เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัว แต่ยังไม่มากพอให้เร่งลดดอกเบี้ย

กดฟัง
หยุด
  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ม.ค. ชะลอลงต่อเนื่อง โดย Headline CPI อยู่ที่ 2.4% YoY และ Core CPI ราว 2.5% YoY ต่ำกว่าคาด สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ผ่อนคลาย แต่ยังสูงกว่าเป้าหมาย Fed ที่ 2%
  • ตลาดมองว่า Fed ยังไม่ลดดอกเบี้ยในระยะสั้น และอาจเริ่มพิจารณาในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยให้น้ำหนักการติดตาม Core PCE และข้อมูลเศรษฐกิจถัดไปเป็นหลัก
  • K WEALTH แนะนำให้เน้นกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนผสมและตราสารหนี้โลก ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ มุมมองเป็นกลาง ถือได้แต่ไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักในช่วงนี้

อัปเดตสถานการณ์

  • 13 ก.พ. 69 สหรัฐฯ รายงานดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 68 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% จากระดับ 2.7% ในเดือน ธ.ค. สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทยอยชะลอลง
  • ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ประมาณ 2.5% YoY ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยแรงกดดันจากค่าเช่าและราคาสินค้าบางหมวดเริ่มผ่อนคลาย
  • เงินเฟ้อที่ชะลอลง มีแรงสนับสนุนจากราคาพลังงานที่ลดลง และต้นทุนสินค้าและบริการบางส่วนที่ปรับตัวดีขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ระดับ 2.0% ทำให้ Fed ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย

มุมมองตลาด

  • เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง แต่ยังลดลงไม่เร็วพอที่จะทำให้ Fed ปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้น
  • ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลงต่อเนื่อง
  • Fed ยังคงให้น้ำหนักกับ Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลัก มากกว่า CPI ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม

  • ตัวเลข Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักของ Fed โดยคาดว่าจะประกาศ 20 ก.พ. 69
  • ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เช่น จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ที่คาดว่าจะประกาศ 19 ก.พ. 69
  • แนวโน้มเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภค เช่น ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล ที่คาดว่าจะประกาศ 20 ก.พ. 69
  • ความเสี่ยงด้านต้นทุนสินค้าและมาตรการภาษีนำเข้าในอนาคต

คำแนะนำจาก K WEALTH

  • กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series เช่น K-WPBALANCED K-WPSPEEDUP ยังเป็นทางเลือกหลักในช่วงตลาดผันผวนสูง การกระจายตัวในพันธบัตรจะช่วยลดแรงกระแทกจากหุ้นเทคฯ ที่ปรับฐาน และสร้างความมั่นใจในการถือครองระยะยาว
  • ควรกระจายความเสี่ยงการลงทุน เพื่อลดผลกระทบจากตลาดหุ้นที่ผันผวน อีกทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังเป็นขาลง แนะนำสะสมกองทุน K-GDBOND ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก
  • สำหรับกองทุนหุ้นสหรัฐฯ เช่น K-USA, K-US500X, K-USXNDQ ฯลฯ K WEALTH มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral)
    • สำหรับผู้ที่ถืออยู่และยังไม่เกิน 30%ของเงินลงทุน สามารถถือต่อได้ แต่หากถือเกิน 30% แนะนำให้หาจังหวะทยอยลดสัดส่วนลง
    • สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพิ่มให้กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่มตอนนี้


หมายเหตุ:
  • K-GDBOND-A(A), K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED มีความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
  • K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-GDBOND-A(A) มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+2 ได้แก่ K-GDBOND-A(A) T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”, “ทำความเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top