-
เศรษฐกิจไทย ปี 69 มีโอกาสโตเพียง 1.9% หากสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมันไม่ได้เลวร้ายไปกว่านี้ แต่หากราคาน้ำมันอยู่เกิน 130 ดอลลาร์/บาร์เรล นานเกิน 3 เดือน เศรษฐกิจมีโอกาส ขยายตัวใกล้ศูนย์
-
ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็ว แรง และเหวี่ยงมากขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ โดยเงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนต่อได้อีก แม้ไทยจะได้นายกคนใหม่แล้วก็ตาม
-
นักลงทุนระยะยาว ที่รับความผันผวนได้ แนะนำพิจารณากระจายไปยังกองทุนตราสารหนี้โลก และใช้จังหวะตลาดปรับฐานทยอยสะสม เช่น K-GDBOND-A(A) หรือกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมผสม K WealthPLUS Series เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
GDP ไทย 2569 โตเพียง 1.9%
เศรษฐกิจไทยปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ว่า GDP จะเติบโตเพียง 1.9% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.4% เมื่อไม่มีสถานการณ์ใดนอกเหนือความคาดหมาย (กรณีฐาน / Baseline) แต่หากราคาน้ำมันโลกยืน เกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรลใน 1–3 เดือนข้างหน้า จะเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยชัดเจน และอาจทำให้ GDP ลดลงจากประมาณการเดิมราว 0.2–0.7% แต่ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันปรับขึ้น เกิน 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และยืนสูงเกิน 3 เดือน ความเสี่ยงจะยกระดับทันที โดยเงินเฟ้อไทย อาจสูงเกิน 3% และเศรษฐกิจมีโอกาส ขยายตัวใกล้ศูนย์
ตลาดกังวลเงินบาทอ่อนเร็วเกินไป
การที่ Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% และยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอลลาร์มีแรงหนุนต่อ และกดดันเงินบาทในช่วงที่ไทยเผชิญแรงกระแทกจากราคาน้ำมันพร้อมกัน
ค่าเงินบาท ณ 19 มี.ค. 69 เปิดที่ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 32.37 สะท้อนว่าตลาดค่าเงิน เข้าสู่ภาวะอ่อนเร็วและเหวี่ยงแรงขึ้น ไม่ใช่เพียงอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป
โดยความผันผวนรายวันของเงินบาทเริ่มกว้างขึ้นชัดเจน ตลาดจึงไม่ได้กังวลเพียงระดับปลายทางของค่าเงิน แต่กังวล “ความเร็ว” และ “ความเหวี่ยง” ระหว่างทางด้วย ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจผู้นำเข้าที่มีภาระดอลลาร์ และผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
หากมองภาพตั้งแต่ต้นปี ทิศทางเงินบาทถือได้ว่า พลิกเร็วมาก โดยช่วงปลายเดือนมกราคมเงินบาทยังแข็งค่าจากต้นปีราว 1.1%–1.2% แต่เมื่อเข้าสู่มีนาคม ทิศทางกลับด้านจากแรงกดดันของดอลลาร์แข็งและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้มุมมองตลาดเปลี่ยนจาก “กังวลบาทแข็ง” มาเป็น “กังวลบาทอ่อนเร็วเกินไป”
ทรัมป์ อาจต้องเร่ง “ปิดเกม” สงคราม
การเมืองสหรัฐฯ เป็นอีกตัวแปรที่ตลาดเริ่มจับตา โดย Reuters รายงานว่าภายในทำเนียบขาวมีการถกเถียงกันมากขึ้นว่า สงครามที่ยืดเยื้ออาจกระทบโอกาสของรีพับลิกันใน midterm election และยังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานในสหรัฐฯ เอง ดังนั้น ตลาดจึงมองว่า ปธน.ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะเร่งหาทาง “ปิดเกม” หรืออย่างน้อยต้องลดความร้อนแรงของสถานการณ์ก่อนต้นทุนทางการเมืองจะสูงกว่านี้
อย่างไรตามแม้ว่า ปธน.ทรัมป์ อาจอยากให้สงครามจบเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสงครามจะจบเร็วโดยอัตโนมัติ หากยังไม่มีทางลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ความผันผวนของน้ำมัน ดอลลาร์ และเงินบาทก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป
ไทยได้นายกฯ ใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์
ที่ประชุมรัฐสภา 19 มี.ค. 69 มีมติเลือก นาย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียง 293 เสียง โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคพันธมิตรอื่นๆ ส่งผลให้รัฐบาลมีเสียงรวมกว่า 290 เสียง ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในระดับที่บริหารได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ท่าทีไม่เป็นเอกภาพ 100% ทำให้เสถียรภาพในระยะกลางยังต้องติดตาม
มุมมองค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็ว แรง และเหวี่ยงมากขึ้น เป็นสัญญาณที่น่ากังวลต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ หากราคาน้ำมันยังสูง และ Fed ยังไม่เปิดทางผ่อนคลายชัดเจน บาทยังมีความเสี่ยงอ่อนต่อได้อีก แม้ในระยะสั้นอาจมีจังหวะรีบาวด์ตามข่าวการเมืองหรือการคลี่คลายของสงครามก็ตาม
- มุมมองระยะสั้น: ค่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากสถานการมีแนวโน้มไปในทางลบ ตลาดอาจกลับมาเปิดรับความเสี่ยงน้อยลง ดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และจะยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้มากกว่าที่ประเมินไว้
-
มุมมองทางเทคนิค:
- ค่าเงินบาทกำลังเข้าใกล้แนวต้านหลักที่ 32.75–32.80 ซึ่งเป็นระดับสำคัญในระยะสั้น โดยสัญญาณจาก RSI บ่งชี้ว่าราคาอาจเริ่มมีจังหวะพักฐานเมื่อทดสอบโซนดังกล่าว อย่างไรก็ดี ภายใต้ Momentum ปัจจุบัน ประเมินว่าการพักตัวเป็นเพียงระยะสั้น และยังเปิดโอกาสให้ราคาขึ้นไปทะลุแนวต้านแรกได้
- หากค่าเงินบาทผ่าน 32.75–32.80 ไปได้ แนวต้านถัดไปจะอยู่ที่ 33.10–33.30 และมีโอกาสขยับขึ้นต่อไปยังบริเวณ 33.50 ได้
- ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 32.20–32.30 แต่ด้วยทิศทาง Momentum ที่ยังแข็งแรง โอกาสย่อลงลึกถึงกรอบแนวรับดังกล่าวอาจยังจำกัด
มุมมองตลาดหุ้นไทย (SET)
- ระยะสั้น: มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนที่เพิ่มขึ้น มีโอกาสเห็น Fund Flow ต่างชาติไหลกลับกลุ่มที่มีแนวโน้ม Outperform ได้แก่
- กลุ่มธนาคาร (เชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ)
- กลุ่มค้าปลีก (อานิสงส์นโยบายกระตุ้น)
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (โครงการภาครัฐ)
-
ระยะถัดไป : ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐ แต่หากมีความล่าช้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี หรือมีความขัดแย้งภายในอาจส่งผลกระทบกับตลาดได้
มุมมองตราสารหนี้ไทย
- ระยะสั้น Bond Yield อาจมีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยสะท้อนความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังได้รัฐบาล
- ระยะถัดไป: ต้องติดตามนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ หากมีการใช้งบประมาณขนาดใหญ่ อาจทำให้ Supply พันธบัตรเพิ่ม และกดดัน Yield ให้ปรับขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงสงครามอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นระยะ
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม
- เสถียรภาพของรัฐบาลผสมในระยะต่อไป
- ความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ
- ความล่าช้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ความเสี่ยงสงครามและราคาพลังงานโลก
คำแนะนำการลงทุน
K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่วนกองทุนตราสารหนี้ไทยยังเป็นทางเลือกสำหรับพักเงินได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง
- นักลงทุนที่ รับความผันผวนได้น้อย และไม่ต้องการเห็นผลตอบแทนติดลบระยะสั้น อาจพิจารณา ลดสัดส่วนจากตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ไปยังตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SF-A K-SFPLUS-A
- นักลงทุนระยะยาว (ถือครอง >3 ปี) รับความผันผวนได้ และต้องการโอกาสผลตอบแทนสูงขึ้น อาจพิจารณา กระจายไปยังกองทุนตราสารหนี้โลก และใช้จังหวะตลาดปรับฐานทยอยสะสม เช่น K-GDBOND-A(A) หรือกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมผสม K WealthPLUS Series เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
ตัวอย่างกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย
- K-SF-A Duration เฉลี่ย 3-6 เดือน แนะนำลงทุน 1-3 เดือน
- K-SFPLUS-A Duration เฉลี่ย 6-12 เดือน แนะนำลงทุน 3-6 เดือน
- K-FIXED-A Duration เฉลี่ย 2-4 ปี แนะนำลงทุน 1-1.5 ปี
- K-FIXEDPLUS-A Duration เฉลี่ย 2-4 ปี แนะนำลงทุน 1-1.5 ปี
- K-FIXEDPRO: Duration ยืดหยุ่น แนะนำถือครองอย่างน้อย 1.5 ปี
- K-GDBOND-A(A): กองทุนตราสารหนี้โลก กระจายลงทุนหลายประเภททั่วโลก
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) , K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-GDBOND-A(A), K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A T+2 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP