Fed BOJ พร้อมใจคงดอกเบี้ย เตรียมรับมือเงินเฟ้อจากสงคราม

กดฟัง
หยุด
  • ธนาคารกลาง Fed และ BOJ มีมติคงดอกเบี้ย โดยให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่จากราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ส่งผลให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยอาจช้ากว่าที่ตลาดคาด
  • ท่าที Fed ที่ค่อนข้างเข้มงวดและเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันราคาทองคำปรับลง ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ ราคาน้ำมันสูง ตลาดแรงงาน และความไม่แน่นอนของนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์
  • K WEALTH ประเมินฐานการณ์ยังไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ความผันผวนพลังงานยังสูง แนะนำกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ สำหรับกองทุนที่อ่อนไหวต่อ sentiment เช่น K-INDIA, K-CHINA แนะนำรอประเมินสถานการณ์ระยะสั้นก่อน

ผลการประชุมธนาคารกลางหลักของโลก อย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วง 18-19 มี.ค. 68 ได้มีมติออกมาในแนวทางเดียวกัน คือ คงอัตราดอกเบี้ย โดยหนึ่งในปัจจัยที่ตรงกัน คือ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง


I: Feb คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75%

  • 18 มี.ค. 69 Fed มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ตามคาด โดยเน้นรอดูสถานการณ์หลังความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ประธาน Fed ส่งสัญญาณว่าสงครามอิหร่านอาจกระทบเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงาน ทำให้ยังไม่มั่นใจว่าจะลดดอกเบี้ยได้เร็ว
  • Fed ย้ำ การลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปจะขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

จากการที่ Fed สะท้อนท่าที Hawkish (ท่าทีหรือนโยบายการเงินที่แข็งกร้าวต่อเงินเฟ้อ) เพิ่มจากการประชุมครั้งก่อน พร้อมความไม่แน่นอนต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า จึงกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงแรงถึง -3.74% แม้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางก็ตาม


มุมมองการลงทุน จากการคงดอกเบี้ยของ Fed
  • การคงดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนว่า Fed กังวลเงินเฟ้อรอบใหม่จากน้ำมันมากกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  • แม้ยังอยู่ในแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง แต่จังหวะการลดดอกเบี้ยจะช้ากว่าที่ตลาดเคยคาด
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
  • ราคาน้ำมันที่ยังสูง อาจทำให้เงินเฟ้อลงยาก
  • ตลาดแรงงาน หากเริ่มอ่อนแรงอาจเกิดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ
  • ความไม่แน่นนอนของนโยบาย (Policy uncertainty) จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ (Geopolitics) และนโยบายการค้า (Trade policy)

II: BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.75%

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 8 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวในระดับปานกลาง โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโต ขณะที่การส่งออกและการผลิตยังซบเซา จากผลกระทบของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ BOJ คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาครัฐ และวงจรรายได้-การใช้จ่ายที่ปรับตัวดีขึ้น
  • ด้านเงินเฟ้อปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา จากราคาอาหารที่ชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าคาดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยความเสี่ยงหลักยังมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ BOJ ระบุว่าพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาดการณ์

มุมมองการลงทุน ญี่ปุ่น
  • คาดว่า BOJ จะยังคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง จากแรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเร่งความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่การขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน หากผลการเจรจาปรับขึ้นค่าจ้างของญี่ปุ่นออกมาแข็งแกร่ง
  • K WEALTH มีมุมมองระมัดระวังต่อพันธบัตรญี่ปุ่น เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการคลังของรัฐบาล
  • K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อหุ้นญี่ปุ่น แม้ชัยชนะถล่มทลายของพรรค LDP สร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลช่วยหนุนการผลักดันนโยบายต่างๆ และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ทำให้นักวิเคราะห์แห่ปรับเพิ่มคาดการณ์ EPS รวมถึงเทรนด์ปฏิรูปองค์กร (เร่งซื้อหุ้นคืนและลดถือหุ้นไขว้เพื่อดัน ROE) ยังเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มที่ BOJ จะทยอยขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับ Valuation ที่ตึงตัว ชี้ว่าตลาดรับรู้ความคาดหวังเชิงบวกไปพอสมควรแล้ว

III: อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ล่าสุด 19 มี.ค. 69 มีรายงานข่าวว่ากองทัพอากาศอิสราเอลได้โจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันขนาดใหญ่ของอิหร่าน ในพื้นที่แหล่งพลังงานสำคัญ ได้แก่ เซาท์พาร์ส และอาซาลูเยห์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านออกแจ้งเตือนให้ประชาชนในหลายประเทศอพยพจากพื้นที่แหล่งผลิตน้ำมันในประเทศเหล่านั้น เช่น ซาอุดิอาระเบีย, UAE และกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์แข็งค่า โดย Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +6.60%


ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อในภาพรวม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทั้ง Feb และ BOJ ให้ความสำคัญในการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น


K WEALTH มองว่ายังเป็น Base case โดยสถานการณ์แม้ยังตึงเครียดต่อเนื่อง แต่หลีกเลี่ยงการทำสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะรบกวนการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว (ไม่เกิน 3 เดือน) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเพิ่มสูงกว่า $100/bbl ได้ชั่วคราว อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสเพิ่มขึ้นราว 0.3%-0.4% และกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยออกไป


K WEALTH คาดว่าสถานการณ์น่าจะเข้าใกล้จุดตึงเครียดที่สุดของสงครามแล้ว เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ดำเนินเข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้ว และสถิติย้อนหลังของความไม่สงบในตะวันออกกลางชี้ว่าโดยเฉลี่ยตลาดจะถึงจุดต่ำสุดเฉลี่ยใน 20 วัน


ราคาน้ำมันยังคงผันผวนสูงตามข่าวและ Sentiment รายวันในระยะนี้ สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในกองทุนน้ำมัน แนะนำให้ขายทำกำไร เมื่อสถานการณ์ลดความรุนแรงลงหรือการขนส่งน้ำมันเริ่มผ่อนคลาย ราคาน้ำมันมีโอกาสย่อตัว


คำแนะนำสำหรับกองทุนที่ผู้ลงทุนถืออยู่ จาก K WEALTH

  • สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐอยู่ (เช่น K-USA) ซึ่ง K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral)
    • หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 30%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำถือต่อ (สัดส่วนถือครองสูงกว่ากองทุนหุ้นภูมิภาคอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักและขนาดใหญ่ของโลก)
    • หากมีสัดส่วนมากกว่า 30%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 30%
  • สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นญี่ปุ่นอยู่ (เช่น K-JP-A(D) K-JPX) ซึ่ง K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral)
    • หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำถือต่อ
    • หากมีสัดส่วนมากกว่า 20%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20%
  • สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนทองคำ (เช่น K-GOLD) หรือกองทุนน้ำมัน (เช่น K-OIL) อยู่ ซึ่ง K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral)
    • หากมีสัดส่วนรวมกันน้อยกว่า 20%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำถือต่อ
    • หากมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 20%ของเงินลงทุนโดยรวม แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20% หรือหากมีกำไรแนะนำขายทำกำไร เพื่อกระจายเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่น
  • สำหรับผู้ที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนอื่นๆ ที่อิงกับ sentiment ตลาดและเศรษฐกิจโลกสูง เช่น K-INDIA, K-CHINA และ ES-EG (กองทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่ลงทุนได้บน K+) แม้ยังสามารถ “ถือต่อ” ได้ (โดยแต่ละกลุ่มกองทุน ไม่ควรเกิน 20%ของเงินลงทุนโดยรวม) สำหรับผู้ที่มีสถานะอยู่แล้ว แต่แนะนำให้ “รอประเมินสถานการณ์ (wait and see)” สำหรับการลงทุนใหม่ในระยะสั้น เนื่องจากความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง

คำแนะนำการลงทุน จาก K WEALTH

  • นักลงทุนความเสี่ยงต่ำ (Conservative Investor)
    • ควรเน้นการรักษาเงินต้นและลดความผันผวนของพอร์ต โดยใช้ตราสารหนี้ไทย เช่น K-SF และ K-SFPLUS เป็นหลัก เพื่อพักเงินในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ผลตอบแทนระยะยาวอาจไม่โดดเด่นจากดอกเบี้ยขาลง แต่ยังเหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้จำกัด
  • นักลงทุนความเสี่ยงปานกลาง (Moderate Investor)
    • สามารถคงการลงทุนในกองทุนผสมหรือกองทุนที่มีการกระจายการลงทุน เช่น K WealthPLUS Series เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและราคาพลังงาน โดยแนะนำให้ “ถือต่อ” สำหรับผู้ที่มีสถานะ และ “ทยอยสะสม” สำหรับผู้ที่ยังไม่มี เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะกลาง-ยาว
  • นักลงทุนความเสี่ยงสูง (Aggressive Investor)
    • สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูง สามารถ “ทยอยสะสม” กองทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาพลังงาน เช่น K-CHANGE, K-GINFRA และ K-GHEALTH ซึ่งมี theme การลงทุนระยะยาวรองรับ

หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GHEALTH K-GINFRA-A(D) K-CHANGE-A(A)
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GHEALTH K-GINFRA-A(D) K-CHANGE-A(A) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SF-A K-SFPLUS-A T+4 ได้แก่ K-GHEALTH K-GINFRA-A(D) K-CHANGE-A(A) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top