อัปเดตภาพรวมกองทุนตราสารหนี้ ฉบับเดือน มิ.ย.69

กดฟัง
หยุด



  • ในเดือนพ.ค. Bond Yield สหรัฐฯ และไทยปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่องทุกเดือนในปีนี้ ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวมีความผันผวน
  • แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในเดือนเม.ย.-พ.ค. อย่างร้อนแรง การลงทุนในตราสารหนี้จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และยังเป็นเงินสำรองในการกลับเข้าทยอยสะสมหุ้นในจังหวะที่เหมาะสม

Bond Yield สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อ จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและแรงกดดันเงินเฟ้อ

ในเดือนพ.ค. Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดย US Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.87% ณ สิ้นเดือนเม.ย. มาอยู่ที่ 4.00% ณ สิ้นเดือนพ.ค. ขณะที่ US Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.37% ณ สิ้นเดือนเม.ย. มาอยู่ที่ 4.44% ณ สิ้นเดือนพ.ค.

  • ตลาดให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนประธาน Fed คนใหม่ คือ คุณ Kevin Warsh หลังการสิ้นสุดวาระของ คุณ Jerome Powell ซึ่งส่งผลให้ตลาดอยู่ในภาวะรอประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป
  • นอกจากนี้ ท่าทีของปธน.ทรัมป์ จากก่อนหน้านี้ที่เคยเรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ย แต่กลับมีการให้สัมภาษณ์ว่า คุณ Kevin Warsh สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เห็นสมควรในเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทำให้ลดทอนแรงกดดันที่ว่าปธน.ทรัมป์ จะกดดันให้ประธาน Fed คนใหม่ลดอัตราดอกเบี้ย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง
    • ตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง การจ้างงานนอกภาคเกษตรสูงถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าคาดถึง 2 เท่า ขณะที่อัตราการว่างงานยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.3%
    • เงินเฟ้อพุ่งสูงจากผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน โดยเงินเฟ้อ PCE ที่เป็นมาตรวัดของ Fed เดือนเม.ย. พุ่งขึ้นแตะ 3.8% จาก 3.5% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี

ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ลง และมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง มองไปข้างหน้าราคาน้ำมันและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต




Bond Yield ไทยยังเคลื่อนไหวผันผวน

  • สำหรับตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี แม้ระหว่างเดือนจะปรับขึ้นไปแตะระดับ 1.31% แต่ทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.23% ณ สิ้นเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับเดียวกับสิ้นเดือนเม.ย. หลังนักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.20% ณ สิ้นเดือนเม.ย. มาอยู่ที่ 2.27% ณ สิ้นเดือนพ.ค. ตามทิศทางตลาดโลก
  • ด้านเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้ากว่าคาด อย่างไรก็ตาม ผู้ว่า ธปท.ยังคาด GDP ไทยปีนี้โตได้ 2% ขณะที่เชื่อว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นเพียงชั่วคราว ยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดยังไม่ปิดโอกาสที่ กนง.จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ Bond Yield ระยะสั้นไม่ได้ปรับขึ้นตามสหรัฐฯ มากนัก

ประเด็นที่ต้องติดตามในเดือนมิ.ย. 2569

  • การประชุม Fed วันที่ 16-17 มิ.ย. 69 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรกอย่างเป็นทางการของคุณ Kevin Warsh ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวต่อเนื่อง ทำให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนคาดการณ์จาก “Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่” เป็น “Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยได้นานแค่ไหน หรือจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • การประชุมกนง. วันที่ 24 มิ.ย. 69 ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยืนยันจะยังใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดยหากไม่มีเซอร์ไพรส์ คาดว่า “ดอกเบี้ยนโยบาย” ของไทยคงอยู่ในระดับนี้จนถึงสิ้นปี 69

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นปรับขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวปีนี้มีความผันผวน

ในเดือนพ.ค. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กสิกรไทยอย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยและยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกเดือนติดต่อกันในปีนี้ ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวมีความผันผวนทำผลตอบแทนติดลบในบางเดือน โดยในเดือนพ.ค. กองทุนตราสารหนี้มีผลตอบแทนดังนี้


  • K-SF-A +0.06%
  • K-SFPLUS-A +0.06%
  • K-FIXED-A -1.02%
  • K-FIXEDPLUS-A -1.07%



คำแนะนำการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

  • ยังคงแนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. และ Bond Yield ที่เร่งตัวอาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า การกระจายการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น นอกจากจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตแล้ว ยังมีเงินสดสำรองเพื่อรอจังหวะในการทยอยสะสมหุ้นหากตลาดมีการปรับฐาน
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อย่างกองทุน K-SF-A และ K-SFPLUS-A ซึ่งมีความผันผวนต่ำ ยังคงสามารถถือครองต่อไปได้ โดยกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว อย่างกองทุน K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A ซึ่งเผชิญความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา Bond Yield สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับที่เริ่มน่าสนใจมากขึ้น หากนักลงทุนรับความผันผวนได้และยังไม่รีบใช้เงิน แนะนำถือครองต่อและรอจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัวลงมา แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย อาจพิจารณาย้ายการลงทุนบางส่วนไปยังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน
  • สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีกองทุนตราสารหนี้ มองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่มีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะมีโอกาสได้รับ Capital Gain จาก Bond Yield ในปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงในรอบหลายปี

หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: T+2

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน"

ผู้เขียน

K WEALTH ปาณิศา เจียรพุฒิ

Back to top