-
กองทุนสินทรัพย์เสี่ยงยอดฮิตในเดือน ก.ย. 69 ได้แก่ กองทุนหุ้นดัชนีสหรัฐฯ K-US500X-A(A), K-USXNDQ-A(A), K-USXNDQ-A(D), SCBS&P500 และ SCBS&P500A กองทุนผสม K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE กองทุนทองคำ K-GOLD-A(A) และกองทุนหุ้นโลก K-WORLDX
-
กองทุนหุ้นดัชนี S&P500 เข้าอยู่ในโผกองทุนยอดฮิต จาก 2 บลจ. ได้แก่ กองทุน K-US500X-A(A), SCBS&P500, SCBS&P500A สะท้อนความต้องการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
-
K WEALTH CIO ยังคงแนะนำจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset โดยให้น้ำหนักหุ้นคุณภาพที่ได้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับหุ้นสหรัฐฯ ขนาดกลาง-เล็ก หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มการเงิน และทยอยสะสมตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกและเอเชีย
เกิดอะไรขึ้นกับสินทรัพย์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยประกาศผลออกมา ในขณะที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน สรุปภาพรวมได้ดังนี้
ประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ Q2/69 ยังแข็งแกร่งและการลงทุนด้าน AI ที่อยู่ในระดับสูง เช่น Nvidia ที่รายงานผลประกอบการและแนวโน้มรายได้ดีกว่าคาด พร้อมคาดการณ์การเติบโตของรายได้ปีหน้าราว 70% ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีและ Semiconductor เป็นผู้นำตลาด และช่วยให้ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปิดเดือนสิงหาคมเป็นบวก โดย Nasdaq ทำผลงานโดดเด่นที่สุด อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มมีความผันผวนและกระจุกตัวมากขึ้น เนื่องจาก Valuation ของหุ้นเทคฯ อยู่ในระดับสูง ขณะที่ Bond Yield ที่ปรับขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อหุ้น Growth
เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย กดดันให้ Fed กลับมามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น (Hawkish)
ปัจจัยเงินเฟ้อที่ยังคงมีดวามเสี่ยง โดยในช่วงครึ่งหลังของเดือน หลัง PCE สหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 3.7% YoY และ Core PCE 3.3% YoY ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed ขณะที่สงครามสหรัฐฯ– อิหร่านกลับมายกระดับช่วงปลายเดือน ส่งผลให้ Brent ปิดเดือนที่ $90.49 ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงาน ประกอบกับประธาน Fed Kevin Warsh ส่งสัญญาณ Hawkish ที่ Jackson Hole โดยย้ำว่า Fed ยังมี “งานต้องทำ” หากเงินเฟ้อไม่กลับสู่เป้าหมาย ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเป็นมากกว่า 65% และ US 10-Year Treasury Yield พุ่งแตะ 4.768% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 สะท้อนว่าตลาดเข้าสู่ปลายเดือนด้วยความเสี่ยง Higher-for-Longer มากขึ้น
สาเหตุที่ทำให้กองทุนกลุ่มนี้ขายดี
กลุ่มกองทุนหุ้นดัชนีสหรัฐฯ: K-US500X-A(A), K-USXNDQ-A(A), K-USXNDQ-A(D), SCBS&P500, และSCBS&P500A
สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดในเดือน ส.ค. ที่หุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากผลประกอบการและการลงทุนด้าน AI โดย Nasdaq, S&P 500 และ Dow Jones ปรับตัวเป็นบวกในเดือนดังกล่าว ถึงแม้หุ้นสหรัฐฯ จะเน้นหุ้นคุณภาพที่มีกำไรและกระแสเงินสดแข็งแรง รวมถึงผู้ได้ประโยชน์ในห่วงโซ่ AI มากกว่าการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท โดยยังมองหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มี Valuation น่าสนใจกว่าเป็นอีกส่วนที่ช่วยกระจายโอกาสลงทุน
กลุ่มกองทุนผสม: K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE
ในภาวะที่ตลาดผันผวนจากทั้งความขัดแย้งตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้กองทุนผสมที่มีตัวช่วยบริหารความเสี่ยงอัตโนมัติ (Rebalancing) แทนการเลือกหุ้นเดี่ยวๆ เอง ซึ่งเห็นได้จากกองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series ที่ติดโผกองทุนยอดฮิตถึง 3 กองทุนพร้อมกัน สะท้อนความต้องการกระจายความเสี่ยงในภาวะตลาดที่คาดเดาทิศทางได้ยาก
กลุ่มกองทุนทองคำ: K-GOLD-A(A)
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย บวกกับความกังวลด้านฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนยังมองทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Safe Haven) ที่ขาดไม่ได้ในพอร์ต แม้ราคาทองคำจะเผชิญความผันผวนจาก Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อและการคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่อยู่ในระดับสูงก็ตาม
กลุ่มกองทุนหุ้นโลก: K-WORLDX
เมื่อหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech เริ่มแสดงความผันผวนจากความคาดหวังผลตอบแทน AI ที่แตกต่างกันในแต่ละบริษัท นักลงทุนบางส่วนเริ่มหาทางเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงออกจากการกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐฯ อย่างกองทุน K-WORLDX ที่กระจายการลงทุนไปยังหุ้นทั่วโลก จึงกลับมาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
มุมมองของ K WEALTH CIO ประจำเดือนกันยายน 69
K WEALTH ยังคงแนะนำการลงทุนแบบ Multi-Asset โดยให้ความสำคัญกับหุ้นคุณภาพที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีโลก ควบคู่กับหุ้นสหรัฐฯ ขนาดกลาง-เล็ก หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มการเงิน ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวและระดับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่สูง พร้อมทยอยสะสมตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกและเอเชีย เพื่อรับอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับน่าสนใจ และเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตท่ามกลาง Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
มุมมองรายสินทรัพย์
-
หุ้นสหรัฐฯ: เศรษฐกิจและการลงทุนภาคธุรกิจยังแข็งแรง โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI แต่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายและดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ Valuation ของหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับขึ้นมามากมีความเปราะบางต่อผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด แนะนำเน้นหุ้นคุณภาพที่มีกำไรและกระแสเงินสดแข็งแรง รวมถึงกลุ่ม Mid-Small Cap ที่มี Valuation ต่ำกว่า มากกว่าการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท
-
หุ้นทั่วโลก K-WORLDX: เป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐฯ และเปิดโอกาสรับการเติบโตจากภูมิภาคอื่นที่ยังมี Valuation น่าสนใจกว่า
-
กองทุนผสม K-WealthPLUS Series: ยังคงเหมาะเป็น Core Portfolio ในภาวะที่ตลาดผันผวนจากความไม่แน่นอนหลายด้าน เพราะมีการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามโมเดลที่พัฒนาร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management ช่วยลดภาระในการจับจังหวะตลาดเอง โดยกองทุนผสมแบ่งตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
- K-WPBALANCED: ความเสี่ยงปานกลาง เน้นความเสถียร โดยมีสัดส่วนหุ้นประมาณ 30%
- K-WPSPEEDUP: เพิ่มสัดส่วนหุ้นเพื่อเร่งผลตอบแทน โดยมีสัดส่วนหุ้นประมาณ 65%
- K-WPULTIMATE: ลุ้นผลตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนหุ้นสูงสุด ประมาณ 85%
-
ทองคำ K-GOLD-A(A): แม้ Bond Yield และ Real Yield สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำและกดดันราคาในระยะสั้น แต่ปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างยังแข็งแกร่ง ทั้งความกังวลต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการสะสมทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก จึงยังแนะนำถือเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงในสัดส่วนที่เหมาะสม (ไม่เกิน 5%-10% ของพอร์ต)
บทสรุป
กองทุนขายดีอาจไม่สอดคล้องกับ "กองทุนแนะนำ" เสมอไป สิ่งสำคัญคือ การทำความเข้าใจว่าเป้าหมายของการลงทุนซื้อขายในแต่ละครั้งคืออะไร และเพื่ออะไร เช่น เน้นผลตอบแทนสูง ระยะเวลาลงทุนสั้น หรือ ความสำคัญของเป้าหมายที่พลาดไม่ได้ ในภาวะที่ตลาดโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ย และความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี การกระจายความเสี่ยงผ่านพอร์ตแบบ Multi-Asset ยังเป็นแนวทางที่ K WEALTH CIO แนะนำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนสามารถใช้ทางเลือกการลงทุนแบบตัดบัญชีเงินฝากเพื่อซื้อกองทุนอัตโนมัติ (Dollar Cost Averaging: DCA) ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และถือเป็นการออมเงินไปด้วย
สำหรับมือใหม่เริ่มต้นลงทุนวันนี้เลยไม่ยาก แค่ลองย้ายเงินจากออมทรัพย์บน K PLUS ไปที่เมนูลงทุน

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย
https://www.kasikornbank.com/th/personal/digital-banking/pages/kplus-investment.aspx
อ่านบทความกองทุนขายดีประจำเดือน ย้อนหลัง
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE, K-US500X-A(A), K-USXNDQ-A(A), K-USXNDQ-A(D), SCBS&P500, SCBS&P500A, K-WORLDX: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- K-GOLD-A(A) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GOLD-A(A): ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- SCBS&P500, SCBS&P500A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 95% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-USXNDQ-A(A), K-USXNDQ-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-US500X-A(A), K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE, K-WORLDX: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-GOLD-A(A), SCBS&P500, SCBS&P500A: T+2
- K-US500X-A(A), K-USXNDQ-A(A), K-USXNDQ-A(D), K-WORLDX: T+3
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6