-
ความตึงเครียดตะวันออกกลางกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กดดันเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอินเดียในเชิงความเชื่อมั่น
-
มุมมองฐานของ K WEALTH คือการรบกวนจะเป็นระยะสั้น (< 3 เดือน) ราคาน้ำมันมีโอกาสอยู่ในกรอบ $80–$100/บาร์เรล และผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานอินเดียจำกัด
-
คำแนะนำลงทุน: ผู้สนใจหุ้นอินเดียให้รอติดตามเพื่อหาจังหวะ หรือใช้กองทุนผสมกระจายความเสี่ยง ผู้ที่ถือกองทุนหุ้นอินเดียอยู่ หากถือน้อยกว่า 20% ยังถือได้ แต่หากถือมากกว่า 20% ควรลดสัดส่วนเพื่อจำกัดความเสี่ยง
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และต่อเนื่องถึงประเทศผู้นำเข้าพลังงานรวมถึงประเทศอินเดีย สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอินเดีย โดย K WEALTH มีมุมมองต่อผลกระทบและคำแนะนำลงทุน ดังนี้
ผลกระทบต่อประเทศอินเดีย
จากในอดีตหากราคาน้ำมันพุ่งแรงอย่างไม่คาดคิดมักส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นอินเดียจาก Sentiment ซึ่งประเทศอินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่และพึ่งพาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลอินเดียเริ่มบรรเทาผลกระทบด้วยการจัดลำดับให้ครัวเรือนได้ใช้แก๊ส LNG ก่อนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะจัดหาแหล่งนำเข้าแก๊สอื่นทดแทน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งจะกระทบความสามารถทางการคลังบางส่วน อย่างไรก็ตามรัฐบาลอินเดียได้ลดการขาดดุลการคลังมาแล้ว 2-3 ปี จึงมีความสามารถทางการคลังเพิ่มขึ้นจากในอดีต
โดยหากสถานการณ์กระทบการขนส่งน้ำมันเพียงระยะสั้น คาดจะไม่กระทบเชิงลบต่อปัจจัยพื้นฐานทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอินเดีย
โดย K WEALTH ยังมีมุมมองเป็น Base Case ที่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกรบกวนในระยะสั้น (ต่ำกว่า 3 เดือน) โดยจะเริ่มกลับมาเปิดบางส่วนให้เรือขนส่งน้ำมันผ่านได้ โดยเฉพาะชาติที่เป็นกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ $80-$100 ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตามคาดว่าผลกระทบจากปัจจัยด้านพลังงานจะลดลงจากในอดีต เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียใช้น้ำมันต่อ 1 หน่วย GDP ลดลง จากปี 2000 ที่ใช้ 1.9 บาร์เรล/หน่วย GDP ปัจจุบันเหลือประมาณ 0.6 บาร์เรล/หน่วย GDP
ผลกระทบต่อกองทุน K-INDIA
กองทุน K-INDIA ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนแนะนำประจำเดือน มี.ค. 69 ของ K WEALTH พอร์ตกองทุนดังกล่าวมีการลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) กลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พลังงานและสาธารณูปโภค และเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) กลุ่มบริโภคและกลุ่มการเงิน สะท้อนแนวทางการลงทุนที่มุ่งเน้นการเติบโตของกำไรและกระแสเงินสดเป็นหลัก
ภาพรวมพอร์ตกองทุน K-INDIA ในช่วงที่ผ่านมาจึงถูกกดดันด้วยปัจจัยด้าน Sentiment เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม K WEALTH ยังคงติดตามสถานการณ์และผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป
คำแนะนำการลงทุน
- สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนกองทุนหุ้นอินเดีย เช่น K-INDIA K-INDX แนะนำรอติดตามสถานการณ์ เพื่อหาจังหวะลงทุน หรืออาจพิจารณาลงทุนในกองทุนอื่นก่อนได้ เช่น กองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมอย่าง K WealthPLUS Series อย่าง K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
- สำหรับผู้ที่สถานะการลงทุนกองทุนหุ้นอินเดียอยู่:
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% ยังคงแนะนำถือต่อได้ และรอติดตามสถานการณ์
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำให้ลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20% เพื่อจำกัดผลกระทบ หากสถานการณ์ส่งผลกระทบระยะยาว
- สำหรับผู้กังวลกับความเสี่ยงในหุ้นหรือรับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SFPLUS-A เพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-INDIA K-INDX
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SFPLUS-A นโยบายป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-INDIA ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-INDX K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+2 ได้แก่ K-SFPLUS-A T+3 ได้แก่ K-INDX T+4 ได้แก่ K-INDIA T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP