ปรับลดมุมมอง K-GINFRA คนถือหนักควรทำอย่างไร?

กดฟัง
หยุด
  • K WEALTH ปรับลดมุมมองต่อกลุ่ม Utilities จากค่อนข้างบวกเป็นเป็นกลาง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวอยู่ในระดับสูง และกดดันความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค
  • ไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่มในกองทุน K-GINFRA เนื่องจากกองทุนมีสัดส่วนลงทุนในกลุ่ม Utilities สูงถึง 61% ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรอยู่ในระดับจำกัด
  • ผู้ที่ถือกองทุนเกิน 20% ของเงินลงทุนโดยรวม ควรทบทวนสัดส่วนและทยอยปรับสมดุลพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว โดยอาจสับเปลี่ยนเงินลงทุนบางส่วนไปยัง K-GNEXT-A(A) หรือ K-WORLDX เพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยงและโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าในช่วงนี้

ถือ K-GINFRA ในสัดส่วนสูง ควรปรับพอร์ตอย่างไร? เมื่อ K WEALTH ปรับลดมุมมองต่อกลุ่ม Utilities

สำหรับผู้ลงทุนที่ถือ K-GINFRA ในสัดส่วนสูง ประเด็นสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงว่าจะ “ถือ” หรือ “ขาย” แต่คือสัดส่วนดังกล่าวยังเหมาะสมกับพอร์ตโดยรวมหรือไม่ เพราะกองทุนที่ยังสามารถถือครองต่อได้ อาจไม่ใช่กองทุนที่ควรลงทุนเพิ่ม และการถือมากเกินไปอาจทำให้พอร์ตกระจุกตัวในธีมการลงทุนเดียวมากกว่าที่ตั้งใจ


AI Theme และ Data Center ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยกองทุน K-GINFRA ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (Utilities) ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนนี้ในระยะยาว เพียงแต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายนอกอื่นแล้ว แม้หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ที่กองทุน K-GINFRA เน้นลงทุนอยู่ ราคายังไม่แพง แต่ด้วยการเติบโตของกำไรที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น จึงลดลง


ล่าสุดสัปดาห์นี้ K WEALTH ได้ปรับลดมุมมองการลงทุนต่อกลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) จาก Slightly Positive (มุมมองค่อนข้างบวก) เป็น Neutral (มุมมองเป็นกลาง) หลังประเมินว่าปัจจัยสนับสนุนการลงทุนเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มอยู่สูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ ด้วยเหตุนี้ กองทุน K-GINFRA ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Utilities สูง จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับการลงทุนเพิ่มในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การปรับมุมมองครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหน่วยลงทุนทุกคนต้องรีบขายออกทันที แต่ควรพิจารณาร่วมกับสัดส่วนที่ถืออยู่ วัตถุประสงค์การลงทุน และระดับความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม โดยเฉพาะผู้ที่ถือกองทุนนี้ในสัดส่วนสูงจนเกิดความกระจุกตัว


ทำไม K WEALTH จึงปรับลดมุมมองต่อกลุ่ม Utilities?

ปัจจัยสำคัญมาจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ยังทรงตัวในระดับสูง ณ 28 ก.ย. 69 Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.24% ขณะที่ Bond Yield อายุ 2 ปีอยู่ที่ 4.92% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา


ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่ม Utilities ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนมักถือเพื่อรับกระแสเงินสดและเงินปันผล เมื่อพันธบัตรรัฐบาลซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า มีผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าเดิมจนน่าสนใจ นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงมีแนวโน้มลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Utilities และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นแทน


นอกจากนี้ ธุรกิจสาธารณูปโภคยังเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการ เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ต้นทุนทางการเงินจึงเพิ่มขึ้นและอาจส่งผลต่อการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต


สถิติในอดีตสะท้อนว่า Utilities มักเผชิญแรงกดดันในช่วงดอกเบี้ยสูง

ข้อมูลย้อนหลังที่ K WEALTH นำมาวิเคราะห์พบว่า

  • ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 5 รอบที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Utilities ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกถึง 4 ใน 5 รอบ (ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1999)
  • ในวัฏจักรดอกเบี้ยปัจจุบัน หุ้นกลุ่ม Utilities ให้ผลตอบแทนประมาณ 6%
  • ขณะที่ดัชนีหุ้นโลก (ACWI) ให้ผลตอบแทนประมาณ 33%
  • ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนสูงถึง 77%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield อยู่ในระดับสูง กลุ่ม Utilities มักไม่ใช่กลุ่มที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม


เมื่อถือ K-GINFRA มากเกินไป ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่กองทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความกระจุกตัวของพอร์ต

การที่ K WEALTH ปรับลดมุมมองต่อ K-GINFRA ไม่ได้เกิดจากคุณภาพของกองทุน แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนไป สำหรับผู้ที่ถือในสัดส่วนสูง ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือ การเคลื่อนไหวของกองทุนอาจส่งผลต่อพอร์ตโดยรวมมากกว่าที่เหมาะสม จึงควรใช้จังหวะนี้ทบทวนสัดส่วนและกระจายความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน


ณ 31 ส.ค. 69 กองทุน K-GINFRA มีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Utilities สูงถึง 61% ของพอร์ต เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่มีน้ำหนัก Utilities เพียง 2.3% จะเห็นได้ว่ากองทุนมีการให้น้ำหนักในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างมาก


ขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Earnings Growth) ของกลุ่ม Utilities อยู่ที่ประมาณ 9% ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มีการคาดการณ์การเติบโตสูงกว่าหลายเท่าตัว แม้ระดับ Valuation ของ Utilities จะไม่ได้อยู่ในระดับแพง โดยมีค่า P/E ประมาณ 15 เท่า และยังอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 12-18 เท่า แต่การเติบโตของกำไรที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบลดลง


แนวทางปรับสมดุลพอร์ตจาก K WEALTH สำหรับผู้ถือ K-GINFRA ในสัดส่วนสูง

สำหรับผู้ที่ถือ K-GINFRA มากกว่า 20% ของเงินลงทุนโดยรวม ถือว่าพอร์ตมีความกระจุกตัวในกองทุนและกลุ่ม Utilities ค่อนข้างสูง K WEALTH จึงแนะนำให้ทยอยขายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนบางส่วน อย่างน้อยประมาณ 1 ใน 3 ของเงินที่ลงทุนใน K-GINFRA เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว โดยไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตทั้งหมดในครั้งเดียว และควรพิจารณาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากเงินส่วนนี้รับความเสี่ยงได้และตั้งใจใช้เป็นส่วนของ Satellite Equity อาจกระจายไปยังกองทุนหุ้นที่มีโอกาสได้รับปัจจัยบวกจากกระแส AI และการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่ง K WEALTH มองว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าในช่วงนี้ เช่น


  • K-GNEXT-A(A) ที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก กระจายไปหลาย Sector ที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ หรือจัดหาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลง โดย ณ 31 ส.ค. 69 กองทุนหลักมีการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 40.6%ของเงินลงทุน
  • K-WORLDX ที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก ให้เงินเติบโตล้อตามดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI (USD) โดย ณ 8 ต.ค. 69 จากข้อมูล Website ของกองทุนหลัก พบว่ากองทุนหลักมีการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 33.39%ของเงินลงทุน

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกการลดหย่อนภาษี 2 กองทุนแนะนำดังกล่าวก็มีทางเลือกในการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีผ่านกองทุน RMF ได้ คือ K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF


อีกทั้งด้วยปัจจัยที่ทำให้กองทุน K-GINFRA ยังคงมีความผันผวนและโอกาสเติบโตได้น้อยกว่ากองทุนแนะนำอื่นของ K WEALTH ส่งผลให้โอกาสที่กองทุนจะมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเหมือนอย่างปีก่อนๆ นั้น อาจน้อยลง ผู้ลงทุนที่ต้องการถือเพื่อรับเงินปันผล จึงควรทบทวนวัตถุประสงค์ของเงินลงทุนส่วนนี้อีกครั้ง


หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-WORLDX, K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WORLDX, K-GNEXTRMF, K-WORLDXRMF นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 75% ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A)
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+4 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 4 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+4) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันศุกร์ (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+3 ได้แก่ K-WORLDX, K-WORLDXRMF T+4 ได้แก่ K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-GNEXTRMF

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”,

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top