ปรึกษา @KWealth
K WEALTH / บทความ / Market Update / ส่องพอร์ตน่าลงทุนปี 2565
04 มกราคม 2565
3 นาที

ส่องพอร์ตน่าลงทุนปี 2565


          

​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​“ ​

● แม้ปี 2564 สินทรัพย์ดิจิตอล จะเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 85.6% ตามมาด้วยราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นถึง 36.1% แต่ในปี 2565 ตลาดหุ้นในหลายประเทศ จะยังคงน่าสนใจลงทุน สืบเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยต้องคัดเลือกจาก EPS Growth สูง และยังมี Fwd P/E น้อย อย่างเช่น ตลาดหุ้นเวียดนาม และจีน 

● สำหรับหุ้นไทย บล.กสิกรไทย แนะนำ 6 ธีมการลงทุนหลักในปี 2565 เช่น กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้ง, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง, กระแสนิยมรถ EV, การใช้ข้อมูล 5G, ความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในปีหน้า

​“


          สวัสดีปีใหม่ 2565 ก่อนจะเริ่มต้นปีใหม่ มาทบทวนกันว่าปีที่ผ่านมา เรื่องการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน เป็นอย่างไรกันบ้าง โดยผลตอบแทนนับจากต้นปี 2564 (YTD ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 64) เรียงจากมากไปหาน้อย นำโดย BITCOIN 85.6% ราคาน้ำมัน Brent 36.1% ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดย Bloomberg 23.5% ในขณะที่หุ้นโลก (MSCI ACWI) 12.2% ส่วนที่ผลตอบแทนติดลบ จะมีผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ และหุ้นโซนเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) แต่เมื่อมาดูเฉพาะผลตอบแทนหุ้นในตลาดต่างๆ นำมาโดยตลาดหุ้นเวียดนาม (VN Index) 31.5% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) 21.6% ตลาดหุ้นอินเดีย (Sensex) 20.6% (ได้มากกว่าผลตอบแทนหุ้นโลก ที่ 12.2%) ส่วนคาดการณ์ GDP ปี 2564 จากข้อมูลของ Bloomberg GDP ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) และประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) จะเติบโตสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดโควิด 19 แสดงให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันภาวะการลงทุนในปี 2564 และยังคงต้องจับตาในปีหน้ามีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ หรือราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตหนี้กลุ่มอสังหาฯ ในจีน ที่ทำให้ตลาดตราสารหนี้ผันผวน และแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 เพื่อควบคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

แนวโน้มการลงทุนปี 2565 ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

          จากปัจจัยเสี่ยงสำหรับการลงทุนในปี 2565 คือ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ FED เร่งปรับลดเม็ดเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจลง (QE Tapering) ) เร็วขึ้น เป็น​​เดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ฯ จากเดิมปรับลด​เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ฯ และคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า อีก 2-3 ครั้ง ทำให้ตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มี Rating สูง อาจมีความน่าสนใจลดลง 

          พระเอกที่จะช่วยพยุงผลตอบแทนใน ปี 2565 จะยังคงเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น โดยคาดการณ์ GDP ในปี 2565 (Bloomberg Consensus) ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น อาจเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด 19 (Pre-COVID Level) มีเพียงจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัวเล็กน้อย หากแยกข้อมูลคาดการณ์ GDP รายไตรมาส พบว่าสหรัฐฯ กับยูโรโซน คาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนครึ่งปีหลังจะเป็นจีนและญี่ปุ่น 

          คำถามถัดมาคือ จะเลือกลงทุนในหุ้นประเทศใดดี ทาง บล.กสิกรไทยแนะนำ 2 ปัจจัยในการช่วยตัดสินใจ คือ 1. อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ยิ่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งโต และ 2. ระดับอัตราราคาหุ้น (ล่วงหน้า) เทียบกับกำไรต่อหุ้น (Fwd P/E) ยิ่งน้อย ยิ่งดี ยิ่งราคาถูกเทียบกับกำไรที่จะได้รับ โดยพบว่าตลาดหุ้นเวียดนาม (VN Index) และตลาดหุ้นจีน (CSI 300) อยู่ในกลุ่มที่มี EPS Growth สูง และกำไรต่อหุ้น (Fwd P/E) น้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนาม หรือหุ้นจีนเป็นจับตาในปี 2565

          ส่วนตลาดหุ้นไทย ในปี 2565 บล.กสิกรไทย มี 6 ธีมการลงทุนหลักมาแนะนำ ดังนี้ 
          1. ธีมที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง เนื่องจากสภาชุดนี้จะครบวาระในปี 2566 ดังนั้น ในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ส่งผลให้หุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศได้รับประโยชน์ โดยสถิติผลตอบแทนจากดัชนีหุ้น SET Index จะดีที่สุดในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง 1 เดือน (ข้อมูลจากการเลือกตั้งในปี 2544, 2548, 2550, 2554, 2557 และ 2562) Sector ที่จะได้รับประโยชน์จากธีมนี้ เช่น กลุ่มพาณิชย์ ได้ประโยชน์จากการบริโภคภายในประเทศ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐ เป็นต้น 

          2. ธีม Anti Commodities เป็นหุ้นกลุ่มที่ใช้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นหนึ่งในต้นทุนการผลิต และมักจะได้รับประโยชน์เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์แบบหนักอย่าง น้ำมัน โลหะต่างๆ หรือสินค้าโภคภัณฑ์แบบเบา (Soft Commodity) จำพวกสินค้าเกษตร โดยหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ อาทิ กลุ่มปิโตรเคมีที่ใช้น้ำมันในการผลิต กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากต้นทุนอย่างอาหารสัตว์ราคาลดลง 

          3. ธีมที่ได้ประโยชน์หลักจากกระแสความนิยมในรถยนต์ โดยเฉพาะรถ EV แต่ไทยยังไม่มีบริษัทในตลาดที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ดังนั้น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีมนี้ จะเป็น Supply chain จากการผลิตรถ EV เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะนำมาใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 

          4. ธีมการใช้ Data Usage 5G การเร่งย้ายข้อมูลจาก 4G ไป 5G และประโยชน์จาก Internet of Thing และ Metaverse ทำให้เพิ่มความต้องการใช้ข้อมูล กลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มสื่อสาร 

          5. ธีม Pent-Up Demand ของการเดินทาง การเดินทางระหว่างประเทศในปี 2565 กลับมาเพิ่ม 2-3 เท่าจากอัตราปกติ โดยต้องระวังปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์โควิด 19 ในปีหน้า โดย ธีม Pent-Up Demand น่าจะช่วยเพิ่มค่าการกลั่นน้ำมัน และอัตราการเช่าพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เป็น กลุ่มโรงกลั่น ท่องเที่ยว และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 

          6. ธีมอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลังวิกฤติโควิด 19 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของสินเชื่อธนาคารและส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของบริษัทประกันภัย กลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย ​​​

คำแนะนำการลงทุนในปี 2565​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

          บล.กสิกรไทย มีมุมมองการลงทุนในปี 2565 ภาพรวมตลาดหุ้นยังลงทุนได้ จากข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ ผลการดำเนินงานที่ยังไปได้ดี (Earning Momentum) โดยแบ่งเป็นช่วงครึ่งปีแรก ตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป ยังไปได้อยู่ แต่ครึ่งปีหลังอาจมีความเสี่ยงจากนโยบายการเงิน เช่น เพดานหนี้สาธารณะที่ต้องผ่านสภาของสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัว ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน จะสวนทางกัน คือ ชะลอตัวในครึ่งปีแรก และกลับมาได้ในครึ่งปีหลัง โดยให้น้ำหนักการลงทุน Overweight ในตลาดหุ้นยุโรป ญี่ปุ่น จีน และสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (Global Property) ส่วนสินทรัพย์ที่ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นกลาง Neutral คือ กลุ่มน้ำมัน และส่วนที่ให้น้ำหนัก Underweight คือ พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก (Global Bond) และทองคำ มาจากผลกระทบการขึ้นดอกเบี้ย

          โดยนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ สามารถศึกษาบทวิเคราะห์หุ้นรายตัวและเปิดบัญชีซื้อขายได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ หรือสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นไทยหรือกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศได้ เช่น กองทุน K-VIETNAM เน้นลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม หรือ K-CHINA ที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้น A-SHARE หรือกองทุน K-CHANGE​ เน้นลงทุนในธีมรักษ์โลก เป็นต้น 

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน” 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : 
KS for Fund EP.06 : จัดพอร์ตรับเทรนด์ลงทุนตลาดทั่วโลก ปี 2565 :
Stock 101 Season 2 EP.16 : เจาะ 6 ธีมการลงทุนและหุ้นแนะนำปี 2565 : https://www.kasikornsecurities.com/th/kschannel/stock-101/m2Qgm3 
KS Forward วันที่ 15 ธ.ค. 64 : https://www.kasikornsecurities.com/th/kschannel/ksforward/WpAlUR​​​​
​​​​​​​


บทความโดย K WEALTH GURU สุนิติ ถนัดวณิชย์ (CFP®)
KBank LIVE
 

สมัครสมาชิก
K WEALTH ฟรี!

เพื่อติดตามข่าวสารการเงิน พร้อมนัดผู้เชี่ยวชาญวางแผนการลงทุน และเข้าร่วม Exclusive Workshop ก่อนใคร
เพียงลงทะเบียน บน LINE
KBank Live

สำรวจว่าคุณ
เป็นนักลงทุนแบบไหน
คลิก