-
ทีม K WEALTH มีการเปลี่ยนวิธีการจัดอันดับกองทุนยอดนิยม เป็นการดูจำนวนรายการลงทุน (Transaction) จากเดิมที่วัดผลจากการดูยอดขาย (Sales Volume) เพราะทีมเชื่อว่าจำนวนรายการลงทุน สะท้อนความเป็นกองทุนยอดนิยมได้ชัดเจนกว่า โดยเดือนแรกของปี 2569 จำนวนรายการซื้อเข้าลงทุนในกองทุนหุ้นดัชนีสหรัฐฯ อย่าง K-US500X-A(A), K-USXNQ-A(A) และ K-USXNQ-A(D) มากที่สุด โดยทั้งดัชนี S&P 500 และ ดัชนี NASDAQ ต่างทำสถิติ All Time High อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง K WEALTH มีมุมมองเป็นกลางต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจาก Valuation อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหุ้น Tech ขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้า เสี่ยงที่จะย่อตัวแรงได้ ในขณะที่หุ้นขนาดกลาง-เล็ก มีแนวโน้มกำไรเติบโตในปีนี้ สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ยังคงได้ประโยชน์ในระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Second wave เช่น Utilities ยังมี Valuation ที่ต่ำ ในขณะที่กองทุนทองคำ K-GOLD-A(A) และ K-GOLD-A(D) ก็เป็นกองทุนยอดฮิตในลำดับถัดมา โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง บริเวณ 5,500 USD/Oz ช่วงสิ้นเดือน ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง K WEALTH มีมุมมองเป็นกลางต่อการลงทุนทองคำ จากแนวโน้มระยะสั้น ที่มีการปรับฐานมาจากแรงเทขายทำกำไรและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ภายหลังการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่ ทำให้ในระยะสั้นราคาจะมีความผันผวน และอาจเผชิญแรงเทขาย อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนในระยะยาวที่แข็งแกร่งจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความต้องการถือทองคำของธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ผ่านกองทุน ETF หากมาดูกองทุนยอดฮิตในการทำ DCA ของ บลจ.กสิกรไทย ถูกสอดแทรกจากกองทุนผสม ในตระกูล K-WealthPLUS Series อย่าง K-WPBALANCED และ K-WPSPEEDUP ที่เป็นกองทุนผสม (ตราสารหนี้และหุ้นต่างประเทศ) ทาง K WEALTH แนะนำให้มีติดพอร์ตเพื่อเป็น Core Port ซึ่งได้ประโยชน์จาก ตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนเชิงบวก แม้จะมีประเด็นภูมิรัฐศาสตร์จาก Greenland แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและกำไรระยะสั้น มีจำกัด นักลงทุนจึงยังไม่ลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลักของโลกยังยืนอยู่ได้ และเน้นปัจจัยเศรษฐกิจมากกว่า ส่วนการประชุม Fed ตอกย้ำภาพ Soft Landing และเปิดทางสู่การลดอัตราดอกเบี้ยในรอบถัดไป หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อตราสารหนี้
-
สำหรับกองทุนจาก บลจ.อื่นๆ ก็เป็นทิศทางเดียวกัน คือ มีจำนวนรายการเข้าลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เช่น SCBS&P500 ASP-S&P500-A SCBS&P500A และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุ อย่าง KT-PRECIOUS และ ทองคำ อย่าง DAOL-GOLD ส่วนกองทุนยอดฮิตสำหรับการทำ DCA ที่ยังเป็นกองทุน 5 กองทุนเดิม
คำแนะนำจาก K WEALTH CIO ยังแนะนำให้จัดพอร์ตแบบเน้นกระจายความเสี่ยง ผ่าน
- การกระจายไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เช่น ดิจิทัล (Data Center)-ไฟฟ้า-ระบบขนส่ง ซึ่งเป็นธีมระยะยาวของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างกองทุน K-GINFRA-A(D) ที่ลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน
- กองทุนผสม (ตราสารหนี้ + หุ้นต่างประเทศ) โดย K WEALTH แนะนำลงทุนใน K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนในต่างประเทศ เนื่องจากกองทุน Multi-Asset ที่มีสัดส่วนในตราสารหนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัว
- หากไม่ต้องการลงทุนในหุ้น หรือกังวลการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกคุณภาพดีผ่าน K-GDBOND ที่จะได้ประโยชน์จากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่ยังมีแนวโน้มลงต่อ จากความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่น Cash Back 0.2% สำหรับผู้ที่ตั้งแผนลงทุนแบบ DCA ในกลุ่มกองทุนหุ้นต่างประเทศ (FIF) หุ้นไทย (Equity) ผสม (Balanced) และ Tax Saving (RMF ThaiESG) ขั้นต่ำเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป ภายใน 30 ธ.ค. 69 ศึกษาข้อมูลรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/th/promotion/pages/mutual-fund-dca-cashback.aspx
สำหรับมือใหม่เริ่มต้นลงทุนวันนี้เลยไม่ยาก แค่ลองย้ายเงินจากออมทรัพย์บนแอป K PLUS ไปที่เมนูลงทุน

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย https://www.kasikornbank.com/th/personal/digital-banking/pages/kplus-investment.aspx