ใครที่เคยทำงานออฟฟิศคงเคยเห็นภาพนี้ พอเข้าเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เพื่อนร่วมงานเริ่มวิ่งวุ่น บางคนรีบซื้อกองทุน RMF ให้ทันสิ้นปี บางคนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าประกันชีวิตใกล้จะขาดอายุแล้ว ต้องรีบต่อก่อนเสียสิทธิลดหย่อน บางคนก็วิ่งหาใบ 50 ทวิจากที่ทำงานเก่าที่ย้ายมาตั้งแต่กลางปี แต่ติดต่อไม่ได้เพราะบริษัทเลิกกิจการไปแล้ว
ทุกคนต่างก็รู้ว่าการวางแผนภาษีสำคัญ แต่ส่วนใหญ่มักจะเก็บไว้ทำทีเดียวตอนปลายปี แล้วก็เจอปัญหาซ้ำๆ ทุกปีคือ ลืมซื้อ ซื้อไม่ทัน เงินไม่พอ หรือใช้สิทธิไม่เต็ม K WEALTH จะพาทุกคนมาดูว่าการวางแผนภาษีแบบ "ทยอยทำ ไม่รีบ ไม่พลาด" นั้นทำได้อย่างไร และจะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นได้มากแค่ไหน
4 ปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการวางแผนภาษีปลายปี
ก่อนจะไปดูวิธีแก้ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมการรอวางแผนภาษีตอนปลายปีถึงเป็นปัญหา
ปัญหาที่ 1: ลืมซื้อ หรือซื้อไม่ทัน
กองทุนและประกันชีวิตที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นจะต้องทำรายการและชำระเงินก่อนวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี หากคุณรู้ตัวช้าไปแค่ 1-2 วัน ก็อาจพลาดสิทธิลดหย่อนภาษีไปทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีวันหยุดยาว ระบบธนาคารและบริษัทจัดการกองทุนอาจปิดให้บริการ ทำให้ไม่สามารถทำรายการได้ทัน
ปัญหาที่ 2: ควักเงินก้อนใหญ่ตอนปลายปีกระทบสภาพคล่อง
ลองนึกภาพว่าถ้าคุณต้องซื้อกองทุน RMF 100,000 บาท กองทุน Thai ESG 50,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิตอีก 50,000 บาท ในเดือนธันวาคม รวมแล้วต้องใช้เงินถึง 200,000 บาทในเดือนเดียว ขณะที่ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว ทั้งของขวัญปีใหม่ ค่าเดินทางกลับบ้าน แถมโบนัสยังไม่ได้รับ การควักเงินก้อนใหญ่พร้อมกันแบบนี้อาจทำให้สภาพคล่องของคุณตึงเกินไป
ปัญหาที่ 3: ใช้สิทธิไม่เต็มเพดาน
หลายคนไม่รู้ว่าวงเงินลดหย่อน 500,000 บาทของกองทุน RMF นั้นรวมถึงเงินที่หักไปสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ด้วย ถ้าคุณสะสม PVD อยู่แล้ว 200,000 บาทต่อปี แต่ไปซื้อ RMF เพิ่มอีก 500,000 บาท คุณจะใช้สิทธิได้แค่ 300,000 บาท ส่วนที่เกินไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ เป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินส่วนนั้นไปลงทุนในช่องทางอื่นที่อาจให้ผลตอบแทนดีกว่า
ปัญหาที่ 4: วางแผนแยกส่วน ไม่มองภาพรวม
บางคนอาจจะซื้อประกันชีวิต 80,000 บาท และประกันสุขภาพอีก 30,000 บาท โดยคิดว่าลดหย่อนได้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้เงินส่วนที่เกินไปนั้นไม่ได้ประโยชน์ด้านภาษีเลย การไม่มองภาพรวมแบบนี้ทำให้เสียโอกาสในการวางแผนที่ดีกว่า
วางแผนภาษีแบบ 3 เสาหลัก เริ่มตั้งแต่ต้นปี สบายใจทั้งปี
เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว มาดูกันว่าเราควรวางแผนภาษีอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ โดย K WEALTH แนะนำให้คิดเป็น 3 เสาหลัก ดังนี้
เสาที่ 1: กองทุน RMF รวมกลุ่มเกษียณอื่นๆ วงเงินสูงสุด 500,000 บาท
กองทุน RMF เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการลดหย่อนภาษี เพราะสามารถลงทุนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท สิ่งสำคัญที่หลายคนมักลืมคือ วงเงิน 500,000 บาทนี้รวมถึงเงินที่คุณสะสมไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และประกันบำนาญด้วย
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อกองทุน RMF คุณควรเช็กก่อนว่าตลอดปีนี้คุณสะสม PVD ไปเท่าไร ตัวอย่างเช่น ถ้าสะสม PVD ไปแล้ว 300,000 บาท คุณจะเหลือ "ช่อง" ให้ซื้อ RMF ได้อีกเพียง 200,000 บาทเท่านั้น การรู้ตัวเลขนี้ตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำว่าควรซื้อ RMF เดือนละเท่าไร
เคล็ดลับสำคัญ: แทนที่จะซื้อกองทุน RMF ก้อนเดียวตอนปลายปี ลองทยอยซื้อทุกเดือนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) แทน วิธีนี้ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคา แต่ยังช่วยให้สภาพคล่องของคุณไม่ตึงเกินไปอีกด้วย เช่น หากคุณวางแผนจะซื้อ RMF 120,000 บาทต่อปี คุณสามารถซื้อเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนธันวาคม
กองทุน RMF แนะนำ
-
กองทุน K-WPBALRMF กองทุนรวมผสมที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้ หุ้น เเละ สินทรัพย์ทางเลือก โดยลงทุนในหุ้นประมาณ 30% เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง
-
กองทุน K-WPULTIRMF กองทุนรวมผสมที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้ หุ้น เเละ สินทรัพย์ทางเลือก โดยลงทุนในหุ้นประมาณ 85% เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองหาผลตอบแทนระยะยาว
เสาที่ 2: กองทุน Thai ESG วงเงินสูงสุด 300,000 บาท
กองทุน Thai ESG เป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยสามารถลงทุนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท ข้อดีของกองทุน Thai ESG คือ วงเงินนี้ไม่รวมกับวงเงินกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ
กองทุน Thai ESG เน้นลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นแนวโน้มการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก นอกจากจะได้ประโยชน์ด้านภาษีแล้ว คุณยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย
กองทุน Thai ESG แนะนำ
-
กองทุน K-ESGSI-ThaiESG กองทุนรวมตราสารหนี้ ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลเพื่อความยั่งยืนอย่างพันธบัตรรัฐบาลไม่น้อยกว่า 80% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้อื่น เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ
-
กองทุน K-BL30-ThaiESG กองทุนรวมผสม ลงทุนในหุ้นเพื่อความยั่งยืนไม่เกิน 30% โดยเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มี SET ESG Rating อยู่ในระดับ AAA มากกว่า 50% ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีชี้วัดได้ในระยะยาว ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง
เสาที่ 3: ประกันชีวิต วงเงินสูงสุด 100,000 บาท
ประกันชีวิตเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญในการลดหย่อนภาษี โดยคุณสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท โดยต้องเป็นประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประกันชีวิตไม่ได้มีแค่ประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อทรัพย์สินและดูแลคนที่คุณรักในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน
การทำประกันชีวิตตั้งแต่ต้นปีมีข้อดีหลายประการ ประการแรกคือ คุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดทั้งปี ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมจ่ายหรือจ่ายไม่ทัน ประการที่สองคือ คุณสามารถทยอยจ่ายเบี้ยประกันได้ หลายบริษัทประกันรับชำระเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ทีเดียว
ประกันชีวิตแนะนำ
- ประกันชีวิต 80/8 Big Bonus จ่ายเบี้ยประกัน 8 ปี แต่คุ้มครองยาวถึงอายุ 80 ปี โดยได้รับเงินคืน 12% ของทุนประกันเริ่มต้นทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 1 - ครบอายุ 79 ปี และเมื่อครบสัญญารับเงินก้อน 800% ของทุนประกันเริ่มต้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนระยะยาว
สิ่งสำคัญ: ประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยที่เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท ดังนั้น หากคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทเต็มแล้ว ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้อีก แต่ถ้าคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแค่ 75,000 บาท คุณยังสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้อีก 25,000 บาท
รายได้เท่านี้ ควรวางแผนภาษีอย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูตัวอย่างการวางแผนภาษีตามระดับรายได้กัน
กรณีที่ 1: รายได้ 600,000 บาทต่อปี (50,000 บาทต่อเดือน)
- RMF สูงสุด: 180,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท)
- Thai ESG สูงสุด: 180,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 300,000 บาท)
- ประกันชีวิต: 100,000 บาท
แผนแนะนำ: ซื้อ RMF 120,000 บาท (10,000 บาทต่อเดือน) Thai ESG 60,000 บาท และประกันชีวิต 60,000 บาท รวม 240,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 24,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 10%)
กรณีที่ 2: รายได้ 1,200,000 บาทต่อปี (100,000 บาทต่อเดือน)
- RMF สูงสุด: 360,000 บาท (30% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท)
- Thai ESG สูงสุด: 300,000 บาท (เพดานสูงสุด)
- ประกันชีวิต: 100,000 บาท
แผนแนะนำ: ซื้อ RMF 300,000 บาท Thai ESG 200,000 บาท และประกันชีวิต 100,000 บาท รวม 600,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 120,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 20%)
กรณีที่ 3: รายได้ 2,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- RMF สูงสุด: 500,000 บาท (เพดานสูงสุด)
- Thai ESG สูงสุด: 300,000 บาท
- ประกันชีวิต: 100,000 บาท
แผนแนะนำ: ใช้สิทธิเต็มทุกช่องทาง RMF รวมกลุ่มเกษียณอื่นๆ 500,000 บาท Thai ESG 300,000 บาท และประกันชีวิต 100,000 บาท รวม 900,000 บาทต่อปี ประหยัดภาษีได้ประมาณ 270,000 บาท (กรณีอัตราภาษี 30%)
หมายเหตุ
- ตัวเลขการลดหย่อนภาษีข้างต้นเป็นเพียงการประมาณการ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรายได้และค่าลดหย่อนอื่นๆ ของแต่ละบุคคล
- ควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อวางแผนภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณโดยเฉพาะ
เริ่มวางแผนวันนี้ สบายใจทั้งปี
การวางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องของปลายปี แต่เป็นเรื่องของต้นปี การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่ต้นปีจะช่วยให้คุณ “เริ่มเร็ว กระจายเงิน สบายใจตลอดปี” โดยไม่ต้องกังวลหรือเร่งรีบในช่วงปลายปี
ขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มต้น
- รู้เพดานลดหย่อนแต่ละหมวด คำนวณว่ารายได้ของคุณสามารถลงทุนใน RMF, Thai ESG และประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไร
-
เช็ก PVD ที่มีอยู่ ตรวจสอบว่าตลอดปีนี้คุณจะสะสม PVD ไปเท่าไร เพื่อคำนวณว่าเหลือ "ช่อง" ซื้อ RMF ได้อีกเท่าไร
-
วางแผนเติมให้ครบ จัดสรรเงินทีละน้อยทุกเดือน ไม่ต้องรอให้ถึงปลายปี
-
ไม่ต้องเร่งรีบปลายปี เพราะคุณได้วางแผนและดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วตลอดทั้งปี
K WEALTH แนะนำให้เริ่มคำนวณรายได้และสิทธิลดหย่อนของตัวเองตั้งแต่วันนี้ และทยอยลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF, Thai ESG หรือประกันชีวิต เพื่อให้คุณได้รับทั้งประโยชน์ด้านภาษี ความมั่งคั่งและความคุ้มครองที่ดีที่สุด
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-ESGSI-ThaiESG: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 3
- K-BL30-ThaiESG, K-WPBALRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด
- K-WPBALRMF, K-WPULTIRMF: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: T+2
- K-WPBALRMF, K-WPULTIRMF: T+5
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.muangthai.co.th/th/whole-life-insurance เมืองไทยประกันชีวิต