท
​วงเงินแยกจากกลุ่มเกษียณ
​เงินลงทุนกองทุน RMF
​ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 500,000 บาท
​​กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + กบข. + กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน + กอช. + RMF + ประกันบำนาญ
รวมกันสูงสุด 500,000 บาท

​เบี้ยประกันบำนาญ
​ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 200,000 บาท
​เบี้ยประกันชีวิต
​ไม่เกิน 100,000 บาท
รวมกันสูงสุด 100,000 บาท​
​
​เบี้ยประกันสุขภาพของตนเอง
​ไม่เกิน 25,000 บาท
​เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
​รวมไม่เกิน 15,000 บาท
​- ใช้สิทธิบิดามารดาของตนเองและคู่สมรส รวมกันได้ไม่เกิน 15,000 บาท
- บิดาหรือมารดาไม่มีรายได้ หรือมีแต่ไม่เกินปีละ 30,000 บาท
- กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ สามารถลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของคู่สมรสได้

เลือกใช้สิทธิเพิ่มเติมอย่างไร ให้ตอบโจทย์มากกว่าการลดภาษี

เมื่อมีทางเลือกทั้งกองทุน RMF กองทุน Thai ESG ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันบำนาญ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมองหาวงเงินลดหย่อนที่ยังเหลือ แต่คือการกำหนดบทบาทของเงินแต่ละก้อนให้ชัดเจน K WEALTH แนะนำให้เริ่มจากการใช้สิทธิที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้ครบถ้วน เช่น สิทธิส่วนตัว ครอบครัว ดอกเบี้ยบ้าน และเงินสมทบจากการทำงาน จากนั้นจึงสำรองเงินฉุกเฉินให้เพียงพอ ก่อนพิจารณาความคุ้มครองและการลงทุนตามเป้าหมาย ระยะเวลาถือครอง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนี้


1) มีภาระครอบครัว วางความคุ้มครองให้เพียงพอ

หากมีคู่สมรส บุตร บิดามารดา หรือภาระหนี้สิน ควรเริ่มจากประเมินช่องว่างความคุ้มครองชีวิตว่า หากรายได้หลักจากเราหยุดลง เงินที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายประจำ และค่าเล่าเรียนบุตรได้นานเพียงใด การเลือกประกันชีวิตจึงควรพิจารณาจากทุนประกันและระยะเวลาคุ้มครองที่เหมาะสม มากกว่ามุ่งเฉพาะจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ พร้อมประเมินให้มั่นใจว่าสามารถชำระเบี้ยได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบเงินสำรองฉุกเฉิน

    ​
  • หากต้องการความคุ้มครองระยะยาว ควรพิจารณาประกันชีวิตตลอดชีพที่เน้นความคุ้มครองชีวิต โดยเปรียบเทียบระยะเวลาชำระเบี้ย ผลประโยชน์ตามสัญญา และความเหมาะสมกับแผนการเงินโดยรวม
  • ​
​
เบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท สำหรับผู้ชาย อายุ 40 ปี​ ​ ​
​แบบประกันชีวิต
​ชำระเบี้ย
​ความคุ้มครองชีวิต ประมาณ
​ผลประโยชน์ตลอดสัญญา
​ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตลอดชีพ 99/5
​5 ปี
​1,098,000 บาท
ไม่มีเงินคืนระหว่างสัญญา
แต่มีเงินครบสัญญาตอนอายุ 99 ปี เท่ากับความคุ้มครองชีวิต
​
​ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองตลอดชีพ 99/19
​19 ปี
​3,855,000 บาท

​

​​​

สำหรับผู้ที่มีความต้องการความคุ้มครองชีวิตสูงกว่าตัวอย่างที่กล่าวมา ควรแยกการตัดสินใจเป็นสองเรื่อง คือ “ต้องการความคุ้มครองเท่าใด” และ “ใช้สิทธิภาษีได้เท่าใด” เพราะเบี้ยประกันชีวิตส่วนที่เกิน 100,000 บาท อาจไม่เพิ่มสิทธิลดหย่อน แต่ยังจำเป็นต่อแผนคุ้มครองชีวิตหรือสร้างเงินก้อนเป็นกองมรดกให้กับคนในครอบครัว


2) บริหารความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลอย่างรอบด้าน

ก่อนเลือกความคุ้มครองสุขภาพ ควรสำรวจสวัสดิการจากนายจ้าง ประกันกลุ่ม และสิทธิรักษาพยาบาลภาครัฐที่มีอยู่ แล้วเติมเฉพาะช่องว่างที่จำเป็น ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท อย่างไรก็ตาม นอกจากวงเงินลดหย่อนแล้ว ควรพิจารณาวงเงินคุ้มครองต่อปี ค่าห้อง เงื่อนไขร่วมจ่ายหรือรับผิดส่วนแรก ระยะเวลารอคอย และข้อยกเว้น เพื่อให้ความคุ้มครองรองรับค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

    ​
  • หากต้องการบริหารเบี้ยประกันและใช้สิทธิภาษีอย่างเหมาะสม ควรเลือกความคุ้มครองที่เติมจากสวัสดิการเดิมได้จริง พร้อมตรวจสอบว่าข้อมูลเบี้ยประกันที่ใช้ลดหย่อนได้ถูกส่งเข้าระบบกรมสรรพากรอย่างครบถ้วนหรือยัง
  • ​
  • หากต้องการวงเงินค่ารักษาพยาบาลสูง เบี้ยส่วนที่เกินวงเงินลดหย่อนควรถูกพิจารณาในฐานะต้นทุนของความคุ้มครอง โดยประเมินทั้งแนวโน้มเบี้ยตามอายุ ความสามารถในการต่ออายุ และเงื่อนไขร่วมจ่ายหรือรับผิดส่วนแรก เพื่อให้สามารถถือกรมธรรม์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเมื่อจำเป็นต้องใช้
  • ​
​
​สัญญาเพิ่มเติม D Health Liteสำหรับแผนคุ้มครองค่าใช้จ่าย
​ค่าเบี้ยประกันผู้ชายยังไม่เกินปีละ 25,000 บาท
​เฉพาะส่วนที่เกิน 1 แสนบาท
​หากอายุไม่เกินประมาณ 65 ปี
​เฉพาะส่วนที่เกิน 5 หมื่นบาท
​หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
​เฉพาะส่วนที่เกิน 3 หมื่นบาท
​หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
​มีค่าใช้จ่ายร่วม 20%
​หากอายุไม่เกินประมาณ 55 ปี
​มีค่าใช้จ่ายร่วม 10%
​หากอายุไม่เกินประมาณ 50 ปี
​ตั้งแต่บาทแรก
​หากอายุไม่เกินประมาณ 50 ปี

3) เน้นรักษาเงินต้น

หากให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นและความแน่นอนของกระแสเงินสด ควรเปรียบเทียบประกันสะสมทรัพย์ และกองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้เงิน


    ​
  • ประกันสะสมทรัพย์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการวินัยชำระเบี้ยและรับผลประโยชน์ตามสัญญา เช่น ประกันชีวิต 80/8 Big Bonus ที่จ่ายเบี้ย 8 ปี มีเงินคืนทุกปี รอรับเงินก้อนตอนอายุ 80 ปี
  • ​
  • กองทุน RMF ที่เน้นตราสารหนี้ระยะสั้น เหมาะกับเงินเกษียณที่รับความผันผวนได้น้อย เช่น K-SFRMF
  • ​
​
4) สร้างโอกาสเติบโตให้เงินลงทุนในระยะยาว

สำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้และมีระยะเวลาลงทุนยาว แนะนำพิจารณากองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลกเพื่อเป้าหมายเกษียณ และกองทุน Thai ESG เพื่อการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ไทยที่เข้าเกณฑ์ความยั่งยืน เนื่องจากทั้งสองทางเลือกมีนโยบาย ความเสี่ยง และเงื่อนไขแตกต่างกัน และควรพิจารณาร่วมกับพอร์ตเดิม เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เช่น

    ​
  • กองทุน K-WPBALRMF ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลก โดยปัจจุบันลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้
  • ​
  • กองทุน K-BL30-ThaiESG ลงทุนสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับความยั่งยืนเป็นหลัก โดยลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ และอาจลงทุนต่างประเทศได้ไม่เกิน 20%
  • ​
​
5) เตรียมเงินทุน เพื่อชีวิตหลังเกษียณ

ควรเริ่มจากการประเมินเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เปรียบเทียบกับรายได้ที่คาดว่าจะได้รับจากประกันสังคม กองทุนของนายจ้าง และเงินออมที่มีอยู่ เพื่อวางแผนเติมส่วนขาดด้วยกองทุน RMF หรือประกันบำนาญ โดย RMF เหมาะกับผู้ที่ต้องการโอกาสเติบโตของเงินและยอมรับความผันผวนได้ ขณะที่ประกันบำนาญเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดตามสัญญา หรือต้องการมั่นใจว่าหากจำเป็นต้องเข้าพักใน Nursing Home ในช่วงบั้นปลายชีวิต จะได้เลือกใช้ Nursing Home ที่มีมาตรฐาน เป็นคู่สัญญาของบริษัทประกันชีวิต และเลือกให้เงินบำนาญจากประกันบำนาญ จ่ายตรงเป็นค่าใช้จ่ายให้ Nursing Home ได้ เช่น


เบี้ยประกันปีละ 200,000 บาท สำหรับผู้ชาย อายุ 40 ปี​ ​ ​
​แบบประกันชีวิต​
​ชำระเบี้ย
​เริ่มรับบำนาญ
​ผลประโยชน์ตลอดสัญญาที่ได้รับช่วงอายุ 55-90 ปี
​ประกันบำนาญลดหย่อนได้ 90/1 โบนัสเงินก้อน บำนาญสุขยาว ดี 55
​ครั้งเดียว
​อายุ 55 ปี
​รวมประมาณ 349,000 บาท
​ประกันบำนาญลดหย่อนได้ จ่ายเบาปรับได้ 90/55
​จนถึงอายุ 55 ปี
​อายุ 55 ปี
​รวมประมาณ 5,779,000 บาท



ท้ายที่สุด การวางแผนลดหย่อนภาษีปี 2569 ที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการใช้สิทธิที่มีอยู่ให้ครบถ้วน ก่อนเลือกเครื่องมือเพิ่มเติมตามเป้าหมายสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง การเตรียมเงินเกษียณ หรือการสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน ก่อนสิ้นปีควรรวบรวมข้อมูลจากนายจ้าง บริษัทประกัน และบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) พร้อมเผื่อเวลาสำหรับการทำรายการ ทั้งนี้ มาตรการภาษีและรายละเอียดผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรและผู้ให้บริการก่อนใช้สิทธิทุกครั้ง เพื่อให้การวางแผนภาษีเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่มั่นคงและเหมาะสมกับคุณในระยะยาว



หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFRMF ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPBALRMF, K-BL30-ThaiESG
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALRMF นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดในส่วนที่มีการลงทุนต่างประเทศ K-BL30-ThaiESG ไม่มีการลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-SFRMF
  • กองทุน Thai ESG และกองทุน RMF ต้องลงทุนและถือหน่วยลงทุน ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ทั้งนี้หากลงทุนครบตามเงื่อนไขแล้วและต้องการขายคืน “ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน” (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+5 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 5 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+5) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFRMF T+2 ได้แก่ K-BL30-ThaiESG T+5 ได้แก่ K-WPBALRMF
  • การขอเอาประกันภัย เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสัญญาประกันภัยหลัก หรือ สัญญาเพิ่มเติมอาจจะมีผลกระทบกับจำนวนค่าเบี้ยประกันภัยที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
  • ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและข้อยกเว้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
  • การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบมจ.เมืองไทยประกันชีวิต
  • หลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้

.

คำเตือน

  • “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าใจเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ผู้เขียน

K WEALTHราชันย์ ตันติจินดา CFP®

Back to top