-
อินเดียและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงลดภาษีการค้า ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านการส่งออก เป็นสัญญาณบวกระยะสั้นต่อการลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย และช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน
-
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว แนะนำให้ลงทุนในกองทุนแนะนำอื่น เช่น K-ATECH, K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D) หรือกองทุนผสมกลุ่ม K WealthPLUS Series
อัปเดตสถานการณ์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดียหลังพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายกฯ โมดี แห่งอินเดีย โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% จากก่อนหน้าที่ 50% แบ่งเป็นภาษีนำเข้า 25% และภาษีลงโทษเพิ่ม 25% กรณีอินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
โดยทางอินเดียให้คำมั่นจะซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ มากขึ้น รวมไปถึงสินค้า เช่น เทคโนโลยี เกษตร และถ่านหิน ซึ่งข้อตกลงนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังอินเดียและสหภาพยุโรป (EU) ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีครั้งใหญ่เพื่อหนุนการนำเข้าส่งออกระหว่างกัน
ดัชนีที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลวันที่ 3 ก.พ. 69 ณ เวลา 12.05 น.
- BSE200 +2.61%
- NIFTY50 +2.91%
มุมมองตลาด
K WEALTH มีมุมมอง Slightly Positive ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย โดยข้อตกลงการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลดีต่อ Sentiment ระยะสั้นของตลาดหุ้นอินเดีย ผ่อนคลายแรงกดดันของนักลงทุนต่างชาติ
ส่วนการประกาศงบประมาณสำหรับปีนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเน้นมีวินัยการคลังมากขึ้น เน้นการใช้งบประมาณไปยังโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลดีในระยะกลางถึงยาว ด้านการขึ้นภาษีธุรกรรม Futures และ Options ตลาดรับข่าวเชิงลบระยะสั้นไปแล้ว
อย่างไรก็ตามตลาดยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกระยะสั้นเพิ่มเติม และยังติดตามทิศทางผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 รวมไปถึงการปรับประมาณการกำไร (EPS) ปี 2026 ซึ่งยังทรงตัว และหากมีการปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นอินเดีย
คำแนะนำจาก K WEALTH
- สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะการลงทุนในกองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำให้ลงทุนในกองทุนแนะนำอื่น เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกระยะสั้น
- สำหรับผู้ที่สถานะการลงทุนกองทุนหุ้นอินเดียอยู่:
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 20% แนะนำถือต่อได้ โดยแนะนำให้มีสัดส่วนไม่เกิน 20%
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 20% แนะนำทยอยลดสัดส่วนให้น้อยกว่า 20% โดยแบ่งสัดส่วนไปลงทุนในกองทุนแนะนำอื่นที่น่าสนใจดังนี้
โดยกองทุนอื่น ที่ K WEALTH แนะนำสำหรับผู้ลงทุนแต่ละกลุ่ม ได้แก่
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถทยอยเข้าลงทุนในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว เช่น
- ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างประเทศจีนผ่านกองทุน K-CHINA
- กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH หรือกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
- หุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH ซึ่งมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจกว่า
- สำหรับกองทุน บลจ. อื่นที่ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ด้วยตนเองผ่าน K PLUS ที่แนะนำโดย K WEALTH ได้แก่
- หุ้น Cybersecurity ผ่านกองทุน LHCYBER-A รับกระแสการเติบโตของ AI ที่ต้องการความปลอดภัยด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้น
- หุ้นขนาดกลางและเล็กสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเด่นในปี 2026 ผ่านกองทุน SCBRS2000
- หุ้นยุโรปซึ่งมี Valuation ที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ อีกทั้งหุ้นยุโรปยังรับประโยน์จากการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านกองทุน ES-EG-A
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมอย่าง K WealthPLUS Series
- ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น K-SFPLUS-A
หมายเหตุ:
- ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4 ได้แก่ K-SFPLUS ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH, K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D)
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 100%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-SFPLUS ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D) ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+1 ได้แก่ K-SFPLUS T+4 ได้แก่ K-INDIA-A(A), K-GHEALTH, K-ATECH, K-CHINA-A(A), K-CHINA-A(D) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP