อัปเดตภาพรวมกองทุนตราสารหนี้ ฉบับเดือน ก.พ.69

กดฟัง
หยุด

  • เดือนแรกของปี 2569 ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) หลังนักลงทุนปรับมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวถูกกดดันในเดือนที่ผ่านมา
  • K WEALTH ยังคงแนะนำลงทุนกองทุนตราสารหนี้ในปี 2569 จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาลง เพื่อเสริมเสถียรภาพและลดความผันผวนในพอร์ต

ทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ และไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2569

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Bond Yield) ในเดือน ม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน
    • US Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.47% ณ สิ้นเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ 3.52% ณ สิ้นเดือนม.ค.69
    • US Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 4.17% ณ สิ้นเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ 4.24% ณ สิ้นเดือนม.ค.69
    • ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หลังนักลงทุนเริ่มปรับลดความคาดหวังเรื่องความเร็วในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนธ.ค. จะออกมาต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่ตลาดยังให้น้ำหนักกับภาวะตลาดแรงงานที่ยังไม่ชะลอตัวมากนัก ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยลงอีกและทำให้ Yield อายุยาวปรับขึ้นต่อ ก่อนที่การประชุม FOMC วันที่ 27–28 มกราคม 2569 มีมติ 10-2 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ตามการคาดการณ์ของตลาด Fed ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งลดดอกเบี้ย นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ในเดือนมกราคม


      อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมองว่า Fedจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และตลาดยังคงต้องจับตาต่อว่า นายเควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอให้เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่แทนที่ นายเจอโรม พาวเวล ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ จะสามารถผลักดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐฯ มีมุมมองนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นได้หรือไม่


  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (TH Bond Yield) ในเดือนม.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามตลาดโลก
    • TH Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.105% ณ สิ้นเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ 1.193% ณ สิ้นเดือนม.ค.69
    • TH Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.638% ณ สิ้นเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ 1.997% ณ สิ้นเดือนม.ค.69

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียและตลาดโลก ประกอบกับมีแรงขายพันธบัตรไทยจากนักลงทุนบางส่วนเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนช่วงต้นปี โดยเฉพาะแรงขายจากพันธบัตรระยะยาวออกมาค่อนข้างมาก ทำให้พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 30 bps ในขณะที่ ตลาดยังคงมองว่า กนง.ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้


ภาพรวมผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้ในเดือน ม.ค. 2569

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกเล็กน้อย ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวได้รับผลกระทบจาก Bond Yield ที่ปรับขึ้น โดยในเดือน ม.ค. กองทุน K-SF-A +0.04%, K-SFPLUS-A +0.03%, K-FIXED-A -0.93% และ K-FIXEDPLUS-A -0.91%


ทำไมยังควรมีตราสารหนี้ในปี 2569?

แม้ต้นปีตลาดการลงทุนจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ตราสารหนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้

  • ตลาดหุ้นเริ่มผันผวนหลังปรับขึ้นแรงในปีก่อน

    ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ระดับราคาหุ้นในบางตลาดเริ่มอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในช่วงต้นปีนี้ ตลาดเริ่มมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจากการปรับมุมมองต่อแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มหันกลับมามองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าอย่างตราสารหนี้เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต


  • ดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในช่วงขาลง

    แม้ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงระมัดระวังต่อเงินเฟ้อและอาจยังไม่เร่งลดดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่ภาพรวมดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในช่วงขาลง และระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้ นักลงทุนจึงยังสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ (Carry Yield) ได้ในระดับที่น่าสนใจ และยังมีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติมหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลงในอนาคต


  • ระดับ Bond Yield ปัจจุบันทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง

    หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำ ปัจจุบันระดับ Bond Yield ได้ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ Valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้ตราสารหนี้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ทั้งในรูปของดอกเบี้ยรับและโอกาสได้รับกำไรหาก Bond Yield ปรับลดลงในอนาคต


  • ตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และทางการทูต ที่มีแนวโน้วจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ การกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน ตราสารหนี้มักช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตและช่วยให้การลงทุนมีความสมดุลมากขึ้น

    จากภาพด้านบนที่สะท้อนผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนตราสารหนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากองทุนตราสารหนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ แม้ในบางปีจะเผชิญความผันผวนของตลาด มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนตราสารหนี้อาจมีความผันผวนในบางช่วงตามการเคลื่อนไหวของตลาด แต่การลงทุนด้วยกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง จะสามารถช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้น และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้


คำแนะนำในการลงทุน




สำหรับนักลงทุนระยะสั้น

เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เน้นความสม่ำเสมอ มีสภาพคล่องสูง เพื่อพักเงินระยะสั้น

  • K-SF-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องสูง (แนะนำลงทุน 3 เดือนขึ้นไป)
  • K-SFPLUS-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องสูง (แนะนำลงทุน 6 เดือนขึ้นไป)

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว

เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทน และสามารถรับความผันผวนเพื่อโอกาสที่มากกว่า

  • K-FIXED-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวในประเทศเท่านั้น Duration > 1 ปี (แนะนำลงทุน 1 ปีขึ้นไป)
  • K-FIXEDPLUS-A: ลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวทั้งในและต่างประเทศ Duration > 1 ปี (แนะนำลงทุน 1 ปีขึ้นไป)


คำเตือน




ผู้เขียน

K WEALTH พิมลพรรณ จุฬพุฒิงพงษ์ CISA, AFPT

Back to top