เศรษฐกิจไทย
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วยหนุนการฟื้นตัวของการส่งออกไทยขึ้น แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และอุปสงค์ภายในประเทศก็ยังไม่ได้รับแรงหนุนมาจากการส่งออกที่สูงขึ้น ในขณะที่ ค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังฟื้นตัวช้า อัตราการว่างงานยังคงปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันเรายังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนนักที่ชี้ว่าการใช้จ่ายจำนวนมากของภาครัฐ สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้ (crowding-in)
ภาพรวมตลาดหุ้น
ด้วยการที่เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ต่างถูก consensus ปรับลดประมาณการกำไรปี 2560 YTD ลง ยกเว้นกลุ่มปิโตรเคมี และการเงินและหลักทรัพย์ ขณะที่ PER ล่วงหน้าก็ใกล้จุดสูงสุดในอดีต เราจึงคงมุมมองระมัดระวังต่อตลาดโดยรวม ทั้งนี้เราได้ปรับปีฐานไปเป็นกลางปี 2561 มีเป้าหมาย SET Index ที่ 1,650 จุด (เดิมที่ 1,570 จุด ณ สิ้นปี 2560) คิดเป็น upside 4% จากระดับปัจจุบันที่ 1,582 จุด และมีผลตอบแทนหุ้นโดยรวม (TSR) รอบ 12 เดือนที่ 7-8% (ผลตอบแทนเงินปันผล (DY) เหนือ 3% เล็กน้อย) เมื่ออิงจากประมาณการนี้ หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าประเภทเงินสดหรือพันธบัตร แต่ในสภาพตลาดที่มูลค่าค่อนข้างตึงตัวแล้วคำถามสำคัญคือจะต้องยอมรับความเสี่ยงในระดับไหนถึงเหมาะสม ประเด็นคือการฟื้นตัวของการเติบโตนั้นอาจพลิกประมาณการกำไรเป็นบวกได้ แต่ก็อาจตามมาด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่สูงขึ้น เสี่ยงทำให้ PER หดตัวลง ขณะเดียวกันอัตราปันผลยังคงมีค่าพรีเมี่ยมเหนือพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนราคาหุ้นหากกำไรบริษัทออกมาไม่ดี ทั้งนี้ เรามีกลยุทธ์การลงทุน 3 ธีมใน SET ในไตรมาส 3/2560 ดังนี้
- อย่ามองข้ามเงินปันผล แม้เราจะยังคาดถึง bond yield ที่สูงขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่เราเชื่อว่าเงินปันผลจะยังคงเป็นส่วนสำคัญต่อผลตอบแทนทั้งหมด โดยในบรรดาหุ้นเด่นใน ไตรมาส 3/2560 ของเรา ได้แก่ PTT BBL และ SCB ต่างก็มีอัตราปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ขณะที่มีความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตที่ดี
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล เรามองว่าการลงทุนของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยและเชื่อว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ทั้งนี้ หุ้นเด่นของเราที่ เข้ากับธีมนี้ ได้แก่ STEC (ผู้รับเหมางานโยธา) และ TPCH (พลังงานทดแทน)
- การฟื้นตัวของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มอสังหาฯ จาก “เท่ากับตลาด” เป็น “มากกว่าตลาด” โดยมีหุ้นเด่นคือ PSH และ SPALI เพราะจะได้ประโยชน์ โดยตรงจากการฟื้นตัวของกลุ่ม (และมี DY ที่น่าดึงดูด) รวมถึง HMPRO ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของเราในกลุ่มพาณิชย์ ที่มีสัดส่วนยอดขาย 20% มาจากโครงการใหม่ๆ
- น้ำหนักการลงทุนรายกลุ่ม เราให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มพลังงาน (ไม่รวมกลุ่มสาธารณูปโภค) กลุ่มธนาคาร (คงน้ำหนักเดิม) และกลุ่มอสังหาฯ (ปรับเพิ่ม) เป็น “มากกว่าตลาด” ขณะที่ให้น้ำหนัก “ต่ำกว่าตลาด” สำหรับกลุ่ม ICT ปิโตรเคมีและสาธารณูปโภค (คงน้ำหนักเดิม) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ปรับลดจากมากกว่าตลาด) นอกจากนี้เราปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มขนส่งจาก “ต่ำกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด” จากคาดการณ์ว่ากลุ่มท่องเที่ยวจะฟื้นตัวขึ้นในครึ่งแรกของปี 2560
| Stock | Rating | Price(Bt) 3-Jul-17 | Target price(Bt) | Upside(%) | P/E(x) | P/BV | Net profit grth(%) | Div.yield(%) | ROE(%) |
|---|
| 2017E | 2018E | 2017E | 2018E | 2017E | 2018E | 2017E | 2018E | 2017E | 2018E |
| PTT | OP | 373.00 | 446.00 | 19.6 | 8.5 | 9.3 | 1.2 | 1.1 | 35.2 | -8.9 | 4.2 | 4.2 | 14.1 | 11.6 |
| BBL | OP | 185.00 | 208.00 | 12.4 | 10.6 | 9.5 | 0.9 | 0.8 | 2.6 | 11.1 | 3.6 | 3.9 | 8.4 | 8.8 |
| SCB | OP | 157.00 | 178.00 | 13.4 | 11.4 | 10.5 | 1.4 | 1.3 | -3.5 | 8.1 | 3.6 | 3.9 | 13.2 | 13.2 |
| STEC | OP | 28.00 | 30.10 | 7.5 | 43.8 | 31.6 | 3.6 | 3.3 | -28.8 | 38.6 | 1.0 | 1.4 | 8.2 | 10.6 |
| TPCH | OP | 18.30 | 24.00 | 31.1 | 20.5 | 15.1 | 3.2 | 2.6 | 78.3 | 35.6 | 0.2 | 0.2 | 15.4 | 17.4 |
| PSH | OP | 22.40 | 26.50 | 18.3 | 8.0 | 7.3 | 1.3 | 1.2 | 5.8 | 9.7 | 6.3 | 6.9 | 16.2 | 16.3 |
| SPALI | OP | 27.00 | 29.00 | 7.4 | 8.6 | 7.8 | 1.8 | 1.5 | 10.9 | 10.1 | 4.4 | 4.9 | 20.5 | 19.7 |
| HMPRO | OP | 9.55 | 12.00 | 25.7 | 27.1 | 24.4 | 6.9 | 6.7 | 12.3 | 11.2 | 3.2 | 3.5 | 25.6 | 27.3 |
โดย เดอะวิสดอมกสิกรไทย