-
Global bond selloff จากแรงกดดันสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น ดันบอนด์ยีลด์โลกปรับขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ตราสารหนี้เอเชียและไทยผันผวน โดยกองทุน Duration กลาง–ยาว เผชิญแรงกดดันด้านราคาเด่นกว่าระยะสั้น
-
K WEALTH ยังคงมุมมอง Slightly Positive ต่อการลงทุนตราสารหนี้ไทย โดยผลตอบแทนระยะถัดไปมาจาก ดอกเบี้ยรับ (carry) เป็นหลัก ขณะที่บทบาทตราสารหนี้ยังเหมาะสำหรับบริหารสภาพคล่อง ลดความผันผวน และพักเงินท่ามกลางความไม่แน่นอน
Market Update
วันที่ 20 ม.ค. 2026 ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเกิดภาวะ Global bond selloff ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ปรับขึ้นพร้อมกัน โดยแรงกดดันหลักมาจากฝั่งต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อ Sentiment ของตลาดเอเชียรวมถึงไทย
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญแรงขายต่อเนื่อง ทำให้ Bond yield ระยะยาวปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน
- US Treasury 10Y = 4.27%
- US Treasury 30Y = 4.89%
โดยแรงกดดันสำคัญมาจาก
- แรงขายพันธบัตรญี่ปุ่น หลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณลดภาษีเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบฐานะการคลัง
- ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ – ยุโรป (ประเด็นเกาะกรีนแลนด์)
- การขายพันธบัตรสหรัฐฯ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญเดนมาร์ก จากความกังวลต่อเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
แรงเทขายดังกล่าวส่งผ่านมายังเอเชียรวมถึงไทยผ่านการปรับพอร์ตและการลดความเสี่ยง (de-risking) ทำให้ ราคาพันธบัตรไทยปรับลง และกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration กลาง–ยาว จะเห็น NAV ปรับลงเด่นกว่ากองระยะสั้น
Related Indices
- K-SF-A 0.00%
- K-SFPLUS-A -0.01%
- K-FIXED-A -0.28%
- K-FIXEDPLUS-A -0.30%
- K-FIXEDPRO -0.04%
- K-GDBOND-A(A) -0.11%
(ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 69)
Market Outlook
ตราสารหนี้ต่างประเทศ: คาดว่าความผันผวนมีแนวโน้ม ต่อเนื่องอีกระยะ จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลาย
ตราสารหนี้ไทย: แม้เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้กระทบปัจจัยพื้นฐานในประเทศโดยตรง แต่ตลาดมีแนวโน้ม ผันผวนมากขึ้นตามแรงกดดันเชิง sentiment จากต่างประเทศ
ในระยะสั้น ความผันผวนของตราสารหนี้ไทยยังขึ้นกับ “ทิศทางยีลด์โลก” โดยเฉพาะฝั่งยาว หากยีลด์สหรัฐฯ–ญี่ปุ่นยังแกว่งแรง ตลาดตราสารหนี้ไทยมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของราคาตราสารหนี้ทำให้ ผลตอบแทนคาดหวัง (YTM) ดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
คำแนะนำการลงทุน
ระยะสั้นคาดความผันผวนจะยังอยู่ในระดับสูง แต่สำหรับกองทุน K-GDBOND ที่มีการบริหาร Duration แบบ Active และมีการปรับลด duration ลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมีการ underweight พันธบัตรญี่ปุ่นทำให้ได้รับผลกระทบลดลง
สำหรับตราสารหนี้ไทยเรายังคงมุมมอง Slightly Positive โดยในระยะถัดไป โอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปรับขึ้นของราคา (capital gain) มีจำกัด ดังนั้นผลตอบแทนจะมาจาก ดอกเบี้ยรับ (carry) เป็นหลัก ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยหนุน ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรรัฐบาล จึงเหมาะสำหรับการ บริหารสภาพคล่อง และการพักเงิน ตามกรอบระยะเวลาการลงทุนที่แนะนำ โดยบทบาทหลักของกองทุนตราสารหนี้ คือ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง มากกว่าการมุ่งหวังผลตอบแทนเชิงรุกจากส่วนต่างราคา
- K-SF-A: Duration เฉลี่ย 3–6 เดือน | แนะนำระยะเวลาลงทุน 1–3 เดือน
- K-SFPLUS-A: Duration เฉลี่ย 6–12 เดือน | แนะนำระยะเวลาลงทุน 3–6 เดือน
- K-FIXED-A: Duration เฉลี่ย 2–4 ปี | แนะนำระยะเวลาลงทุน 1–1.5 ปี
- K-FIXEDPLUS-A: Duration เฉลี่ย 2–4 ปี | แนะนำระยะเวลาลงทุน 1–1.5 ปี
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXEDPLUS-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-GDBOND-A(A) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF-A, K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยง 100% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND-A(A): ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SF-A, K-SFPLUS: T+1
- K-FIXEDPLUS-A, K-GDBOND: T+2