หุ้นยุโรปร่วง 3% อย่าตกใจ! พื้นฐานแน่น จังหวะช้อปของดีราคาถูก

กดฟัง
หยุด
  • ดัชนี STOXX600 ปรับฐานกว่า 3% จากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบเชิง Sentiment ระยะสั้นเท่านั้น
  • อย่างไรก็ตาม พื้นฐานยังแกร่ง กำไรบริษัทจดทะเบียนในยุโรปยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่ม Defensive (สาธารณูปโภค, สุขภาพ) และกลุ่มพลังงานยังคงความทนทานต่อความผันผวนได้ดี
  • K WEALTH มองการย่อตัวเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหรือถือลงทุนต่อ เพื่อรับอานิสงส์จากงบประมาณด้านกลาโหม ความมั่นคงทางพลังงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยังเป็นขาขึ้น

อัปเดตสถานการณ์

  • วันที่ 3 มี.ค. 69 ดัชนี STOXX600 ร่วงกว่า 3% จากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านพลังงาน
  • การปรับตัวลงของตลาดหุ้นยุโรปสะท้อนแรงขายเชิง sentiment จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่ปรับขึ้น ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนยุโรปยังจำกัด และปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนภาคธุรกิจในยุโรป ซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
  • แรงขายกระจายตัวในหุ้น Cyclical sectors เช่น Consumer Discretionary, Industrials และกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ

ผลกระทบต่อหุ้นยุโรป

  • หากความขัดแย้ง ไม่ยืดเยื้อ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยุโรปยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
  • กลุ่มที่มักได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ Consumer Discretionary, Cyclical sectors และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก
  • ขณะที่กลุ่ม Energy, Utilities และ Defensive sectors เช่น Healthcare และ Consumer Staples มักมีความทนทานต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากกว่า
  • แนะนำให้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนด sentiment ในระยะสั้น

คำแนะนำจาก K WEALTH

K WEALTH มีมุมมองค่อนข้างบวก (Slightly Positive) ต่อการลงทุนหุ้นยุโรป เนื่องจากการปรับฐานในครั้งนี้มีลักษณะเป็น sentiment-driven มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน และตลาดยุโรปยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะกลางจาก การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และงบประมาณกลาโหมของยุโรป ดังนั้น


  • แนะนำทยอยสะสมกองทุนหลัก (Core Portfolio) เช่น K-WealthPLUS Series เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาวในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
  • สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย เช่น K-SFPLUS ที่มีความผันผวนต่ำ
  • สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น อาจพิจารณาทยอยสะสมหุ้นยุโรปที่มี Valuation น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุน K-EUX หรือกองทุน ES-EG-A ที่โครงสร้างพอร์ตมีสัดส่วนในหุ้น Defensive และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้กระจายทั่วโลก เช่น Consumer Staples และ Financials จึงช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้นของตลาดยุโรป (ซื้อกองทุน บลจ. ต่างๆ ได้แล้ว ผ่าน K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย)
  • หรือหากต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี สามารถเลือกลงทุนกองทุน K-EURMF ซึ่งเป็นกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นยุโรป

หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-EUX K-EURMF
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนเต็มจำนวน ได้แก่ K-SFPLUS-A ป้องกันความเสี่ยงมากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-EUX, K-EURMF ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFPLUS-A T+3 ได้แก่ K-EUX T+4 K-EURMF (เมื่อลงทุนครบตามเงื่อนไขสรรพากร) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP

คำเตือน

“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top