วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี สบายใจ ไม่ต้องเร่งชอปปลายปี

เริ่มวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ทยอยใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบทั้งกองทุน ประกัน เพื่อประหยัดภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

กดฟัง
หยุด
  • การวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปีช่วยให้กระจายเงินออกทีละน้อยตลอดปี แทนการควักเงินก้อนใหญ่ช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ซึ่งลดความเสี่ยงจากการลืมวางแผน หรือมีเงินสดไม่พอในช่วงปลายปี
  • K WEALTH แนะนำ 3 เสาหลักของการลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุน RMF รวมกลุ่มเกษียณอื่นๆ สูงสุด 500,000 บาท กองทุน Thai ESG สูงสุด 300,000 บาท และประกันชีวิต สูงสุด 100,000 บาท ซึ่งต้องวางแผนให้ครบและสมดุลตั้งแต่ต้นปี เพื่อประหยัดภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครที่เคยทำงานออฟฟิศคงเคยเห็นภาพนี้ พอเข้าเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพื่อนร่วมงานเริ่มวิ่งวุ่น บางคนรีบซื้อกองทุน RMF ให้ทันสิ้นปี บางคนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าประกันชีวิตใกล้จะขาดอายุแล้ว ต้องรีบต่อก่อนเสียสิทธิลดหย่อน บางคนก็วิ่งหาใบ 50 ทวิจากที่ทำงานเก่าที่ย้ายมาตั้งแต่กลางปี แต่ติดต่อไม่ได้เพราะบริษัทเลิกกิจการไปแล้ว


ทุกคนต่างก็รู้ว่าการวางแผนภาษีสำคัญ แต่ส่วนใหญ่มักจะเก็บไว้ทำทีเดียวตอนปลายปี แล้วก็เจอปัญหาซ้ำๆ ทุกปีคือ ลืมซื้อ ซื้อไม่ทัน เงินไม่พอ หรือใช้สิทธิไม่เต็ม K WEALTH จะพาทุกคนมาดูว่าการวางแผนภาษีแบบ "ทยอยทำ ไม่รีบ ไม่พลาด" นั้นทำได้อย่างไร และจะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นได้มากแค่ไหน


4 ปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการวางแผนภาษีปลายปี

ก่อนจะไปดูวิธีแก้ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมการรอวางแผนภาษีตอนปลายปีถึงเป็นปัญหา


ปัญหาที่ 1: ลืมซื้อ หรือซื้อไม่ทัน

กองทุนและประกันชีวิตที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นจะต้องทำรายการและชำระเงินก่อนวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี หากคุณรู้ตัวช้าไปแค่ 1-2 วัน ก็อาจพลาดสิทธิลดหย่อนภาษีไปทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีวันหยุดยาว ระบบธนาคารและบริษัทจัดการกองทุนอาจปิดให้บริการ ทำให้ไม่สามารถทำรายการได้ทัน


ปัญหาที่ 2: ควักเงินก้อนใหญ่ตอนปลายปีกระทบสภาพคล่อง

ลองนึกภาพว่าถ้าคุณต้องซื้อกองทุน RMF 100,000 บาท กองทุน Thai ESG 50,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิตอีก 50,000 บาท ในเดือนธันวาคม รวมแล้วต้องใช้เงินถึง 200,000 บาทในเดือนเดียว ขณะที่ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว ทั้งของขวัญปีใหม่ ค่าเดินทางกลับบ้าน แถมโบนัสยังไม่ได้รับ การควักเงินก้อนใหญ่พร้อมกันแบบนี้อาจทำให้สภาพคล่องของคุณตึงเกินไป


ปัญหาที่ 3: ใช้สิทธิไม่เต็มเพดาน

หลายคนไม่รู้ว่าวงเงินลดหย่อน 500,000 บาทของกองทุน RMF นั้นรวมถึงเงินที่หักไปสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ด้วย ถ้าคุณสะสม PVD อยู่แล้ว 200,000 บาทต่อปี แต่ไปซื้อ RMF เพิ่มอีก 500,000 บาท คุณจะใช้สิทธิได้แค่ 300,000 บาท ส่วนที่เกินไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ เป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินส่วนนั้นไปลงทุนในช่องทางอื่นที่อาจให้ผลตอบแทนดีกว่า


ปัญหาที่ 4: วางแผนแยกส่วน ไม่มองภาพรวม

บางคนอาจจะซื้อประกันชีวิต 80,000 บาท และประกันสุขภาพอีก 30,000 บาท โดยคิดว่าลดหย่อนได้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้เงินส่วนที่เกินไปนั้นไม่ได้ประโยชน์ด้านภาษีเลย การไม่มองภาพรวมแบบนี้ทำให้เสียโอกาสในการวางแผนที่ดีกว่า


วางแผนภาษีแบบ 3 เสาหลัก เริ่มตั้งแต่ต้นปี สบายใจทั้งปี

เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว มาดูกันว่าเราควรวางแผนภาษีอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ โดย K WEALTH แนะนำให้คิดเป็น 3 เสาหลัก ดังนี้


เสาที่ 1: กองทุน RMF รวมกลุ่มเกษียณอื่นๆ วงเงินสูงสุด 500,000 บาท

กองทุน RMF เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการลดหย่อนภาษี เพราะสามารถลงทุนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท สิ่งสำคัญที่หลายคนมักลืมคือ วงเงิน 500,000 บาทนี้รวมถึงเงินที่คุณสะสมไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และประกันบำนาญด้วย


ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อกองทุน RMF คุณควรเช็กก่อนว่าตลอดปีนี้คุณสะสม PVD ไปเท่าไร ตัวอย่างเช่น ถ้าสะสม PVD ไปแล้ว 300,000 บาท คุณจะเหลือ "ช่อง" ให้ซื้อ RMF ได้อีกเพียง 200,000 บาทเท่านั้น การรู้ตัวเลขนี้ตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำว่าควรซื้อ RMF เดือนละเท่าไร


เคล็ดลับสำคัญ: แทนที่จะซื้อกองทุน RMF ก้อนเดียวตอนปลายปี ลองทยอยซื้อทุกเดือนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) แทน วิธีนี้ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคา แต่ยังช่วยให้สภาพคล่องของคุณไม่ตึงเกินไปอีกด้วย เช่น หากคุณวางแผนจะซื้อ RMF 120,000 บาทต่อปี คุณสามารถซื้อเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนธันวาคม


กองทุน RMF แนะนำ
  • กองทุน K-WPBALRMF กองทุนรวมผสมที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้ หุ้น เเละ สินทรัพย์ทางเลือก โดยลงทุนในหุ้นประมาณ 30% เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง
  • กองทุน K-WPULTIRMF กองทุนรวมผสมที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้ หุ้น เเละ สินทรัพย์ทางเลือก โดยลงทุนในหุ้นประมาณ 85% เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองหาผลตอบแทนระยะยาว

เสาที่ 2: กองทุน Thai ESG วงเงินสูงสุด 300,000 บาท

กองทุน Thai ESG เป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยสามารถลงทุนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท ข้อดีของกองทุน Thai ESG คือ วงเงินนี้ไม่รวมกับวงเงินกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ


กองทุน Thai ESG เน้นลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นแนวโน้มการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก นอกจากจะได้ประโยชน์ด้านภาษีแล้ว คุณยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย


กองทุน Thai ESG แนะนำ
  • กองทุน K-ESGSI-ThaiESG กองทุนรวมตราสารหนี้ ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลเพื่อความยั่งยืนอย่างพันธบัตรรัฐบาลไม่น้อยกว่า 80% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้อื่น เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ
  • กองทุน K-BL30-ThaiESG กองทุนรวมผสม ลงทุนในหุ้นเพื่อความยั่งยืนไม่เกิน 30% โดยเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มี SET ESG Rating อยู่ในระดับ AAA มากกว่า 50% ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีชี้วัดได้ในระยะยาว ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง

เสาที่ 3: ประกันชีวิต วงเงินสูงสุด 100,000 บาท

ประกันชีวิตเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญในการลดหย่อนภาษี โดยคุณสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท โดยต้องเป็นประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประกันชีวิตไม่ได้มีแค่ประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อทรัพย์สินและดูแลคนที่คุณรักในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน


การทำประกันชีวิตตั้งแต่ต้นปีมีข้อดีหลายประการ ประการแรกคือ คุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมจ่ายหรือจ่ายไม่ทัน ประการที่สองคือ คุณสามารถทยอยจ่ายเบี้ยประกันได้ หลายบริษัทประกันรับชำระเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ทีเดียว


ประกันชีวิตแนะนำ
  • ประกันชีวิต 80/8 Big Bonus จ่ายเบี้ยประกัน 8 ปี แต่คุ้มครองยาวถึงอายุ 80 ปี โดยได้รับเงินคืน 12% ของทุนประกันเริ่มต้นทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 1 - ครบอายุ 79 ปี และเมื่อครบสัญญารับเงินก้อน 800% ของทุนประกันเริ่มต้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนระยะยาว

สิ่งสำคัญ: ประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยที่เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท ดังนั้น หากคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทเต็มแล้ว ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้อีก แต่ถ้าคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแค่ 75,000 บาท คุณยังสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้อีก 25,000 บาท


รายได้เท่านี้ ควรวางแผนภาษีอย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูตัวอย่างการวางแผนภาษีตามระดับรายได้กัน


กรณีที่ 1: รายได้ 600,000 บาทต่อปี (50,000 บาทต่อเดือน)
  • RMF สูงสุด: 180,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท)
  • Thai ESG สูงสุด: 180,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาท)
  • ประกันชีวิต: 100,000 บาท
  • แผนแนะนำ: ซื้อ RMF 120,000 บาท (10,000 บาทต่อเดือน) Thai ESG 60,000 บาท และประกันชีวิต 60,000 บาท รวม 240,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 24,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 10%)



กรณีที่ 2: รายได้ 1,200,000 บาทต่อปี (100,000 บาทต่อเดือน)
  • RMF สูงสุด: 360,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท)
  • Thai ESG สูงสุด: 300,000 บาท (เพดานสูงสุด)
  • ประกันชีวิต: 100,000 บาท
  • แผนแนะนำ: ซื้อ RMF 300,000 บาท Thai ESG 200,000 บาท และประกันชีวิต 100,000 บาท รวม 600,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 120,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 20%)



กรณีที่ 3: รายได้ 2,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป
  • RMF สูงสุด: 500,000 บาท (เพดานสูงสุด)
  • Thai ESG สูงสุด: 300,000 บาท
  • ประกันชีวิต: 100,000 บาท
  • แผนแนะนำ: ใช้สิทธิเต็มทุกช่องทาง RMF รวมกลุ่มเกษียณอื่นๆ 500,000 บาท Thai ESG 300,000 บาท และประกันชีวิต 100,000 บาท รวม 900,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 270,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 30%)



หมายเหตุ
  • ตัวเลขการลดหย่อนภาษีข้างต้นเป็นเพียงการประมาณการ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรายได้และค่าลดหย่อนอื่นๆ ของแต่ละบุคคล
  • ควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อวางแผนภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณโดยเฉพาะ

เริ่มวางแผนวันนี้ สบายใจทั้งปี

การวางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องของปลายปี แต่เป็นเรื่องของต้นปี การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้คุณ “เริ่มเร็ว กระจายเงิน สบายใจตลอดปี” โดยไม่ต้องกังวลหรือเร่งรีบในช่วงปลายปี


ขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มต้น
  1. รู้เพดานลดหย่อนแต่ละหมวด คำนวณว่ารายได้ของคุณสามารถลงทุนใน RMF, Thai ESG และประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไร
  2. เช็ก PVD ที่มีอยู่ ตรวจสอบว่าตลอดปีนี้คุณจะสะสม PVD ไปเท่าไร เพื่อคำนวณว่าเหลือ "ช่อง" ซื้อ RMF ได้อีกเท่าไร
  3. วางแผนเติมให้ครบ จัดสรรเงินทีละน้อยทุกเดือน ไม่ต้องรอให้ถึงปลายปี
  4. ไม่ต้องเร่งรีบปลายปี เพราะคุณได้วางแผนและดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วตลอดทั้งปี

K WEALTH แนะนำให้เริ่มคำนวณรายได้และสิทธิลดหย่อนของตัวเองตั้งแต่วันนี้ และทยอยลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF, Thai ESG หรือประกันชีวิต เพื่อให้คุณได้รับทั้งประโยชน์ด้านภาษี ความมั่งคั่งและความคุ้มครองที่ดีที่สุด


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-ESGSI-ThaiESG: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 3
    • K-BL30-ThaiESG, K-WPBALRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-WPULTIRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด
    • K-WPBALRMF, K-WPULTIRMF: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: T+2
    • K-WPBALRMF, K-WPULTIRMF: T+5

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.muangthai.co.th/th/whole-life-insurance เมืองไทยประกันชีวิต



คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”
คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
หมายเหตุ:
- หลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้
- การขอเอาประกันภัย เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสัญญาประกันภัยหลัก หรือ สัญญาเพิ่มเติมอาจจะมีผลกระทบกับจำนวนค่าเบี้ยประกันภัยที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ผู้เขียน

K WEALTH

Back to top