Display mode (Doesn't show in master page preview)
Skip Ribbon Commands
Skip to main content

02-8888899

เศรษฐกิจไทย

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วยหนุนการฟื้นตัวของการส่งออกไทยขึ้น แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และอุปสงค์ภายในประเทศก็ยังไม่ได้รับแรงหนุนมาจากการส่งออกที่สูงขึ้น ในขณะที่ ค่าจ้างนอกภาคเกษตรยังฟื้นตัวช้า อัตราการว่างงานยังคงปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันเรายังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนนักที่ชี้ว่าการใช้จ่ายจำนวนมากของภาครัฐ สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้ (crowding-in)


ภาพรวมตลาดหุ้น

ด้วยการที่เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ต่างถูก consensus ปรับลดประมาณการกำไรปี 2560 YTD ลง ยกเว้นกลุ่มปิโตรเคมี และการเงินและหลักทรัพย์ ขณะที่ PER ล่วงหน้าก็ใกล้จุดสูงสุดในอดีต เราจึงคงมุมมองระมัดระวังต่อตลาดโดยรวม ทั้งนี้เราได้ปรับปีฐานไปเป็นกลางปี 2561 มีเป้าหมาย SET Index ที่ 1,650 จุด (เดิมที่ 1,570 จุด ณ สิ้นปี 2560) คิดเป็น upside 4% จากระดับปัจจุบันที่ 1,582 จุด และมีผลตอบแทนหุ้นโดยรวม (TSR) รอบ 12 เดือนที่ 7-8% (ผลตอบแทนเงินปันผล (DY) เหนือ 3% เล็กน้อย) เมื่ออิงจากประมาณการนี้ หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าประเภทเงินสดหรือพันธบัตร แต่ในสภาพตลาดที่มูลค่าค่อนข้างตึงตัวแล้วคำถามสำคัญคือจะต้องยอมรับความเสี่ยงในระดับไหนถึงเหมาะสม ประเด็นคือการฟื้นตัวของการเติบโตนั้นอาจพลิกประมาณการกำไรเป็นบวกได้ แต่ก็อาจตามมาด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่สูงขึ้น เสี่ยงทำให้ PER หดตัวลง ขณะเดียวกันอัตราปันผลยังคงมีค่าพรีเมี่ยมเหนือพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนราคาหุ้นหากกำไรบริษัทออกมาไม่ดี ทั้งนี้ เรามีกลยุทธ์การลงทุน 3 ธีมใน SET ในไตรมาส 3/2560 ดังนี้

  • อย่ามองข้ามเงินปันผล แม้เราจะยังคาดถึง bond yield ที่สูงขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่เราเชื่อว่าเงินปันผลจะยังคงเป็นส่วนสำคัญต่อผลตอบแทนทั้งหมด โดยในบรรดาหุ้นเด่นใน ไตรมาส 3/2560 ของเรา ได้แก่ PTT BBL และ SCB ต่างก็มีอัตราปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ขณะที่มีความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตที่ดี
  • หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล เรามองว่าการลงทุนของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยและเชื่อว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ทั้งนี้ หุ้นเด่นของเราที่ เข้ากับธีมนี้ ได้แก่ STEC (ผู้รับเหมางานโยธา) และ TPCH (พลังงานทดแทน)
  • การฟื้นตัวของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มอสังหาฯ จาก “เท่ากับตลาด” เป็น “มากกว่าตลาด” โดยมีหุ้นเด่นคือ PSH และ SPALI เพราะจะได้ประโยชน์ โดยตรงจากการฟื้นตัวของกลุ่ม (และมี DY ที่น่าดึงดูด) รวมถึง HMPRO ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของเราในกลุ่มพาณิชย์ ที่มีสัดส่วนยอดขาย 20% มาจากโครงการใหม่ๆ
  • น้ำหนักการลงทุนรายกลุ่ม เราให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มพลังงาน (ไม่รวมกลุ่มสาธารณูปโภค) กลุ่มธนาคาร (คงน้ำหนักเดิม) และกลุ่มอสังหาฯ (ปรับเพิ่ม) เป็น “มากกว่าตลาด” ขณะที่ให้น้ำหนัก “ต่ำกว่าตลาด” สำหรับกลุ่ม ICT ปิโตรเคมีและสาธารณูปโภค (คงน้ำหนักเดิม) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ปรับลดจากมากกว่าตลาด) นอกจากนี้เราปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มขนส่งจาก “ต่ำกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด” จากคาดการณ์ว่ากลุ่มท่องเที่ยวจะฟื้นตัวขึ้นในครึ่งแรกของปี 2560

StockRatingPrice(Bt)
3-Jul-17
Target price(Bt)Upside(%)P/E(x)P/BVNet profit grth(%)Div.yield(%)ROE(%)
2017E2018E2017E2018E2017E2018E2017E2018E2017E2018E
PTTOP373.00446.0019.68.59.31.21.135.2-8.94.24.214.111.6
BBLOP185.00208.0012.410.69.50.90.82.611.13.63.98.48.8
SCBOP157.00178.0013.411.410.51.41.3-3.58.13.63.913.213.2
STECOP28.0030.107.543.831.63.63.3-28.838.61.01.48.210.6
TPCHOP18.3024.0031.120.515.13.22.678.335.60.20.215.417.4
PSHOP22.4026.5018.38.07.31.31.25.89.76.36.916.216.3
SPALIOP27.0029.007.48.67.81.81.510.910.14.44.920.519.7
HMPROOP9.5512.0025.727.124.46.96.712.311.23.23.525.627.3
โดย เดอะวิสดอมกสิกรไทย
กลับ