-
ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 2 ปีติดต่อกัน (ในปี 2024 = +27% และ ในปี 2025 = +64%) แต่ในปี 2026 อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้ออยู่
-
ตลาดให้ความสำคัญกับ อัตราเงินเฟ้อ มากกว่า ความกังวลเรื่องความขัดแย้ง ทำให้ราคาทองคำยังถูกกดดัน
-
K WEALTH CIO แนะนำมีทองคำในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่มีทองคำในพอร์ต ควรรอประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน แต่ถ้ามีอยู่แล้ว ไม่ควรมีเกินกว่าสัดส่วนที่แนะนำ
เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำ
ด้วยสถานการณ์ก่อนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในระดับเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้อัตราเงินเฟ้อและ Bond Yield ปรับพุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อตลาดหุ้นและตราสารหนี้ รวมถึงราคาทองคำ หากดูผลตอบแทนจากทองคำที่บวกมา 2 ปีติด (+27% ในปี 2024 และ +64% ในปี 2025) แต่ต้นปี 2026 กลับมีข่าวร้ายเรื่องสงคราม และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่จบ แต่ราคาทองคำไม่วิ่งตามข่าวร้าย โดยมีผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 29 พ.ค. 69) อยู่ที่ 5.8% แล้วแนวโน้มสถานการณ์ทองคำเป็นอย่างไร กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
3 ปัจจัยกับแนวโน้มราคาทองคำ ปี 2026
1.ตลาดให้น้ำหนัก อัตราเงินเฟ้อ มากกว่า ความกังวลความขัดแย้ง ทำให้ราคาทองคำยังมีการ Sideway หากมองสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดูยืดเยื้อ ก็อาจจะมองว่า ราคาทองคำจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ตลาดกลับให้ความสำคัญกับเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed ลง และล่าสุดจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payroll) ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปรับคาดการณ์จากคงดอกเบี้ยและชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เป็น มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้กดดันราคาทองคำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
2.สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยในตลาดทองคำมีเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำยังคงมีความผันผวนในระยะสั้น โดยขึ้นกับความต้องการและปริมาณทองคำ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยังทยอยเพิ่มสัดส่วนทองคำในเงินสำรองของประเทศ ส่งผลดีต่อราคาทองคำในระยะยาว
3.เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลง เนื่องจากยังเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย
คำแนะนำจาก K WEALTH CIO
K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อการลงทุนทองคำ โดยในระยะสั้นให้ระมัดระวังการพักฐาน โดยมีเป้าหมายราคาทองคำ บริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนในระยะยาวยังมีปัจจัยสนับสนุนอย่าง การทยอยซื้อทองคำของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เพื่อสะสมทุนสำรอง แต่ควรมีสัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ต ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่มีทองคำในพอร์ต ควรรอประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน แต่ถ้ามีอยู่แล้ว ไม่ควรมีเกินกว่าสัดส่วนที่แนะนำ
นอกจากทองคำ ยังแนะนำให้จัดพอร์ตแบบเน้นกระจายความเสี่ยง ผ่าน
- การลงทุนในกลุ่มกองทุนที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางในระดับปานกลางถึงต่ำ อย่างกองทุน K-GINFRA-A(D) และ K-ATECH เนื่องจากมีการกระจายตัวในหลายภูมิภาค หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานค่อนข้างจำกัด เช่น เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน
- กองทุนผสม (ตราสารหนี้ + หุ้นต่างประเทศ) โดย K WEALTH แนะนำลงทุนในกลุ่มกองทุน K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้และหุ้นในต่างประเทศ เนื่องจากกองทุน Multi-Asset มีสัดส่วนในตราสารหนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัว
- หากไม่ต้องการลงทุนในหุ้น หรือกังวลการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกคุณภาพดีผ่านกองทุน K-GDBOND
นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชัน Cash Back 0.2% สำหรับผู้ที่ตั้งแผนลงทุนแบบ DCA ในกลุ่มกองทุนหุ้นต่างประเทศ (FIF) หุ้นไทย (Equity) ผสม (Balanced) และ Tax Saving (RMF, Thai ESG) ขั้นต่ำเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป ภายใน 30 ธ.ค. 69 ศึกษาข้อมูลรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่
https://www.kasikornbank.com/th/promotion/pages/mutual-fund-dca-cashback.aspx
สำหรับมือใหม่เริ่มต้นลงทุนวันนี้เลยไม่ยาก แค่ลองย้ายเงินจากออมทรัพย์บน K PLUS ไปที่เมนูลงทุน

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย https://www.kasikornbank.com/th/personal/digital-banking/pages/kplus-investment.aspx
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-GDBOND: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-GINFRA-A(D), K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D) ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-GINFRA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-GDBOND, K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D): T+2
- K-GINFRA-A(D), K-ATECH: T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6