ถือ K-GINFRA แล้วขาดทุน ควรวางแผนอย่างไร? เมื่อ K WEALTH ปรับมุมมองต่อกลุ่ม Utilities เป็นกลาง
สำหรับผู้ที่ถือ K-GINFRA และยังขาดทุนอยู่ การเห็นมุมมองการลงทุนถูกปรับลดลงอาจทำให้กังวลว่าควรตัดสินใจอย่างไรต่อ แต่การลงทุนไม่ได้มีคำตอบเพียง “ซื้อ” หรือ “ขาย” เสมอไป ในบางช่วงเวลา กองทุนอาจยังเหมาะสำหรับการถือรอจังหวะ แม้ยังไม่ใช่กองทุนที่ควรลงทุนเพิ่ม
AI Theme และ Data Center ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยกองทุน K-GINFRA ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (Utilities) ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนนี้ในระยะยาว เพียงแต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายนอกอื่นแล้ว แม้หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ที่กองทุน K-GINFRA เน้นลงทุนอยู่ ราคายังไม่แพง แต่ด้วยการเติบโตของกำไรที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น จึงลดลง
ล่าสุดสัปดาห์นี้ K WEALTH ได้ปรับลดมุมมองการลงทุนต่อกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) จาก Slightly Positive (มุมมองค่อนข้างบวก) เป็น Neutral (มุมมองเป็นกลาง) หลังประเมินว่าปัจจัยสนับสนุนการลงทุนเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มอยู่สูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์
ด้วยเหตุนี้ กองทุน K-GINFRA ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Utilities สูง จึงมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนเพิ่มลดลงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนอยู่แล้วและยังขาดทุน การปรับมุมมองครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบขายออกทันที แต่ควรพิจารณาสัดส่วนที่ถืออยู่ วัตถุประสงค์การลงทุน และจังหวะในการปรับพอร์ตอย่างรอบคอบ
ทำไม K WEALTH จึงปรับลดมุมมองต่อกลุ่ม Utilities?
ปัจจัยสำคัญมาจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ยังทรงตัวในระดับสูง
ณ 28 ก.ย. 69 Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.24% ขณะที่ Bond Yield อายุ 2 ปีอยู่ที่ 4.92% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่ม Utilities ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนมักถือเพื่อรับกระแสเงินสดและเงินปันผล เมื่อพันธบัตรรัฐบาลซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า มีผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าเดิมจนน่าสนใจ นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงมีแนวโน้มลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Utilities และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นแทน
นอกจากนี้ ธุรกิจสาธารณูปโภคยังเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการ เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ต้นทุนทางการเงินจึงเพิ่มขึ้นและอาจส่งผลต่อการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต
ข้อมูลในอดีตช่วยให้เข้าใจแรงกดดันต่อ Utilities ในช่วงดอกเบี้ยสูง
ข้อมูลย้อนหลังที่ K WEALTH นำมาวิเคราะห์พบว่า
- ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 5 รอบที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Utilities ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกถึง 4 ใน 5 รอบ (ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1999)
- ในวัฏจักรดอกเบี้ยปัจจุบัน หุ้นกลุ่ม Utilities ให้ผลตอบแทนประมาณ 6%
- ขณะที่ดัชนีหุ้นโลก (ACWI) ให้ผลตอบแทนประมาณ 33%
- ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนสูงถึง 77%
ตัวเลขดังกล่าวช่วยอธิบายว่า ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield อยู่ในระดับสูง กลุ่ม Utilities อาจสร้างผลตอบแทนได้ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม จึงเป็นเหตุผลที่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนเพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจขายเพราะผลการดำเนินงานระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ทำความเข้าใจโครงสร้างการลงทุนของ K-GINFRA และปัจจัยที่ต้องติดตาม
การที่ K WEALTH ปรับลดมุมมองต่อ K-GINFRA ไม่ได้สะท้อนว่ากองทุนมีปัญหาด้านคุณภาพ แต่เป็นการประเมินตามสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อความน่าสนใจของสินทรัพย์ในพอร์ตเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น
ณ 31 ส.ค. 69 กองทุน K-GINFRA มีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Utilities สูงถึง 61% ของพอร์ต เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่มีน้ำหนัก Utilities เพียง 2.3% จะเห็นได้ว่ากองทุนมีการให้น้ำหนักในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Earnings Growth) ของกลุ่ม Utilities อยู่ที่ประมาณ 9% ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มีการคาดการณ์การเติบโตสูงกว่าหลายเท่าตัว แม้ระดับ Valuation ของ Utilities จะไม่ได้อยู่ในระดับแพง โดยมีค่า P/E ประมาณ 15 เท่า และยังอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 12-18 เท่า แต่การเติบโตของกำไรที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบลดลง
คำแนะนำจาก K WEALTH สำหรับผู้ถือ K-GINFRA
สำหรับผู้ที่ถือกองทุน K-GINFRA และยังขาดทุน หรือยังไม่พอใจกับผลตอบแทน หากถือในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก เช่น ไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน ยังสามารถถือต่อเพื่อรอจังหวะที่ NAV อาจฟื้นตัวได้ในบางช่วง แม้การฟื้นตัวอาจใช้เวลา โดยในระยะนี้ไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่มในกองทุน
ระหว่างที่ถือต่อ ควรติดตามความผันผวนและแนวโน้มการเติบโตของ K-GINFRA ซึ่งอาจน้อยกว่ากองทุนแนะนำอื่นของ K WEALTH รวมถึงโอกาสที่กองทุนจะจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอเหมือนปีก่อนๆ ซึ่งอาจลดลง ผู้ลงทุนที่ถือเพื่อรับเงินปันผลจึงควรทบทวนวัตถุประสงค์ของเงินลงทุนส่วนนี้อีกครั้ง เพื่อให้แผนการลงทุนยังสอดคล้องกับเป้าหมาย
สำหรับเงินลงทุนใหม่ส่วนอื่นที่พร้อมลงทุน K WEALTH แนะนำให้พิจารณากองทุนหุ้นที่มีโอกาสได้รับปัจจัยบวกจากกระแส AI และการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น
- K-GNEXT-A(A) ที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก กระจายไปหลาย Sector ที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ หรือจัดหาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลง โดย ณ 31 ส.ค. 69 กองทุนหลักมีการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 40.6%ของเงินลงทุน
- K-WORLDX ที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก ให้เงินเติบโตล้อตามดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI (USD) โดย ณ 8 ต.ค. 69 จากข้อมูล Website ของกองทุนหลัก พบว่ากองทุนหลักมีการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 33.39%ของเงินลงทุน
ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกการลดหย่อนภาษี 2 กองทุนแนะนำดังกล่าวก็มีทางเลือกในการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน RMF ได้ คือ K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-WORLDX, K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WORLDX, K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A)
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+4 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 4 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+4) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันศุกร์ (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+3 ได้แก่ K-WORLDX, K-WORLDXRMF T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-GNEXTRMF