-
ต้นปี 69 กองทุนตราสารหนี้ราคาผันผวน โดยเฉพาะกองทุนที่มี Duration ยาว ซึ่งเกิดจากแรงเทขายหลังโอกาสที่ไทยจะลดดอกเบี้ยได้อีก มีอยู่อย่างจำกัด
-
การถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวตามระยะเวลาที่เหมาะสม ยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น แม้ราคาจะมีความผันผวนสูงกว่าก็ตาม
-
กองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ เช่น K-ESGSI-ThaiESG K-ESGBF-ThaiESG แม้ราคาจะผันผวน แต่เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น ยังคงสามารถถือครองจนครบระยะเวลา 5-7 ปี ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรได้
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 NAV ของกองทุนตราสารหนี้หลายกองทุนปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง เช่น K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A นับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลง -0.61% และ -0.59% ตามลำดับ (ณ 12 ม.ค. 69) ซึ่งเกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.10-0.20% โดยมีสาเหุตมาจาก
- แรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนบางส่วน ที่ประเมินว่าการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งถัดไปอาจทำได้ยากขึ้น เพราะพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเหลือน้อยลง* หลังความเห็นของผู้บริหาร ธปท. ส่งสัญญาณว่าแม้ ธปท. ยังคงเปิดประตูสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตหากจำเป็น แต่ก็เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของการรักษาพื้นที่ของนโยบายการเงิน (policy space)
- ปริมาณอุปทานพันธบัตรที่เริ่มกลับสู่ตลาด หลังมีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยการเพิ่มขึ้นของอุปทานพันธบัตรรัฐบาลเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น
* โดยทั่วไปเมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ราคาตราสารหนี้ที่ซื้อขายในตลาดมักสูงขึ้น เนื่องจากตราสารหนี้ที่ออกใหม่มักให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตราสารหนี้เดิมที่ซื้อขายในตลาด ดังนั้นหากดอกเบี้ยตลาดมีโอกาสลดได้ลงน้อยลง ราคาตราสารหนี้ก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้น้อยลงด้วย
มุมมองจากทีมจัดการกองทุนตราสารหนี้
- คาดว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (Bond Yield) ในระยะถัดไปจะเป็นไปอย่างจำกัด หลังมีการปรับตัวขึ้นจากช่วงปลายปี 68 ไปค่อนข้างมากจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน อีกทั้งมีความต้องการ (Demand) ที่ยังรอจังหวะเข้าลงทุนในตราสารหนี้จากสภาพคล่องในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง
- ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวช้า (KResearch คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัว 1.6% ในปี 2569) และเงินเฟ้อต่ำ ทำให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก 1 ครั้ง ในปีนี้
- คาดตราสารหนี้ระยะกลางและตราสารหนี้ระยะยาวจะยังคงมีความผันผวนอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง แต่คาดว่าตราสารหนี้ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้นหากถือครองตามระยะเวลาที่แนะนำ (เช่น 1-1.5 ปีขึ้นไป) เนื่องจาก Bond Yield ที่ปรับขึ้นมาจะทำให้ผลตอบแทนจากการถือครอง (Running Yield) ในระยะข้างหน้าสูงขึ้น
คำแนะนำการลงทุน
ในช่วงวัฏจักรการลดดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด (Late Cycle) ผลตอบแทนจากตราสารหนี้อาจลดลงจากปี 2568 แต่ยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับเงินฝาก และการลงทุนยังต้องเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี
- หากผู้ลงทุนกังวลกับความความผันผวนของราคากองทุนหรือการติดลบรายวัน แนะนำให้หาจังหวะทยอยลดสัดส่วนตราสารหนี้ระยะยาวเข้าสู่กองตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SF-A (ควรลงทุน 1-3 เดือนขึ้นไป) และ K-SFPLUS-A (ควรลงทุน 3-6 เดือนขึ้นไป)
- หากสามารถลงทุนได้ในระยะยาว ระยะเวลาถือครองมากกว่า 1.5 ปีขึ้นไป และรับความผันผวนได้ ยังสามารถถือลงทุนกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวได้เนื่องจากยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนแนะนำ เช่น K-FIXEDPLUS (ควรลงทุน 1 - 1.5 ปีขึ้นไป)
- ผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ทั่วไป แนะนำกองทุน K-GDBOND-A(A) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้โลก กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภททั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund
นอกจากกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปแล้ว สำหรับผู้ถือกองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ที่ส่วนใหญ่เน้นลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว ราคามักมีความผันผวนสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ทั่วไป เพราะอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ที่ลงทุนมักนานกว่า โดยความผันผวนดังกล่าวเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่กองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ต้องถือประมาณ 5-7 ปี ผู้ลงทุนจึงสามารถถือครองต่อไปได้
อย่างไรก็ตามหากกังวลกับความผันผวนดังกล่าว สามารถพิจารณาสับเปลี่ยนจากกองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ที่มีอายุเฉลี่ยตราสารหนี้หรือ duration ยาว ไปกองทุน ThaiESG ตราสารหนี้ ที่มี duration สั้นกว่าได้ เช่น
- สับเปลี่ยนจากกองทุน K-ESGSI-ThaiESG ซึ่งมี duration 11 ปี 5.28 เดือน (ณ 28 พ.ย. 68) ที่มีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี -1.54% (ณ 9 ม.ค. 69)
- ไปยังกองทุน K-ESGBF-ThaiESG ที่มี duration 6 ปี 0.24 เดือน (ณ 28 พ.ย. 68) ซึ่งมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีติดลบน้อยกว่า อยู่ที่ -0.29% (ณ 9 ม.ค. 69) เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูล: บลจ.กสิกรไทย
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXEDPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-GDBOND-A(A)
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 100%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-SF-A , K-SFPLUS-A ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-FIXEDPLUS-A ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-GDBOND-A(A)
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SF-A, K-SFPLUS T+2 ได้แก่ K-FIXEDPLUS-A, K-GDBOND-A(A)