ในทุกวิกฤตของตลาด มักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและความกังวลต่อเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก เหตุการณ์นี้อาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากอย่างที่หลายคนกังวล และอาจเปิดโอกาสให้กับสินทรัพย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพเต็มที่
วิกฤตพลังงานกับแรงกระเพื่อมของตลาดโลก
เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแรกที่ตลาดการเงินตอบสนองมักไม่ใช่ตัวเหตุการณ์เอง แต่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผ่าน ราคาพลังงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ การเติบโต และทิศทางนโยบายการเงิน
ในกรณีของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากเกิดการหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นมักตอบสนองต่อเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยการปรับตัวลงในระยะสั้น ก่อนที่จะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วเมื่อความกังวลของตลาดเริ่มคลี่คลาย
ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจรับแรงกระแทกได้ดีกว่า
แม้ว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก และพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นต่อราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
ในขณะเดียวกัน ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ยังคงขยายตัว ภาพเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรงเช่นนี้จึงช่วยรองรับตลาดหุ้น แม้จะเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
โอกาสของหุ้น Small Caps เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ส่งผลให้หุ้น Small Caps ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นในดัชนี Russell 2000 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทกว่า 2,000 บริษัทในเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีลักษณะสำคัญคือรายได้ส่วนใหญ่มาจากภายในประเทศ โดยเฉลี่ยประมาณ 80% ของรายได้มาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นอกจากนี้ หุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ ยังซื้อขายที่ระดับ Valuation ต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 25% ซึ่งใกล้ระดับต่ำสุดในอดีต
สะท้อนโอกาสในการฟื้นตัวหากเศรษฐกิจยังเติบโตต่อเนื่องและ sentiment ของตลาดเริ่มดีขึ้น ในระยะสั้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนหุ้นในกลุ่มพลังงาน วัสดุ และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนอยู่ใน Russell 2000 ค่อนข้างมาก
ด้วยเหตุนี้ หากความผันผวนของตลาดเริ่มลดลง หุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ ซึ่งยังตามหลังตลาดในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้โดดเด่น สังเกตได้จากแนวโน้มการปรับประมาณการของผลประกอบการบริษัทในดัชนี Russell 2000 เทียบกับ S&P500 ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่ดัชนียังไม่ได้ปรับขึ้นตามเท่าใดนัก

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ จาก Valuation หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในปีก่อนเริ่มตึงตัว ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปี เริ่มเห็นภาพของเม็ดเงินที่เริ่มไหลกลับเข้าไปในกลุ่มที่ Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบเคียงกับสหรัฐฯ โดยมีอัตราการเติบโตของผลกำไรที่สูงกว่า เช่น หุ้นขนาดกลางและเล็กในสหรัฐฯ หุ้นเอเซีย ยกเว้นญี่ปุ่น และ หุ้นยุโรป

บทสรุปและข้อเสนอแนะด้านการลงทุน
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินในระยะสั้นผ่านการปรับขึ้นของราคาพลังงานและความกังวลต่อเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานไม่เกิดขึ้นอย่างยาวนาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับจำกัด
ในบริบทนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีความยืดหยุ่นด้านพลังงานสูง อาจได้รับผลกระทบจำกัดกว่าหลายภูมิภาค ขณะที่หุ้นขนาดเล็กในดัชนี Russell 2000 ซึ่งยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดและสะท้อนเศรษฐกิจภายในประเทศสูง อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีเมื่อความกังวลของตลาดเริ่มคลี่คลาย
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนและมองหาโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กองทุน SCBRS2000 จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ในการทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- SCBRS2000: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- SCBRS2000: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)