-
เช้า 13 ม.ค. 68 หุ้นญี่ปุ่นบวกแรง รับกระแสที่อาจมีประกาศยุบสภา โดยคาดรัฐบาลใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นได้ในระยะสั้น
-
อย่างไรก็ตาม หุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องก่อนหน้านี้แล้ว K WEALTH มองว่า ยังไม่ใช่โอกาสในการเข้าลงทุนเพิ่ม และหากมีกำไรหรือถือเกิน 20%ของเงินลงทุน แนะนำพิจารณาขายหรือสับเปลี่ยนเพื่อนำเงินไปลงทุนกองทุนแนะนำอื่น
-
กองทุนหุ้นแนะนำของ K WEALTH เช่น K-INDIA K-ATECH K-GSELECT หรือกองทุนผสม K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
อัปเดตสถานการณ์
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงทำจุดสูงสุดใหม่ หลังมีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิชิ อาจประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งตลาดมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยดัชนี Nikkei 225 และ Topix ปรับขึ้นแรง นำโดยหุ้นกลุ่ม Technology, Defense และ Utilities
ดัชนีและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ณ 13 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 10.00 น.
- Nikkei 225 +3.08%เทียบกับวันทำการก่อนหน้า
- Topix +2.25%เทียบกับวันทำการก่อนหน้า
มุมมองตลาด
แม้กระแสข่าวการเลือกตั้งก่อนกำหนดและความนิยมของรัฐบาลทาคาอิชิจะช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น จากแนวทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทำให้ระดับ Valuation ปรับสูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของ ROE และความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างยังต้องอาศัยเวลา ประกอบกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดในระยะถัดไป แม้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนยังได้รับแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและการลงทุนภาครัฐ อีกทั้งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่มีสัดส่วนอยู่ในกองทุนแนะนำอย่าง K-ATECH
คำแนะนำจาก K WEALTH
- สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นญี่ปุ่น เช่น K-JPX-A(A) K-JP-A(D) แนะนำลงทุนในกองแนะนำอื่น
- สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนอยู่:
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% แนะนำถือต่อ
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20% เพื่อปรับพอร์ตให้สมดุล และนำเงินไปลงทุนทางเลือกแนะนำอื่น
- หรือมีกำไรมากกว่า 10% แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วน (Take Profit) เพื่อล็อกผลตอบแทน และนำเงินไปลงทุนทางเลือกแนะนำอื่น
ทางเลือกการลงทุนที่แนะนำจาก K WEALTH
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถทยอยเข้าลงทุนในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น:
- ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างอินเดียผ่านกองทุน K-INDIA ซึ่งกำลังรับอานิสงส์จากทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการลดดอกเบี้ยและการกระตุ้นทางการคลังด้วยการลดภาษีบริโภค
- กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH ที่ยังคงมี Valuation อยู่ในระดับต่ำ พร้อมทั้งแนวโน้มการเติบโตจาก Longevity trend
- กองทุนหุ้นโลกที่เน้นคัดเลือกหุ้นคุณภาพผ่านกองทุน K-GSELECT ที่มีการกระจายการลงทุนหลายภูมิภาค ลดความเสี่ยงของการกระจุกตัว
- กองทุนหุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH เน้นลงทุนเทคโนโลยีในเอเซียที่ครอบคลุมกลุ่ม AI พร้องทั้ง Valuation และศักยภาพการเติบโตไม่ได้ด้อยกว่า ฝั่งสหรัฐฯ
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ
- แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่ K WealthPLUS Series อย่าง K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
- หรือกองทุนที่กระจายลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก K-GDBOND-A(A) ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SFPLUS-A
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-GDBOND-A(A), K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GSELECT, K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 100%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-SFPLUS ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-INDIA-A(A), K-GHEALTH ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-GSELECT, K-ATECH, K-GDBOND-A(A)
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFPLUS T+2 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) T+3 ได้แก่ K-GSELECT T+4 ได้แก่ K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP