ปรึกษา @KWealth
K WEALTH / บทความ / Market Update / ทิศทางตลาดจีน นโยบายที่พร้อมเติบโต
22 กุมภาพันธ์ 2565
4 นาที

ทิศทางตลาดจีน นโยบายที่พร้อมเติบโต


          

​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​“ ​

• ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงกว่า 20% ในช่วงปีที่ผ่านมา จากการออกกฎระเบียบของรัฐบาลจีน เพื่อควบคุมธุรกิจ, นโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ทำให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้า และปัญหาหนี้สินของบริษัทภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนด 


• ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นจีน คือ จีนเริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน และ Valuation ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ปัจจัยเสี่ยง คือ ปัญหาหนี้สินบริษัทภาคอสังหาริมทรัพย์ และอัตราเงินเฟ้อที่เกี่ยวกับต้นทุนการผลิต หากอยู่ระดับสูง จะกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนได้ 


• บลจ.กสิกรไทย แนะนำ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนเล็กน้อย ดังนั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว แนะนำให้ถือลงทุนต่อ และทยอยลงทุนเพิ่มได้ สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้นเป็นรอบๆได้ ส่วนผู้ที่ยังไม่มีกองทุนหุ้นจีน เข้าลงทุนได้ โดยให้น้ำหนักการลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงด้วย

​​“


          ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง ทำให้ Valuation อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย ยังมีปัจจัยเสี่ยงอะไรอีกบ้าง มาสรุปทิศทาง “กองทุนหุ้นจีน” ลงทุนตอนนี้ดีไหม? จาก KAsset LIVE : CHINA FUNDS CHECK UP ปีขาล จับทิศทางกองทุนหุ้นจีน เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา

Q1: เกิดอะไรขึ้นกับ “ตลาดหุ้นจีน” ในช่วงปีที่ผ่านมา?​​​​​

          หุ้นจีนปี 2021 ปรับตัวลงหนักโดย MSCI China 10/40 Net ผลตอบแทน -20% (กองทุน JMP China ผลตอบแทน -19.6%) ทิศทางการลงทุนที่เปลี่ยนจากหุ้นเติบโต (Growth) เป็นหุ้นคุณค่า (Value) และหุ้นวัฎจักร โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นจีน มาจากการดำเนินนโยบายในหลายเรื่องซึ่งมี 3 ประเด็นที่สำคัญคือ 
          • การออกกฎระเบียบจำนวนมากของรัฐบาลจีน เพื่อควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี - การศึกษา และนโยบาย Zero Covid กดดันการบริโภค 
          • นโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ส่งผลให้อุตสาหกรรม เกิดการขาดแคลนไฟฟ้า 
          • ปัญหาหนี้สินของบริษัทภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

          แต่จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเริ่มมีท่าทีชะลอตัว รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สะสางปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ไม่เกิดผลกระทบในวงกว้าง ผ่อนคลายนโยบายทางการคลังพร้อมลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบช่วยเหลือผู้บริโภคและธุรกิจ SME



Q2: “ตลาดหุ้นจีน” ปีเสือทอง = โอกาสทอง?

          “ตลาดหุ้นจีน” ปี 2021 คือ “ปีฟุบ” แต่ ปี 2022 คือ “ปีฟื้นตัว” โดยเหตุผลสนับสนุนตลาดหุ้นจีนคือ 
          • นโยบายทางการเงินยังคงผ่อนคลาย ผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบ สวนทางกับหลายประเทศที่เริ่มเข้าสู่ช่วงของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดสภาพคล่องในระบบ 
          • รัฐบาลจีนส่งสัญญาณ “พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว” และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว 
          • Valuation ของตลาดหุ้นจีนอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตและตลาดหุ้นอื่นๆ 
          • แรงกดดันเรื่องเรื่องกฎระเบียบลดลง เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมไปหลายระลอก และตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปมากแล้ว ​



Q3: “ตลาดหุ้นจีน” ในมุมมองกองทุนหลัก JPMorgan​​​​​

          JPMorgan ระบุว่าปัจจุบันคือยุค New Normal หรือ “ยุคการเปลี่ยนแปลงเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของจีน” ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยอาจเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว 
“กองทุนหลัก JPMorgan Funds-China Fund (JPM China)” 
          • เน้นบริหารพอร์ตการลงทุนแบบเชิงรุก ลงทุนระยะยาว และเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัว 
          • เน้นลงทุนหุ้นจีนทุกชนิด (All China) ที่มีคุณสมบัติร่วมคือ เป็นหุ้นเติบโต (Growth) คุณภาพสูง (High Quality) และอยู่ในกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Economy) 
          • ให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน การคัดเลือกหุ้นรายตัว และการวิจัยที่ครอบคลุม 
          • เน้นหุ้น 3 กลุ่มคือ กลุ่มเทคโนโลยี (ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์), กลุ่ม Carbon Neutrality (รถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์) และกลุ่ม Consumption (สินค้าคุณภาพดี และสินค้าเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์) 
          • Q4/2021 มีการปรับพอร์ตหลังเศรษฐกิจผ่านจุดสูงสุด ดังนี้ 
          1. เน้นลงทุนหุ้นกลุ่ม Quality Growth พร้อม Overweight หุ้นกลุ่ม Internet ที่เผชิญแรงขายอย่างหนัก และคาดว่าเป็นกลุ่มแรกที่สามารถฟื้นตัวได้ 
          2. เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Consumer Staple ที่ราคาลดลงมากมาก, กลุ่มเกม ที่มีการขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาฯ (ไม่ใช่ผู้พัฒนาอสังหาฯ) เช่น ธุรกิจตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ฯลฯ



ความเสี่ยงของ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ต้องจับตา

          ในปี 2022 มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นจีนดังนี้ 
          • การใช้นโยบาย Zero Covid ที่กระทบต่อการบริโภคในประเทศ และการระบาดระลอกใหม่อาจส่งผลให้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มคลี่คลายกลับมารุนแรงขึ้นได้ 
         • ปัญหาหนี้ในภาคอสังริมทรัพย์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักพักในการแก้ไขปัญหา และอาจกระทบในวงกว้าง ส่งผลให้ยอดขายและการลงทุนหดตัว ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ 
         • อัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวของกับต้นทุนการผลิต หากอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะกดดันการดำเนินนโยบายการเงินและกำไรของบริษัทจดทะเบียน 
         • อาจมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจ 
         • ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ยังคงเปราะบาง กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน ​​​



Q4: คำแนะนำสำหรับนักลงทุน “ไปต่อ” หรือ “พักก่อน”?​​​​​

          หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา พบว่า ตั้งแต่ปี 2001 ดัชนี MSCI China มีการปรับฐานลงลึกกว่า 20% รวม 4 ครั้ง และ “ดัชนีมักฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากระดับต่ำสุดเสมอ” ขณะที่ในปี 2021 ดัชนีย่อตัวราว 30% ซึ่งคาดว่าเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้ และจะทยอยเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2022 นี้ 

          สำหรับผู้ที่ยังไม่มีกองทุนหุ้นจีน : เข้าลงทุนได้ โดยให้น้ำหนักการลงทุนเหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ มีการกระจายการลงทุนกองทุนหุ้นจีนบางส่วน 
          สำหรับนักลงทุนระยะสั้น : สามารถลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้นเป็นรอบๆได้ เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีตลาดโลกและตลาดจีนยังคงมีความผันผวนทำให้มีโอกาสในการทำกำไรระยะสั้นได้ 
          สำหรับนักลงทุนระยะยาว : แนะนำให้ถือลงทุนต่อ และทยอยลงทุนเพิ่มได้โดยให้น้ำหนักการลงทุนเหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ มีการกระจายการลงทุนโดยอาจให้น้ำหนักในจีนมากกว่าปกติเล็กน้อย เพราะเป็นตลาดที่มีพื้นฐานดี Valuation อยู่ในระดับเหมาะสม และรัฐบาลจีนดำเนินนโยบายผ่อนคลายมากขึ้น 

          อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ดี โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นต่างประเทศอย่างประเทศจีน ควรที่จะ 
          1. ลงทุนระยะยาว 3 ปีขึ้นไป เพราะการลงทุนในจีนให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว แต่ระยะสั้นมีความผันผวนสูง และมีโอกาสขาดทุนสูงในบางช่วง 
          2. แบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายในการลงทุน กระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน แนะนำให้แบ่งเงินมาลงทุนบางส่วนตามความเสี่ยงที่สามารถรับได้ ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เดียว 100% ของพอร์ต 

          พึงตระหนักไว้เสมอว่า การลงทุนหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ ในปัจจุบัน มีความผันผวนสูงและคาดเดาได้ยากขึ้น สำหรับผู้ลงทุนที่เข้าใจเรื่องความเสี่ยงในตลาดกลุ่มนี้เป็นอย่างดี หุ้นจีน ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ การลงทุนภายหลังสภาวะราคาตกลงอย่างมากเช่นนี้ถือเป็นเรื่องท้าทาย นักลงทุนมือเก๋า หรือมือใหม่ ขอให้ตัดสินใจด้วยความรอบคอบและติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด 

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน” ​

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : * KAsset LIVE : CHINA FUNDS CHECK UP ปีขาล จับทิศทางกองทุนหุ้นจีน



​.​

บทความโดย K WEALTH GURU คุณพีรกานต์ ศรีสุข
KBank LIVE
 

สมัครสมาชิก
K WEALTH ฟรี!

เพื่อติดตามข่าวสารการเงิน พร้อมนัดผู้เชี่ยวชาญวางแผนการลงทุน และเข้าร่วม Exclusive Workshop ก่อนใคร
เพียงลงทะเบียน บน LINE
KBank Live

สำรวจว่าคุณ
เป็นนักลงทุนแบบไหน
คลิก