-
ราคาน้ำมันพุ่งแรงหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันเส้นทางขนส่งพลังงาน หนุนความกังวลเงินเฟ้อและดัน U.S. Bond Yield ปรับขึ้นระดับสูงสุดในรอบหลายปี
-
ตลาดเพิ่มโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย หลังต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ ทำให้สินทรัพย์ตราสารหนี้อาจผันผวนในระยะสั้น
-
K WEALTH แนะนำผู้ถือ K-OIL ที่มีกำไรทยอยล็อกกำไรบางส่วน และจำกัดน้ำหนักสินค้าโภคภัณฑ์ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของพอร์ต
อัปเดตสถานการณ์
ราคาน้ำมัน WTI และ BRENT พุ่งกว่า 6% ทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายไปสู่การโจมตีเรือและเส้นทางขนส่งน้ำมันมากขึ้น รวมถึงกลุ่ม Houthi เข้ายึดท่าเรือ Mocha ในเยเมน ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ต่ำกว่าปกติอย่างมาก ทำให้ตลาดเพิ่ม Geopolitical Risk Premium ในราคาพลังงานอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงาน PPI เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% MoM ตามคาด แต่เร่งขึ้นเป็น 5.4% YoY จาก 4.8% ในเดือนก่อน โดยราคาสินค้าผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 1.1% MoM และราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 4.2% ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึง 24.1% MoM สะท้อนว่าแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ต้นทุนการผลิตอย่างชัดเจนมากขึ้น
แม้ Headline PPI จะออกมาตามคาด แต่รายละเอียดภายในยังสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าบริการสายการบินและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคำนวณ PCE Inflation ที่ Fed ให้ความสำคัญ ส่งผลให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือน ก.ย. เป็นประมาณ 70% จากราว 62% ก่อนประกาศ PPI
จึงมีแรงขายพันธบัตรทำให้ U.S. 10Y Treasury Yield ขึ้นใกล้ 5% และทำระดับสูงสุดในราว 3 ปี ขณะที่ 30Y Yield พุ่งแตะ 5.37% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือเกือบ 19 ปี สะท้อนแรงกดดันทั้งจาก Fed Hike Expectations, Inflation Risk และความกังวลด้าน Supply ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายวงเงิน Buyback พันธบัตรระยะยาวเป็นสูงสุด 6 พันล้านดอลลาร์ แต่ไม่สามารถหยุดแรงขายได้ เนื่องจากขนาดมาตรการยังเล็กเมื่อเทียบกับตลาด Treasury โดยรวมและต่ำกว่าที่นักลงทุนบางส่วนคาดหวัง
ดัชนีที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กันยายน 2026)
- Brent Crude ปิดที่ $107.63/bbl +6.34%
- WTI Crude ปิดที่ $102.48/bbl +6.69%
- U.S. PPI เดือน ส.ค. +0.4% MoM / +5.4% YoY
- Core PPI เดือน ส.ค. +0.2% MoM / +4.6% YoY
- U.S. 2Y Treasury Yield : 4.58% +16 bps
- U.S. 10Y Treasury Yield : 4.95% +11 bps แตะระดับสูงสุดในเกือบ 3 ปี
- U.S. 30Y Treasury Yield : 5.37% +8 bps ทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ ปี 2007 หรือมากกว่า 19 ปี
- Fed September Hike Probability เพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 70% หลัง PPI จากราว 62% ก่อนประกาศข้อมูล
มุมมองจาก K WEALTH
K WEALTH ประเมินว่า การปรับขึ้นแรงของ Bond Yield รอบล่าสุดเป็นการ Repricing ความเสี่ยงจาก Oil Shock และ Inflation ที่เพิ่มโอกาส Fed Hike มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ โดย K WEALTH CIO ยังคงมองว่า Fed มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ซึ่ง CPI ที่ประกาศคืนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วในเดือน ก.ย. หรือเลื่อนไปช่วงปลายปี
ทั้งนี้ การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ยังมีลักษณะเป็น Insurance Hike เพื่อควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อ มากกว่าการเข้าสู่ Tightening Cycle เต็มรูปแบบ สอดคล้องกับตลาด OIS ที่เคย Price-in จำนวนการขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดเพียง 2.47 ครั้ง ก่อนลดลงเหลือประมาณ 2 ครั้งภายในปลายปี 2027 ขณะที่ Bond Yield ได้ปรับขึ้นสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไปมากแล้ว โดยตั้งแต่ต้นปี U.S. 2Y, 10Y และ 30Y Yield เพิ่มขึ้น 89.2, 61.4 และ 39.9 bps ตามลำดับ โดยเฉพาะ Short-end ที่ปรับขึ้นมากที่สุด สะท้อนว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงจาก Fed Hike และ Terminal Rate ไปมากพอสมควรแล้ว
คำแนะนำจาก K WEALTH
- Global Bond: เช่น K-GDBOND-A(A) K WEALTH ยังคงแนะนำ ทยอยสะสมตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเน้น Intermediate Duration เพื่อรับ Carry ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ ขณะที่ Bond Yield ได้สะท้อนความเสี่ยง Fed Hike ไปมากแล้ว หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งตาม Base Case และไม่ได้ส่งสัญญาณ Tightening ต่อเนื่อง มีโอกาสที่ Yield จะทรงตัวหรือทยอยปรับลง เปิดโอกาสสร้าง Total Return จากทั้ง Carry และ Capital Gain
- ตราสารหนี้ไทย: แม้การปรับขึ้นของ U.S. Treasury Yield อาจกดดัน Thai Bond Yield ระยะกลาง–ยาวในระยะสั้น แต่ปัจจัยในประเทศยังช่วยจำกัดแรงส่งผ่าน เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1.00% จึงยังแนะนำ ทยอยสะสมตราสารหนี้ไทยคุณภาพดีในช่วง Short-to-Medium Duration เช่น K-SF-A เพื่อรับ Carry พร้อมช่วยลดความผันผวนจาก Global Yield
- น้ำมัน: เช่น K-OIL ราคาที่ปรับขึ้นแรง มี Geopolitical Risk Premium สูง และมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานหากสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ที่มีสถานะและมีกำไรสามารถทยอยล็อกกำไรบางส่วน พร้อมจำกัดน้ำหนักสินทรัพย์ Commodity ในพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SF-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8 ได้แก่ K-OIL
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ได้แก่ K-SF-A นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-GDBOND-A(A), K-OIL
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 K-SF-A, T+2 ได้แก่ K-GDBOND-A(A), T+3 ได้แก่ K-OIL