-
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ยังบวกต่อเนื่อง
-
ตราสารหนี้ยังมีโอกาสผันผวนต่อ แม้ Yield เด้ง แต่ Yield อยู่ในระดับสูง รับทั้ง carry Yield และมีโอกาสลุ้น Capital Gain หาก Yield มีการปรับตัวลง
-
K WEALTH ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำทยอยสะสมมากกว่าการลงทุนแบบจับจังหวะเพียงครั้งเดียว
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นทำผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง แต่ระยะกลาง-ยาวผันผวน
ในเดือนส.ค. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กสิกรไทย อย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องและยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกเดือนติดต่อกันในปีนี้ ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวมีความผันผวนทำผลตอบแทนติดลบในบางเดือน โดยในเดือนส.ค.กองทุน K-FIXED-A ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาวได้รับผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยระยะยาวที่เร่งตัวต่อเนื่อง ขณะที่ K-FIXEDPLUS-A ซึ่งกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศจึงได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยในปี 2026 กองทุนตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนในแต่ละเดือน ดังนี้
ตราสารหนี้ไทย: Bond Yield ระยะยาวปรับขึ้นตามแรงกดดันจากตลาดโลก
- ตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือน ส.ค. ได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ตลาดโลก โดยเฉพาะ Bond Yield สหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9%YoY แม้ออกมาดีกว่าคาด แต่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก ขณะที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจากราคาอาหารและพลังงาน ส่งผลให้ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 ส.ค. อย่างไรก็ตาม แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 2 ปี ขยับจาก 1.16% ณ สิ้นเดือน ก.ค. เป็น 1.19% ณ สิ้นเดือน ส.ค. (+3 bps)
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 2.08% ณ สิ้นเดือน ก.ค. เป็น 2.18% ณ สิ้นเดือน ส.ค. (+10 bps)
โดยการปรับขึ้นของ Yield โดยเฉพาะรุ่นอายุยาว ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงและสร้างแรงกดดันต่อกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration สูงกว่า
ตราสารหนี้สหรัฐฯ: เงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของ Fed กดดัน Yield
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของ Fed โดยแม้ตลาดจะคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่เงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมายและเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่น ทำให้ตลาดยังประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้มีความจำเป็นต้องออกพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาวให้ยังคงเร่งตัว
- US 2Y Yield เพิ่มขึ้นจาก 4.29% ณ สิ้นเดือน ก.ค. เป็น 4.34% ณ สิ้นเดือน ส.ค. (+5 bps)
- US 10Y Yield เพิ่มขึ้นจาก 4.73% ณ สิ้นเดือน ก.ค. เป็น 4.75% ณ สิ้นเดือน ส.ค. (+2 bps)
โดยการปรับขึ้นของ Yield แม้ไม่มากนัก แต่สะท้อนว่าตลาดยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ขณะที่ Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตราสารหนี้สหรัฐฯ ยังคงมีความน่าสนใจในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ย (Carry) แต่ราคายังมีความผันผวนตามทิศทางนโยบายการเงินและข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา

กลยุทธ์การลงทุน
- มองไปข้างหน้า Bond Yield ไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบและมีโอกาสปรับลดลงได้จำกัดในระยะสั้น แม้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านการเติบโต แต่เงินเฟ้อยังเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้กองทุนตราสารหนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นในแง่ของ Carry Yield ขณะที่การสร้าง Capital Gain ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยใหม่ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าคาด เงินเฟ้อจะกลับมาชะลอลงได้หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อความคาดหวังของแนวโน้มนโยบายการเงิน
- สำหรับกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในไทยอย่าง K-FIXED-A การปรับขึ้นของ Yield ในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสให้กองทุนสามารถทยอยลงทุนในตราสารที่มี Yield สูงขึ้นและสร้างผลตอบแทนจาก Carry Yield ได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนมี Duration สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น จึงยังมีความผันผวนของ NAV ในระยะสั้นหาก Bond Yield ปรับตัวขึ้นต่อ ดังนั้น จึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถถือครองได้ในระยะกลางถึงยาว
- สำหรับ K-SF-A และ K-SFPLUS-A ซึ่งมี Duration สั้นกว่า ยังคงมีความน่าสนใจในภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield ยังมีความไม่แน่นอน โดยช่วยลดความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของ Yield และยังสามารถสร้างผลตอบแทนจาก Carry Yield ได้อย่างต่อเนื่อง จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ต แต่ต้องการจำกัดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของ Bond Yield
- ด้านตราสารหนี้ต่างประเทศอย่าง K-SFPLUS-A และ K-FIXEDPLUS-A แม้ US Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูง โดย US 10Y Yield อยู่ที่ 4.75% ณ สิ้นเดือน ส.ค. ซึ่งยังเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการรับ Carry แต่ตลาดยังมีความผันผวนจากแนวโน้มเงินเฟ้อ นโยบายการเงินของ Fed และความกังวลด้านการขาดดุลงบประมาณซึ่งอยู่ในระดับสูง และปริมาณพันธบัตรที่ออกใหม่ ดังนั้น Upside จาก Capital Gain ยังมี หาก Yield ปรับตัวลง แต่ควรเตรียมรับความผันผวนในระยะสั้น และเน้นการทยอยสะสมมากกว่าการลงทุนแบบจับจังหวะเพียงครั้งเดียว
โดยรวม K WEALTH ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ จากระดับ Yield ที่ยังน่าสนใจและโอกาสได้รับผลตอบแทนจาก Carry ขณะที่ความผันผวนของ Yield ในช่วงนี้สามารถใช้เป็นโอกาสในการทยอยสะสม โดยเน้นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นสำหรับผู้ที่ต้องการลดความผันผวน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเพิ่มติมและรับความผันผวนในระยะสั้นได้ สามารถทยอยสะสมในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว
ประเด็นที่ต้องติดตามในเดือนก.ย. 2569
การประชุม Fed วันที่ 15-16 ก.ย. 69 ซึ่งะมีการเปิดเผยคาดการณ์แนวโมอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) และคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในการประชุมครั้งนี้
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
- K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: T+2