Moody’s "ปรับขึ้น" แนวโน้มเครดิตไทย สัญญาณดีต่อตราสารหนี้และหุ้นบางกลุ่ม

กดฟัง
หยุด
  • Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Stable (จาก Negative) สะท้อนความเสี่ยงประเทศที่ลดลง และช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน
  • ภาพรวมเป็นบวกต่อ “ตราสารหนี้” ผ่านแรงกดดันความเสี่ยงที่ผ่อนคลาย หลังจากที่กองทุนตราสารหนี้ที่ปรับตัวในช่วง มี.ค. 69 จาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง
  • ตลาดหุ้นไทยได้รับ sentiment เชิงบวก และมีโอกาสเกิด re-rating ในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม แต่ความต่อเนื่องยังต้องอาศัยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ผู้ที่ถือกองทุนหุ้นไทยสามารถถือต่อได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่ม

ล่าสุด สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้มีการ "ปรับขึ้น" แนวโน้มเครดิตประเทศไทย เป็น Stable จากเดิม Negative และ "คง" อันดับเครดิตที่ Baa1


เหตุผลหลัก ในการปรับแนวโน้มเครดิตประเทศไทย

  • การเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น จากการที่รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ลดความไม่แน่นอนนโยบายและเอื้อต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งจะสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตในอนาคตและส่งผลให้สถานะการคลังดีขึ้นได้
  • การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงด้านการเติบโตที่ชะลอลงต่อเนื่องของไทยลดลง โดยการอนุมัติคำขอลงทุน +66% YoY ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุด และนาไปสู่ realized investment ที่เพิ่มขึ้นตามมา
  • ความเสี่ยงจากผลกระทบภาษีการค้าสหรัฐฯ ลดลง หลังสหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีนาเข้าจากไทยอยู่ในระดับเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
  • ผลกระทบด้านราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในระดับเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน
  • พัฒนาการที่เป็นบวกด้านการลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม Moody’s ยังมองว่า

  • ประมาณการ GDP ปีนี้เติบโต 1.5% และเพิ่มเป็น 2.2% ในปีหน้า
  • ศักยภาพการเติบโตระยะยาวยังต่ำ ที่ประมาณ 2.5% ลดลงจากประมาณ 3% ช่วงก่อนโควิด เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านความสามารถแข่งขันที่ลดลง ประชากรสูงวัย และหนี้ครัวเรือนระดับสูง
  • หนี้รัฐบาลยังมีแนวโน้มเพิ่มจากระดับ 60% ของ GDP ในปี 2026 เป็น 62% ในปี 2028 ซึ่งถือว่าแย่กว่าประเทศอื่นๆ ที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน

มุมมองและผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

  • ภาพรวมความเสี่ยงประเทศดีขึ้น ต้นทุนความเสี่ยง (Risk Premium) ของไทยมีโอกาสลดลง โดยระดับ GDP ปี 2026 อยู่ในช่วงใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์
  • มีโอกาสด้านบวกในแง่สถานะการคลังที่ดีขึ้นได้อีก หากมีการจัดเก็บ VATเพิ่มขึ้นตามข่าว เนื่องจากการหารายได้ส่วนนี้ยังไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาในรอบการประเมินสถานะ Rating รอบนี้
  • การที่ Moody’s เน้นถึงปัจจัยเสถียรภาพรัฐบาล และโอกาสในการดำเนินนโยบายและการปฎิรูปที่ต่อเนื่องนั้น หากเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น รวมถึง Fund Flow และนำไปสู่ P/E multiple re-rating ได้สำหรับตลาดหุ้นไทย จากปัจจุบันที่ระดับ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2010 และตลาดหุ้นไทย trade ไม่เกินค่าเฉลี่ยมาตั้งแต่ปี 2024
  • ผลกระทบต่อต้นทุนกู้ยืมของบริษัทจดทะเบียนที่ลดลงอาจยังจำกัด เนื่องจากเป็นการปรับมุมมอง ยังไม่ใช่การปรับ Rating
  • โดยรวม Implication ต่อตลาดหุ้นไทย คือ “ความเสี่ยงลดลง” ไม่ใช่ “การเติบโตเร่งขึ้น” ซึ่งเป็นบวกในเชิง “ความเชื่อมั่น” และทำให้ Risk Premium ที่นักลงทุนเคยกังวล ปรับลดลง อย่างไรก็ดี การที่ตลาดหุ้นจะไปได้ต่อเนื่อง จะต้องอาศัยการเติบโตของ “กำไรบริษัทจดทะเบียน” มาสนับสนุน

มุมมองและผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้

  • การคงอันดับเครดิตที่ Baa1 สะท้อนสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการชำระหนี้ที่เพียงพอ
  • ขณะที่การปรับเพิ่มมุมมอง แนวโน้มเครดิต ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ และเป็นบวกต่อ sentiment การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในระยะข้างหน้า
  • อีกทั้งอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น

คำแนะนำกองทุนตราสารหนี้

  • กองทุนตราสารหนี้ ที่มี Duration ระยะกลาง ที่ส่วนใหญ่เป็นกองทุน T+2 (รับเงินค่าขายคืน 2 วันทำการถัดจากวันทำรายการขายคืน) เช่น K-FIXED, K-FIXEDPLUS, K-FIXEDPRO
    • สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพิ่ม แม้มีปัจจัยบวกจากการปรับแนวโน้มเครดิต แต่ในมุมมองที่ว่า Yield ในตลาดปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 25 bps. (ขึ้นทั้งเส้น) คาดว่าผลตอบแทนในอีก 12 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นบวกได้เล็กน้อย แต่ถ้าหาก Yield ปรับเพิ่มขึ้นอีก 50 bps. ก็อาจจะประสบภาวะขาดทุนได้ ดังนั้นนักลงทุนที่รับความผันผวนไม่ได้ แนะนำเป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้น (T+1) แทน เช่น K-SF ที่เหมาะกับการลงทุน 1-3 เดือน หรือ K-SFPLUS ที่เหมาะกับการลงทุน 3-6 เดือน
    • สำหรับผู้ที่ถืออยู่แล้ว และยังไม่มีแผนที่จะใช้เงินในระยะนี้ แนะนำให้ถือลงทุนต่อ ซึ่งจำนวนเดือนที่จะคืนทุนอาจจะใช้เวลาที่นานเล็กน้อย
  • กองทุนตราสารหนี้ ที่มี Duration ระยะยาว เช่น K-ESGSI-A, K-ESGSI-ThaiESG
    • เนื่องด้วยเป็นไปตามลักษณะนโยบายการลงทุนของกองทุน ESG ที่ทำให้กองทุนนี้มี Duration ที่ยาวมากประมาณ 9 ปี ทำให้กองทุนจะมีความผันผวนที่สูงกว่ามาก นักลงทุนที่ขาดทุนอาจใช้เวลาในการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจะยาวนาน
    • สำหรับนักลงทุนที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและรับความผันผวนไม่ได้มาก อาจพิจารณาสับเปลี่ยน (Switch) ออกจาก K-ESGSI-ThaiESG แล้วย้ายไปเข้า K-ESGBF-ThaiESG ที่มี Duration ที่สั้นกว่าคือประมาณ 4 ปี เพื่อลดความผันผวนของราคาและยังคงสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อ

คำแนะนำกองทุนหุ้นไทย

  • การปรับมุมมองเครดิตของประเทศไทยขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นผลบวกกับหุ้น big cap เช่น ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน ที่มีโอกาสได้รับการ Re-rating จากความเสี่ยงที่ลดลงด้านการเติบโตของประเทศ และโอกาสรับ Fund Flow ต่างชาติ โดยกองทุน K-VALUE ของ บลจ.กสิกรไทย เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นปันผล มีสัดส่วนการลงทุนใน big cap เช่น ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน รวมกันประมาณ 70% (ณ 31มี.ค. 2026)
  • อย่างไรก็ตาม K WEALTH ยังคงมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อภาพรวมการลงทุนหุ้นไทย
    • หากถือลงทุนในหุ้นไทยและกองทุนหุ้นไทย รวมกันไม่เกิน 20%ของเงินลงทุน ยังคงสามารถถือต่อได้ แต่หากถือเกิน 20% แนะนำหาโอกาสปรับลดหรือสับเปลี่ยนเงินลงทุน
    • หากมีเงินต้องการลงทุนเพิ่ม ยังไม่แนะนำลงทุนกองทุนหุ้นไทยเพิ่ม แต่แนะนำให้ลงทุนกลุ่มกองทุนผสม ที่กระจายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ เช่น K WealthPLUS Series และหรือลงทุนในหุ้นหรือกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวจำกัดต่อราคาพลังงานที่ผันผวนในปัจจุบัน เช่น K-CHANGE, K-GINFRA, KT-HEALTHCARE, SCBRS2000, K-ATECH, ES-GTECH
หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SF K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-ATECH K-GINFRA-A(D) K-CHANGE-A(A) SCBRS2000 ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7 ได้แก่ KT-HEALTHCARE ES-GTECH
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SFPLUS-A นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ SCBRS2000 นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 50%ของเงินลงทุนต่างประเทศ K-SF ได้แก่ นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D) K-CHANGE-A(A) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SF K-SFPLUS-A T+2 ได้แก่ SCBRS2000 T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D) K-ATECH K-CHANGE-A(A) KT-HEALTHCARE ES-GTECH T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top