-
ที่ผ่านมาหลายคนมักพูดถึงการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 แต่ด้วยบริบทปัจจุบันการเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มี Valuation ตึงตัว
-
ภูมิภาคเอเชียได้รับอานิสงส์เชิงโครงสร้างอย่างโดดเด่นจากวัฏจักร Semiconductor และ AI Hardware โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
-
การจัดพอร์ตยุคใหม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Selective Strategy ควบคู่กับการเลือกลงทุนตามบทบาทของสินทรัพย์ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในทุกสภาวะตลาด
แม้หุ้นสหรัฐฯ จะเคยเป็นขุมกำลังหลักในการสร้างผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน แต่บริบททางเศรษฐกิจในปี 2026 กำลังส่งสัญญาณถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลเชิงภูมิภาคอีกครั้ง K WEALTH จึงขอพานักลงทุนไปสำรวจทิศทางกระแสเงินลงทุนระดับโลก พร้อมเปิดมุมมองกลยุทธ์การจัดพอร์ตที่พร้อมรับมือกับทุกวัฏจักรตลาด
เมื่อ US ไม่ใช่คำตอบเดียวของพอร์ตอีกต่อไป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ของนักลงทุนไทยและนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนหุ้นโลกเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ภาพการลงทุนในปัจจุบันเริ่มปรากฏสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ แม้เศรษฐกิจและการลงทุนภาคธุรกิจของสหรัฐฯ จะยังคงแข็งแกร่ง แต่การที่ระดับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาจนอยู่ในระดับตึงตัว โดยดัชนี S&P 500 มีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 24-26 เท่า ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง 3.50-3.75% ส่งผลให้ความเปราะบางต่อผลประกอบการมีเพิ่มขึ้น นักลงทุนสถาบันจึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับคำว่า Portfolio Diversification เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
จาก US First สู่ Portfolio ที่กระจายมากขึ้น
ข้อมูลจากรายงานกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ของสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก สะท้อนภาพการปรับสมดุลของนักลงทุนอย่างชัดเจน รายงานจาก AllianceBernstein (AB) ระบุว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 บริษัทเผชิญกับเงินทุนไหลออกจากกองทุนหุ้นสไตล์ Active และตราสารหนี้ โดยกลุ่มผู้ถือกองทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ลดสัดส่วนการถือกองทุนหุ้นสหรัฐฯ และตราสารหนี้โลก เพื่อโยกย้ายเงินทุนกลับเข้าสู่ตลาดท้องถิ่นที่เริ่มให้ผลตอบแทนโดดเด่นขึ้น
ในขณะเดียวกัน JPMorgan Asset Management โดย Alexander Treves, Asia head of investment specialists for emerging markets and Asia-Pacific equities ได้เปิดเผยข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า มีกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่านักลงทุนกำลังแสวงหาการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากสัดส่วนของตลาดสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่หรือตลาดเอเชียแปซิฟิกแล้ว การปรับสัดส่วนเงินลงทุนออกจากสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเกิดใหม่หรือตลาดเอเชียแปซิฟิกได้
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักลงทุนกำลัง “หนีออกจากตลาดสหรัฐฯ” อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการ “เพิ่มสมดุลระดับภูมิภาค” เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตการลงทุนในระยะยาว
3 แรงหนุนที่ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่กลับมาอยู่ในเรดาร์
การกลับมาของตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยชั่วคราว แต่ได้รับการสนับสนุนจาก 3 ปัจจัยพื้นฐานหลัก ได้แก่
-
ส่วนต่างมูลค่าและผลตอบแทน หลังจากที่หุ้นสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนทิ้งห่างตลาดเอเชียมานานนับทศวรรษ ช่องว่างด้าน Valuation ของตลาดเอเชียที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า จึงกลายเป็นจุดดึงดูดนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในระดับราคาที่สมเหตุสมผล
-
การเติบโตของกำไรจาก AI Hardware เอเชียคือหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิต Semiconductor และ Memory Chip รวมไปถึงประเทศอย่างมาเลเซียและเวียดนามที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ Data Center และการย้ายฐานการผลิต ส่วนตลาดเกิดใหม่ได้แรงหนุนจากกระแสลงทุน AI ทั่วโลก ซึ่งช่วยหนุนความต้องการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานสะอาด ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และทำให้ตลาดเกิดใหม่มีความน่าสนใจมากขึ้น
-
การลดความกระจุกตัวของพอร์ต การเพิ่มน้ำหนักในภูมิภาคเอเชียช่วยให้พอร์ตการลงทุนไม่อิงอยู่กับทิศทางของตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว และยังช่วยเพิ่มศักยภาพการทำกำไรจากธีมการเติบโตใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันออก
Go Asia แต่ต้องเลือกลงทุน
แม้ภูมิภาคเอเชียจะเต็มไปด้วยโอกาส แต่นักลงทุนต้องตระหนักว่า “เอเชียไม่ได้เป็นตลาดเดียวกัน” แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีวงจรเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมหลัก และปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จากข้อมูลของ Morningstar พบว่า กองทุนรวมที่ขายในศูนย์กลางทางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ มีประมาณ 31% เท่านั้นที่มีการลงทุนเน้นหนักในตลาดท้องถิ่นเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกเจาะจงรายประเทศหรือรายอุตสาหกรรมยังเป็นช่องว่างที่สร้างความได้เปรียบได้ การลงทุนในเอเชียจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Selective Strategy โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอำนาจในการกำหนดราคาและมีการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน เช่น
- กลุ่มผู้นำเทคโนโลยี เกาหลีใต้และไต้หวัน ได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการชิปประมวลผลขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI
- กลุ่มเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจีน เริ่มเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจ E-Commerce และ Cloud ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศของรัฐบาล
ข้อควรระวัง ประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยน การเลือกลงทุนจึงต้องเฟ้นหาอุตสาหกรรมที่มี Earnings Growth แข็งแกร่งจริงเท่านั้น
3 Steps เช็กและปรับพอร์ตการลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ตให้สอดรับกับสภาวะตลาด K WEALTH แนะนำขั้นตอนการสำรวจและดำเนินการดังนี้
-
ตรวจสอบสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ ในพอร์ต
สำรวจพอร์ตการลงทุนว่ามีหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในพอร์ตมากน้อยเพียงใด โดย K WEALTH แนะนำสัดส่วนการลงทุนกองทุน หุ้นสหรัฐฯ ไม่เกิน 30% ของเงินลงทุน
-
สำรวจช่องว่างในภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่
ประเมินว่าพอร์ตมีสัดส่วนหุ้นในเอเชียและตลาดเกิดใหม่เหมาะสมแล้วหรือยัง เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสการฟื้นตัว ของกำไรบริษัทจดทะเบียนในฝั่งเอเชีย โดย K WEALTH แนะนำสัดส่วนการลงทุนกองทุนหุ้นเอเชียไม่เกิน 20% ของ เงินลงทุน และกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน
-
เลือกลงทุนตามบทบาทของสินทรัพย์
หากต้องการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมการเติบโตของเอเชียโดยรวม เลือกกองทุน K-ASIAX ที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของดัชนี MSCI AC Asia ex Japan
หากต้องการเจาะลึกธีมเทคโนโลยี AI Hardware และนวัตกรรมเอเชีย เลือกกองทุน K-ATECH ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น
การลงทุนในปัจจุบันไม่ใช่การเลือกผู้ชนะเพียงประเทศเดียว แต่คือการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับทุกวัฏจักรตลาด หุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของพอร์ต แต่การเติมเต็มสมดุลด้วยการลงทุนเชิงคัดสรรในภูมิภาคเอเชียจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-ASIAX, K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-ASIAX, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)