-
เดือนแรกของปี 2569 ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) หลังนักลงทุนปรับมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี
-
กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวถูกกดดันในเดือนที่ผ่านมา
-
K WEALTH ยังคงแนะนำลงทุนกองทุนตราสารหนี้ในปี 2569 จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาลง เพื่อเสริมเสถียรภาพและลดความผันผวนในพอร์ต
ทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ และไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2569
ภาพรวมผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้ในเดือน ม.ค. 2569
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกเล็กน้อย ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวได้รับผลกระทบจาก Bond Yield ที่ปรับขึ้น โดยในเดือน ม.ค. กองทุน K-SF-A +0.04%, K-SFPLUS-A +0.03%, K-FIXED-A -0.93% และ K-FIXEDPLUS-A -0.91%
ทำไมยังควรมีตราสารหนี้ในปี 2569?
แม้ต้นปีตลาดการลงทุนจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ตราสารหนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้
-
ตลาดหุ้นเริ่มผันผวนหลังปรับขึ้นแรงในปีก่อน
ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ระดับราคาหุ้นในบางตลาดเริ่มอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในช่วงต้นปีนี้ ตลาดเริ่มมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจากการปรับมุมมองต่อแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มหันกลับมามองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าอย่างตราสารหนี้เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
-
ดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในช่วงขาลง
แม้ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและอาจยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่ภาพรวมดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในช่วงขาลง และระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้ นักลงทุนจึงยังสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ (Carry Yield) ได้ในระดับที่น่าสนใจ และยังมีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติมหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลงในอนาคต
-
ระดับ Bond Yield ปัจจุบันทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง
หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ ปัจจุบันระดับ Bond Yield ได้ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ Valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้ตราสารหนี้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ทั้งในรูปของดอกเบี้ยรับและโอกาสได้รับกำไรหาก Bond Yield ปรับลดลงในอนาคต
-
ตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และทางการทูต ที่มีแนวโน้วจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ การกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน ตราสารหนี้มักช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตและช่วยให้การลงทุนมีความสมดุลมากขึ้น
จากภาพด้านบนที่สะท้อนผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนตราสารหนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากองทุนตราสารหนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ แม้ในบางปีจะเผชิญความผันผวนของตลาด มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนตราสารหนี้อาจมีความผันผวนในบางช่วงตามการเคลื่อนไหวของตลาด แต่การลงทุนด้วยกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้น และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้
คำแนะนำในการลงทุน
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น
เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เน้นความสม่ำเสมอ มีสภาพคล่องสูง เพื่อพักเงินระยะสั้น
-
K-SF-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องสูง (แนะนำลงทุน 3 เดือนขึ้นไป)
-
K-SFPLUS-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องสูง (แนะนำลงทุน 6 เดือนขึ้นไป)
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว
เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทน และสามารถรับความผันผวนเพื่อโอกาสที่มากกว่า
-
K-FIXED-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวในประเทศเท่านั้น Duration > 1 ปี (แนะนำลงทุน 1 ปีขึ้นไป)
-
K-FIXEDPLUS-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวทั้งในและต่างประเทศ Duration > 1 ปี (แนะนำลงทุน 1 ปีขึ้นไป)