เช็กเลย! สิทธิประกันสังคมใหม่ ได้อะไรบ้าง

สรุปครบ! สิทธิประกันสังคมใหม่มาตรา 33 ปี 2565 มีอะไรเพิ่มมาบ้าง

กดฟัง
หยุด

• ครม. เห็นชอบร่าง พรบ. ปรับเกณฑ์เงินประกันสังคม ม.33 ในส่วนเงินชราภาพ 3 เรื่องหลักคือ 1) ผู้ประกันตนเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญได้ 2) สามารถนำเงินที่สมทบมาเป็นหลักประกันกู้เงิน 3) นำเงินออกมาใช้ก่อนเกษียณได้

• หากจ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน เข้าข่ายเกณฑ์เดิมคือรับแบบบำเหน็จเท่านั้น หากจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป สามารถเลือกรับเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญได้ กรณีเลือกรับแบบบำเหน็จจะได้รับเงินขั้นต่ำ 162,000 บาท กรณีเลือกบำนาญจะได้รับเงินขั้นต่ำเดือนละ 3,000 บาท



จากการประชุม ครม. เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอปรับเกณฑ์ ม.33 ให้สามารถนำเงินชราภาพออกมาใช้บางส่วนได้ โดยที่ไม่ต้องรอเกษียณ วัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคข้าวยากหมากแพง แบ่งเบาภาระและช่วยเหลือประชาชนที่ลำบาก สิ่งที่เปลี่ยนแปลงใน ม.33 มีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน


สิ่งที่เปลี่ยนแปลงใน ม.33 ในส่วนของเงินชราภาพ

ม.33 (เงินชราภาพ)
เดิม
ร่าง พรบ. ฉบับใหม่
การรับเงินบำเหน็จบำนาญหลังเกษียณ
เลือกไม่ได้
เลือกได้ว่าอยากรับแบบบำเหน็จหรือบำนาญ
ใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน
ทำไม่ได้
ทำได้ โดยเบื้องต้นเช็กว่ามีเงินชราภาพอยู่ในระบบเท่าไร จากนั้นยื่นเรื่องกู้กับสถาบันการเงิน
นำเงินบางส่วน
ออกมาใช้ก่อน
ทำไม่ได้
สามารถทำได้ หากผู้ประกันตนอยู่ในภาวะวิกฤต เช่น สถานการณ์โควิด ถูกล็อกดาวน์ และเป็นวิกฤตของโลก ร่างกฎหมายข้อนี้ออกมาเพื่อช่วยเหลือ

นับว่าเป็นร่าง พรบ. ฉบับใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ประกันตนจะต้องผ่านเกณฑ์นำส่งเงินสมทบครบเงื่อนไขของการได้รับเงินบำนาญชราภาพแล้ว คือ จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ผู้ประกันตนต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง สำหรับเงินสมทบที่เราถูกหักไป 5% ของรายได้ในแต่ละเดือน หรือ สูงสุด 750 บาท นั้น จะถูกแบ่งไปในเรื่องต่างๆ ตามสัดส่วนดังนี้

  • • 1.5% หรือ 225 บาท เป็นเงินในส่วนของการประกันการเจ็บป่วย ตาย

  • • 0.5% หรือ 75 บาท เป็นเงินในส่วนของประกันการว่างงาน

  • • 3% หรือ 450 บาท จะเป็นเงินประกันในส่วนของชราภาพ


ทางเลือกสำหรับผู้ประกันตน

การที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกรับเงินก้อนแบบบำเหน็จหรือรับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิตแบบเงินบำนาญ หลายคนคงมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปตามความจำเป็นในการใช้เงิน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ณ ตอนนี้คือวางแผนล่วงหน้า ดูว่าทางเลือกไหนที่จะสามารถทำได้ เพราะถ้าถึงวันที่มีการประกาศใช้ พรบ. ฉบับนี้จริงจะสามารถเลือกได้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงขอแนะนำแนวทางดังนี้



1) พึงพอใจที่จะรับสวัสดิการจากประกันสังคม ให้สมัคร ม.39 ต่อ

เมื่ออายุครบ 55 ปี ถึงวัยเกษียณ หากอยากรักษาสิทธิประกันสังคม ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้ ภายใน 6 เดือน เมื่อออกจากงาน สิ่งที่จะได้รับเมื่อเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 คือ สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมกรณีเจ็บป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นต้น เงินสมทบที่ต้องจ่ายประกันสังคมคือเดือนละ 432 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมคือเกณฑ์เดิม หากเลือกรับเงินบำเหน็จสามารถต่อสิทธิประกันสังคมด้วยมาตรา 39 ได้ แต่ไม่สามารถเลือกรับแบบบำนาญ ส่วนเกณฑ์ใหม่ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่า หากเลือกต่อความคุ้มครองด้วย ม.39 จะยังสามารถเลือกรับเงินบำเหน็จได้เหมือนเดิมหรือไม่



2) เลือกรับเงินบำเหน็จ/บำนาญ

เบื้องต้นให้ดูอายุงานหรือระยะเวลาที่ได้จ่ายเงินสมทบว่าครบตามกำหนดเงื่อนไขหรือไม่ โดยหากจ่ายเงินสมทบน้อยกว่า 180 เดือน หรือน้อยกว่า 15 ปี จะเข้าเกณฑ์เดิมคือรับเงินเกษียณแบบบำเหน็จเท่านั้น แต่ถ้าจ่ายเงินสมทบมาแล้วถึงเกณฑ์ 180 เดือน หรือ 15 ปี ก็สามารถเลือกรับแบบบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้ ดังนี้


2.1 เลือกรับเงินก้อนแบบบำเหน็จ

หากเลือกรับวิธีนี้จะได้รับเงินเริ่มต้นที่ 162,000 บาท [ (450+450) x 180 ] คิดจากเงิน 3% ในส่วนของเงินชราภาพหรือ 450 บาทต่อเดือน เงินสมทบจากนายจ้าง 450 บาท และระยะเวลาที่ถึงเกณฑ์ได้รับเงินอยู่ที่ 180 เดือน (ยังไม่รวมดอกเบี้ยและเงินสมทบจากภาครัฐ) แต่วิธีนี้จะทำให้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ไม่ได้รับสวัสดิการจากประกันสังคมต่อ เท่ากับว่าหลังเกษียณ จะไม่มีสวัสดิการช่วยจ่ายในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลหากเกิดเจ็บป่วย แนะนำมองหาตัวช่วยรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น อาจจะเป็นในรูปแบบของประกันชีวิตและสุขภาพ


2.2 เลือกรับเงินรายเดือนแบบบำนาญ

หากเลือกรับวิธีนี้จะได้รับเงินขั้นต่ำเดือนละ 3,000 บาท [ (20 x 15,000) ÷ 100 ] คำนวณจากฐานค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ สมมติฐานคาดว่าจะมีอายุถึง 85 ปี โดยเกษียณตอนอายุ 55 ปี เบื้องต้นจะได้รับเงินประมาณ 1,080,000 บาท ( 3,000 x 360 เดือน) โดยเงินที่ได้รับในส่วนนี้สามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นหลังเกษียณ สามารถทำให้งอกเงยด้วยการนำไปลงทุนตามความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ หรือนำมาจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตหรือสุขภาพที่ได้ทำไว้ก่อนเกษียณได้เช่นกัน


3) เพิ่มค่ารักษาพยาบาลและเงินเก็บเพื่อใช้หลังเกษียณ ถ้าประกันสังคมยังไม่พอ

3.1 หากมองว่าหลังเกษียณสวัสดิการจากภาครัฐ สิทธิในการรักษาบัตรทอง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินชดเชยกฏหมายแรงงาน ฯลฯ อาจไม่เพียงพอ แนะนำให้วางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ทำประกันชีวิตและสุขภาพ หรือประกันสำหรับคนวัยเกษียณ รองรับไว้ ซึ่งถ้าทำตอนอายุยังน้อยแน่นอนว่าค่าเบี้ยจะถูกกว่าทำตอนอายุมาก


3.2 หากอยากกันเงินไว้ใช้หลังเกษียณเพิ่มเติมจากเงิน บำเหน็จ/บำนาญ แนะนำเป็น RMF ซึ่ง RMF มีหลายประเภท หลายระดับความเสี่ยงให้เลือก โดยหากเหลือเวลาลงทุนอีก 2-3 ปีก่อนจะเกษียณ ไม่อยากขาดทุนในส่วนของเงินต้น แนะนำ RMF ที่เสี่ยงต่ำ ลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้ามีเวลาเตรียมตัวเหลืออีก 5-10 ปีจะเกษียณสามารถเลือก RMF ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น หรือหุ้นต่างประเทศได้ (กองทุน SSF/RMF แนะนำ ---->https://www.kasikornasset.com/Pages/ssf-rmf.html)


หมายเหตุ :


1) ตัวอย่างการคำนวณเงินบำนาญแบบละเอียด -----> Click

2) รายละเอียดมาตรา 39 ----> Click


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

• สำนักงานประกันสังคม


  • 2/2