เรียนรู้วิธีเทรดหุ้นสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงกลยุทธ์ขั้นสูง พร้อมเคล็ดลับในการจัดการความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไร

สรุปวิธีเทรดหุ้นสำหรับมือใหม่ เริ่มต้นให้ดีตั้งแต่ก้าวแรก

เรียนรู้วิธีเทรดหุ้นสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงกลยุทธ์ขั้นสูง พร้อมเคล็ดลับในการจัดการความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไร

กดฟัง
หยุด

  • การเทรดหุ้นเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น มือใหม่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาและเข้าใจพื้นฐานการลงทุนก่อนตัดสินใจ
  • ​ ​เทรดหุ้นมีข้อดีคือ มีโอกาสทำกำไรสูง ได้รับเงินปันผล และมีโอกาสที่หุ้นจะเติบโตระยะยาว แต่มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โอกาสขาดทุน และต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  • ​ ​สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจกับการเทรดหุ้นโดยตรง การลงทุนผ่านกองทุนรวม เช่น กองทุนดัชนีหุ้น กองทุนผสม เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยบริหารจัดการ

ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงหันมาสนใจลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเทรดหุ้น ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า จำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 20-35 ปี ที่เริ่มมองหาทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าเงินออมนอกเหนือจากการฝากเงิน อย่างไรก็ตาม การเทรดหุ้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่ เพราะมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป บทความนี้จะขอแนะนำพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อช่วยให้มือใหม่สามารถเริ่มต้นเทรดหุ้นได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น


เทรดหุ้นคืออะไร

การเทรดหุ้น คือ การซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือรับเงินปันผล (Dividend) จากผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ


ความแตกต่างระหว่างการเทรดหุ้นกับการลงทุนในกองทุนรวม

การเทรดหุ้นผู้ลงทุนต้องตัดสินใจเลือกหุ้นเอง มีอิสระในการซื้อขายหุ้นได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการซื้อขาย โดยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลือกหุ้นและจังหวะในการซื้อขาย แต่ต้องรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยบริหารจัดการเงินลงทุนให้ ซื้อขายได้ตามเงื่อนไขของแต่ละกองทุน มีการกระจายความเสี่ยงไปในหลายหลักทรัพย์ และมีค่าธรรมเนียมการจัดการ


ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหันมาสนใจเทรดหุ้นมากขึ้น

คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเทรดหุ้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ความสะดวกในการซื้อขายหุ้นที่ทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ การเข้าถึงข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่มีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ต โอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว


ข้อดีและความเสี่ยงของการเทรดหุ้น

ข้อดีของการเทรดหุ้น

การเทรดหุ้นมีข้อดีหลายอย่าง เริ่มจากโอกาสทำกำไรสูงเมื่อเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินหลายเท่า อีกทั้งยังได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ลงทุนมีรายได้ประจำจากการถือหุ้น เงินลงทุนมีโอกาสเติบโตจากข้อมูลย้อนหลังที่ตลาดหุ้นมีการเติบโตในระยะยาว แม้จะมีความผันผวนในบางช่วง นอกจากนี้ ยังมีสภาพคล่องสูงที่สามารถซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อเทียบกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการถือหุ้นทำให้เราเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งในธุรกิจนั้นๆ มีสิทธิรับผลตอบแทนและออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น


ความเสี่ยงของการเทรดหุ้น

แม้การเทรดหุ้นจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนควรตระหนัก ทั้งความผันผวนของตลาดที่ราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โอกาสขาดทุนที่การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากเลือกหุ้นไม่เหมาะสมหรือจังหวะไม่ดี ความจำเป็นที่ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และประกอบการตัดสินใจซึ่งต้องมีความรู้และข้อมูลเพียงพอ อาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรมาก ความต้องการมีวินัยและควบคุมอารมณ์เนื่องจากความโลภและความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญ และความเสี่ยงจากการบริหารงานของบริษัทที่ผลการดำเนินงานอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงได้

มุมมองการลงทุน (ข้อมูล ณ 1 ธ.ค. 68)

สำหรับการลงทุนหุ้นโลก K WEALTH มีมุมมองดังนี้
  • ภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น นำโดยสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยในปีหน้า โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำตลาดจากกระแส AI และการบริโภคภาคบริการที่ยังแข็งแรง แม้ Valuation จะอยู่ในระดับสูง แต่ตลาดยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง
  • การเติบโตของกำไรยังนำโดยกลุ่มเทคโนโลยี และ Sector ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยกำไรบริษัททั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และเอเชียยังเติบโตเร่งตัวจากกลุ่ม Semiconductor, Cloud Infrastructure และ AI Supply Chain พร้อมกับการฟื้นตัวในบาง Sector เช่น Industrials และ Communication Services ด้าน Healthcare และ Utilities เริ่มถูกจับตามากขึ้นเนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้จริงและมีโอกาสเห็นกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะถัดไป
  • ภูมิภาคที่ Valuation ยังต่ำ แต่ได้รับประโยชน์จาก AI เช่นเดียวกับสหรัฐฯ โดดเด่น โดยภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวัน–เกาหลี รวมถึงจีนบางกลุ่ม ถูกมองว่าน่าสนใจจาก Valuation ที่ยังต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเติบโตของธุรกิจ AI และ Semiconductor Supply Chain เช่นเดียวกันกับฝั่งสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยุโรปก็มี Valuation ที่ไม่แพง และบาง Sector เช่น Healthcare, Utilities และ Consumer Staples มีโอกาสฟื้นตัวเมื่อเศรษฐกิจทยอยกลับมาสู่ภาวะปกติ และนโยบายการคลังเริ่มส่งผลบวกมากขึ้นในช่วงปี 2026–2027

สำหรับการลงทุนหุ้นไทย K WEALTH มีมุมมองดังนี้
  • เศรษฐกิจไทยปี 2025 คาดโตเพียง 2.0% ฟื้นตัว แต่ต่ำกว่าศักยภาพ แม้ภาพรวมยังขยายตัวได้ แต่แรงขับเคลื่อนหลักยังไม่แข็งแรง โดยการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนถูกกดดันจากผลกระทบน้ำท่วมและความล่าช้าในการเบิกงบ ขณะที่ภาคส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ การบริโภคและภาคบริการฟื้นตัวช้า แถมถูกซ้ำเติมด้วยเงินบาทที่แข็งค่าและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ
  • ​นโยบายผ่อนคลายหนุนแค่ sentiment ระยะสั้น ไม่ได้แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ BoT มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อ แต่การผ่อนคลายถูกจำกัดด้วย policy space ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเน้นมาตรการกระตุ้นขนาดเล็กที่เห็นผลเร็ว ซึ่งช่วยประคองความเชื่อมั่นมากกว่าการยกศักยภาพเศรษฐกิจ อีกทั้งภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ราว 65-67% ของ GDP ใกล้เพดานวินัยการคลัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมุมมองเครดิตและต้นทุนทางการเงินในอนาคต
  • ตลาดหุ้นไทยฟื้นถึง -1 S.D. แต่ upside ยังถูกจำกัด ดัชนี SET รีบาวด์ขึ้นมาใกล้ระดับ -1 S.D. จากแรงซื้อปลายปีและบรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ตลาดยังขาด catalyst ใหม่ที่จะผลักดันให้เกิด re-rating อย่างยั่งยืน จึงมองว่าให้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม High Dividend (SETHD) ซึ่งมีความสามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ​

เริ่มต้นเทรดหุ้นอย่างไร

หากพร้อมที่จะเริ่มต้นเทรดหุ้นด้วยตนเอง ขั้นตอนพื้นฐานที่จะช่วยให้เริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ ได้แก่​

​1. ศึกษาทำความเข้าใจตลาด โดยเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคา และวิธีการวิเคราะห์หุ้น ศึกษาข้อมูลบริษัทที่สนใจทั้งจากงบการเงิน ข่าวสาร และแนวโน้มอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าร่วมงานสัมมนาหรือคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น​

2. เลือกโบรกเกอร์และเปิดบัญชีซื้อขาย โดยเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ มีค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม และมีบริการที่ตรงกับความต้องการ เตรียมเอกสารสำหรับการเปิดบัญชี
  • เปิดบัญชีลงทุนหุ้นไทยกับ K PLUS

    เทรดฟุ้นไทย ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ

​3. ตั้งเป้าหมายลงทุนและประเมินความเสี่ยงที่รับได้ ด้วยการกำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เช่น การเติบโตระยะยาว หรือรายได้จากเงินปันผล ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสม รวมถึงวางแผนระยะเวลาการลงทุนและจำนวนเงินที่พร้อมจะลงทุน
 
4. คัดเลือกหุ้นและสร้างพอร์ตลงทุนกระจายความเสี่ยง โดยเริ่มต้นด้วยหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีความมั่นคง และเข้าใจธุรกิจได้ง่าย กระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ลงเงินทั้งหมดในครั้งเดียว ควรทยอยลงทุนเพื่อเฉลี่ยต้นทุน
  ​
5. ติดตามผลและรู้จังหวะขาย ด้วยการติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทและปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาหุ้น ตั้งเกณฑ์การขายทั้งกรณีทำกำไรและตัดขาดทุน รวมถึงทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

เปรียบเทียบการเทรดหุ้นกับกองทุนรวม

การเทรดหุ้นเองต้องเลือกหุ้นและตัดสินใจด้วยตัวเอง ต้องใช้เวลาศึกษาและติดตามตลาดมาก อาจต้องใช้เงินมากกว่าในการซื้อหุ้นหลายตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่มีโอกาสทำกำไรสูงกว่าหากเลือกหุ้นได้ดี มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย และซื้อขายได้ทันทีในเวลาทำการ เหมาะกับผู้ที่มีความรู้และมีเวลาติดตาม


ส่วนกองทุนรวมมีผู้จัดการกองทุนตัดสินใจให้ ใช้เวลาน้อยกว่า เริ่มต้นด้วยเงินน้อยได้ เงินลงทุนเริ่มต้น 500 บาท ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าหุ้นบางบริษัท แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเพราะกระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ มีค่าธรรมเนียมการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เหมาะกับมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลา


ประเภทการลงทุนที่เหมาะกับมือใหม่

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนและยังไม่มั่นใจในการเลือกหุ้นด้วยตนเอง การลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งมีกองทุนหลายประเภทให้เลือกตามระดับความเสี่ยงที่รับได้


กองทุนดัชนีหุ้น ลงทุนตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น SET50 หรือ SET100 ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้น แต่ไม่ต้องการเลือกหุ้นเอง โดยกองทุนดัชนีหุ้น ได้แก่ กองทุน K-SET50 หรือหากต้องการลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุน KS50RMF


กองทุนผสม ลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนในหุ้นล้วน โดยกองทุนผสมแนะนำ ได้แก่ กองทุน K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE


การเทรดหุ้นเป็นการลงทุนที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ายังไม่มั่นใจในการเลือกหุ้นด้วยตนเอง การเริ่มต้นด้วยการลงทุนในกองทุนรวมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกเทรดหุ้นเองหรือลงทุนผ่านกองทุนรวม สิ่งสำคัญคือ การมีวินัยในการลงทุน ศึกษาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และอดทนรอเวลาให้เงินเติบโตในระยะยาว เพราะนี่คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : บลจ.กสิกรไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย






คำเตือน




กองทุน K-WPBALANCED และ K-WPSPEEDUP มีระดับความเสี่ยงที่ 5 (จากสูงสุด 8 ระดับ) ส่วนกองทุน K-WPULTIMATE และ K-SET50 มีระดับความเสี่ยงที่ 6 (จากสูงสุด 8 ระดับ)

กองทุน K-SET50 สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ หากต้องการขายคืนหน่วยลงทุนจะได้รับเงินค่าขายคืน T+2 วันทำการ เช่น ขายคืนวันจันทร์ ได้รับเงินวันพุธ


Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHสุวิมล ยิ่งเจริญรุ่งโรจน์ CFP®

Back to top