สเตปต่อไป K-GINFRA รอไปต่อ หรือ เปลี่ยนทาง?

กดฟัง
หยุด
  • K-GINFRA ปรับตัวลดลงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับขึ้น และ Valuation ของหุ้น Utilities ที่ลดลง
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากดอกเบี้ยที่แท้จริงและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานระยะยาว
  • K WEALTH ยังคงมีมุมมองค่อนบวก ต่อกองทุน K-GINFRA หากยังถือในสัดส่วนที่ไม่สูงมาก ยังคงถือหรือทยอยซื้อเพิ่มได้

Bond Yield สูงขึ้น กดดัน K-GINFRA ในระยะสั้น

ในช่วงวันที่ 23 มี.ค. - 23 ก.ย. 2569 NAV ของ K-GINFRA ปรับลดลง 3.02% โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคา NAV ที่ยังไม่รวมเงินปันผล ทำให้ผู้ที่ถือกองทุนนี้มานานและได้รับเงินปันผลมาบ้างแล้ว แต่ก็อาจเห็นผลขาดทุนหรือยังได้รับกำไรที่ค่อนข้างน้อยอยู่


โดยในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นจากประมาณ 4.34% เป็น 5.11% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 77 Basis Points ซึ่งการปรับขึ้นของ Bond Yield ส่งผลต่อหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นสาธารณูปโภค (Utilities) ใน 2 เรื่อง สำคัญ

  • เรื่องแรกคือ Valuation (การประเมินมูลค่าหุ้น) เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีรายได้และกระแสเงินสดระยะยาว เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่ใช้เป็นอัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดจึงถูกกดดัน
  • เรื่องที่สองคือต้นทุนกู้ยืม เพราะธุรกิจสาธารณูปโภคต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการขยายโครงข่ายและกำลังการผลิต

ในช่วง 6 เดือนดังกล่าว Real Yield (ผลตอบแทนหลังปรับเงินเฟ้อ) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.01% เป็น 2.77% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 76 Basis Points ใกล้เคียงกับการเพิ่มขึ้นของ Bond Yield โดยรวม เป็นการสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันมูลค่าหุ้นที่พึ่งพากระแสเงินสดระยะยาวด้าน Valuation โดยค่า Forward P/E ของดัชนี S&P 500 Utilities ลดลงจากประมาณ 18.57 เท่า เหลือ 16.54 เท่า หรือลดลงประมาณ 11% ในขณะที่ Forward P/E ของดัชนี S&P 500 กลับเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ในช่วงเดียวกัน


ปัจจัยพื้นฐานมีลักษณะ Defensive แต่ NAV ก็ยังผันผวนได้

K-GINFRA ลงทุนผ่านกองทุนหลักที่กระจายการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภท โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า กองทุนหลักมีน้ำหนักรวมใน Multi-utilities, Electric utilities และ Gas utilities ประมาณ 53.6% ขณะที่หุ้น 10 อันดับแรกคิดเป็นประมาณ 38% ของพอร์ต


ธุรกิจเหล่านี้มีลักษณะ Defensive เนื่องจากให้บริการที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม Defensive เป็นลักษณะของธุรกิจหรือหุ้นที่มีพื้นฐานค่อนข้างแข็งแรงและมักไม่ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ราคาหุ้นดังกล่าวก็ยังสามารถผันผวนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น Bond Yield ต้นทุนเงินทุน ภาวะตลาด และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทได้


ตัวอย่างเช่น แม้ประชาชนและภาคธุรกิจยังต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร และโครงข่ายพื้นฐาน แต่ราคาหุ้นของผู้ให้บริการอาจถูกกดดันได้เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือตลาดปรับลด Valuation


ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะสั้น

ปัจจัยแรก (1) US 10Y Yield และ Real Yield หากยังปรับขึ้นต่อ Valuation ของหุ้นสาธารณูปโภค (Utilities) อาจถูกกดดันเพิ่มเติม ปัจจัยที่สอง (2) ต้นทุนกู้ยืม หากบริษัทต้องออกตราสารหนี้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าคาด กระแสเงินสดหลังการลงทุนอาจลดลง และปัจจัยที่สาม (3) ความล่าช้าในการอนุมัติปรับค่าไฟหรือค่าบริการ ซึ่งอาจทำให้รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับต้นทุน


Data Center และ AI ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาว

แม้ภาพระยะสั้น กองทุน K-GINFRA จะเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ AI ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เนื่องจาก Data Center เป็นกิจการที่ต้องใช้ทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และโครงข่ายที่มีเสถียรภาพ ทำให้บริษัทด้านสาธารณูปโภค (Utilities) มีโอกาสลงทุนขยายทรัพย์สินและโครงข่ายเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ผลตอบแทนของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับการอนุมัติค่าไฟ ต้นทุนเงินทุน และความสามารถในการบริหารโครงการ


โดยปัจจัยที่ควรติดตามเพื่อประเมินโอกาสฟื้นตัวของกองทุน K-GINFRA-A(D) ได้แก่ (1) การที่ US 10Y Yield และ Real Yield หยุดเร่งตัว (2) การอนุมัติปรับค่าไฟหรือค่าบริการให้สอดคล้องกับต้นทุน และ (3) ระดับหนี้กับกระแสเงินสดของบริษัท ที่กองทุนหลักลงทุนที่ยังเป็นไปตามแผน แต่หาก Yield ยังปรับขึ้นต่อ หรือการปรับค่าไฟล่าช้า NAV ของกองทุนอาจมีความผันผวนต่อได้


คำแนะนำจาก K WEALTH สำหรับผู้ถือ K-GINFRA

K WEALTH ยังคงมีมุมมองค่อนบวก (Slightly Positive) ต่อกองทุน K-GINFRA โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Satellite Equity สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการหุ้นลักษณะ Defensive และรับความผันผวนได้ การปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นพร้อมกับ Bond Yield และ Real Yield ที่สูงขึ้น รวมถึงการปรับลด Valuation ของหุ้นสาธารณูปโภค (Utilities) ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนระยะยาวจากความต้องการใช้ไฟฟ้า การลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ กลยุทธ์จึงไม่ใช่การซื้อเพิ่มหรือขายทั้งหมดจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น แต่ควรเริ่มจากวัตถุประสงค์ของผู้ลงทุน ระดับความเสี่ยงที่รับได้ ระยะเวลาลงทุน และสัดส่วน K-GINFRA เมื่อเทียบกับพอร์ตรวม


อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถือกองทุน K-GINFRA มานานแล้ว หากถือในสัดส่วนที่น้อย และยังไม่พอใจในผลตอบแทนก็ยังคงสามารถถือต่อ หรือพิจารณาทยอยซื้อเพิ่มได้ แต่ไม่ควรลงทุนจนกระจุกตัว จนทำให้มีกองทุนมากกกว่า 20%ของเงินลงทุน


อีกทั้ง ด้วยปัจจัยที่ทำให้กองทุน K-GINFRA ยังคงมีความผันผวนตามที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้โอกาสที่กองทุนจะมีการจ่ายเงินปันผล อย่างสม่ำเสมอเหมือนอย่างปีก่อนๆ นั้น อาจเป็นไปได้น้อยลง ผู้ที่ต้องการถือลงทุนเพื่อคาดหวังเงินปันผล อาจยังต้องรอเวลา


หมายเหตุ: กองทุน K-GINFRA-A(D)
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+4 หมายถึง ได้รับเงินค่าขายคืน 4 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+4) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันศุกร์ (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”,

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top