อัปเดตภาพรวมกองทุนตราสารหนี้ ฉบับเดือน ต.ค. 69

กดฟัง
หยุด
​
    ​
  • ​ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่อง โดยได้รับประโยชน์จาก Carry Yield และความผันผวนของ NAV จำกัดจาก Duration ที่สั้น
  • ​
  • ​ ​ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแรงในเดือนก.ย. กว่า 50 bps จากความกังวลเงินเฟ้อที่อาจอยู่ระดับสูงนานและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกพันธบัตรจำนวนมาก
  • ​
  • ​ ​ ตลาดตราสารหนี้ยังมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ระยะกลาง-ยาว มีความน่าสนใจ แนะนำทยอยสะสมมากกว่าการลงทุนแบบจับจังหวะครั้งเดียว
  • ​
​

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นทำผลตอบแทนบวกต่อเนื่อง แต่ระยะกลาง-ยาวยังผันผวน

ในเดือน ก.ย. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กสิกรไทยอย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่อง โดยได้รับประโยชน์จากรายได้ดอกเบี้ยหรือ Carry Yield และมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield น้อยกว่ากองทุนที่มี Duration สูง


ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในเดือน ก.ย. ที่ US Bond Yield ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง ส่งผลให้ K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A มีผลตอบแทน -0.22% และ -0.65% ตามลำดับ ขณะที่ K-SF-A และ K-SFPLUS-A ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ 0.05% และ 0.01% ตามลำดับ


ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ในแต่ละเดือนของปี 2026 มีดังนี้






ตราสารหนี้ไทย : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับขึ้นตามแรงกดดันจากตลาดโลก

ตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือน ก.ย. เผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50 bps ทั้งรุ่นอายุ 2 ปี และ 10 ปี ส่งผลให้ Bond Yield ไทยปรับตัวขึ้นตาม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด ทั้งเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นและแนวโน้มการออกพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณสูง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอุปทานพันธบัตรที่มากขึ้น

  • เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย. อยู่ที่ 2.82% เพิ่มขึ้นจาก 2.53% ในเดือน ส.ค. และสูงสุดในรอบ 5 เดือน จากราคาอาหารและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1–3% แต่แรงกดดันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตาม โดยเฉพาะต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป
  • อุปทานพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น: คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินกู้ใหม่ 1.26 ล้านล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเริ่มในเดือน ต.ค. 2569 โดยกระทรวงการคลังคาดว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 69.7% ของ GDP ใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกพันธบัตรวงเงินสูงสุด 1.28 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณดังกล่าว ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว หากอุปทานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการของนักลงทุน

จากปัจจัยดังกล่าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นจาก 1.19% ณ สิ้นเดือน ส.ค. เป็น 1.39% ณ สิ้นเดือน ก.ย. (+ 20 bps)
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 2.18% ณ สิ้นเดือน ส.ค. เป็น 2.37% ณ สิ้นเดือน ก.ย. (+19 bps)

ตราสารหนี้สหรัฐฯ: Yield เร่งตัวขึ้นจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และภาวะการคลัง

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. เผชิญแรงขายต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งรุ่นอายุ 2 ปี และ 10 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed และสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Bond Yield อายุ 10 ปี ที่ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% หลังตลาดตอบรับแผนซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าระดับปกติถึง 3 เท่า สะท้อนความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดพันธบัตร


ณ สิ้นเดือน ก.ย. Bond Yield อายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นจาก 4.34% ณ สิ้นเดือน ส.ค. เป็น 4.89% ณ สิ้นเดือนก.ย.(+55 bps) ขณะที่ Bond Yield อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 4.75% ณ สิ้นเดือน ส.ค. เป็น 5.28% ณ สิ้นเดือนก.ย. (+53 bps)


ด้านนโยบายการเงิน เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และนับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ขณะเดียวกัน Dot Plot ล่าสุดยังส่งสัญญาณว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งก็ตาม


ตราสารหนี้ยังผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะกลาง-ยาวเป็นโอกาสลงทุน

  • มองไปข้างหน้าตลาดตราสารหนี้ยังมีแนวโน้มผันผวนในระยะสั้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาวของสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อรองรับการลงทุนใน AI ขณะที่ตราสารหนี้ระยะสั้นสหรัฐฯ ยังผันผวนตามความคาดหวังต่อนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจ
  • Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลดลงได้หาก
  • สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้และสามารถถือครองในระยะกลาง-ยาว สามารถลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว อย่างกองทุน K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A เพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยการปรับเพิ่มขึ้นของ Yield ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระดับ Carry Yield ของตราสารหนี้มีความน่าสนใจในการเข้าไปลงทุน และ Yield ที่สูงสุดในรอบหลายปี ทำให้มีโอกาสลุ้นรับ Capital Gain เพิ่มเติมหาก Bond Yield มีการปรับตัวลง ทั้งนี้ แนะนำให้ ทยอยสะสมมากกว่าการลงทุนแบบจับจังหวะครั้งเดียว
  • สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย แนะนำลงทุนในกองทุน K-SF-A และ K-SFPLUS-A ซึ่งมี Duration สั้นกว่า ช่วยลดความเสี่ยงจากการแกว่งตัวของ Bond Yield ได้อย่างดี อีกทั้งยังได้ carry Yield ที่สม่ำเสมอ

หมายเหตุ
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+5 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 5 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+5) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: T+2

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTH ปาณิศา เจียรพุฒิ

Back to top