-
การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการฮาร์ดแวร์ทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นโลกอย่างต่อเนื่อง
-
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีปัจจัยหนุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และโมเมนตัมกำไรของหุ้นขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ เป็นจังหวะน่าสนใจสำหรับหุ้นขนาดใหญ่ญี่ปุ่น เช่น TOP11JAP
-
กองทุน K-GPIN-A(A) หุ้นโลกคุณภาพสูงที่ใช้กลยุทธ์การขายสิทธิในการซื้อหุ้นและสิทธิในการซื้อดัชนีที่อ้างอิงกับหุ้น เหมาะกับภาวะตลาดแกว่งตัว
การวางกลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุนในครึ่งหลังของปี 2569 จำเป็นต้องอาศัยการเลือกลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทรงตัวสูง
ส่องภาพรวมการลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ทำไมหุ้นโลกและหุ้นญี่ปุ่นถึงที่ไม่ควรมองข้าม
โอกาสการเติบโตของหุ้นโลกยุค AI และการปรับพอร์ตรับมือดอกเบี้ย
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงส่งหลักจากการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI ในขณะที่ปัจจัยกดดันเกิดจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีการปรับขึ้นอีก 0.25% จากการประชุมครั้งล่าสุด โดยรวมบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี การเลือกลงทุนในหุ้นโลกคุณภาพดีที่มีนโยบายบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี
แรงขับเคลื่อนตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ
เศรษฐกิจหุ้นญี่ปุ่นได้รับปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร การลงทุนด้าน AI และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยประมาณการกำไรต่อหุ้นของดัชนี TOPIX (Forward EPS) มีแนวโน้มเติบโตราว 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยังช่วยสะท้อนความแข็งแกร่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและมีโมเมนตัมการเติบโตของกำไรเด่นชัด
เจาะลึก 2 กองทุนเด็ดครึ่งหลัง ก.ย. 69 เติบโตแกร่งพร้อมรับมือความผันผวน
สำหรับ 2 กองทุนเด่นที่น่าสนใจในครึ่งหลังเดือนกันยายน 2569 ได้แก่
1. TOP11JAP: ลุยหุ้นใหญ่ญี่ปุ่น 11 บริษัท พื้นฐานแกร่ง โมเมนตัมตลาดดี
กองทุนเปิด ท็อป 11 เจแปน (TOP11JAP) บริหารจัดการโดย บลจ. ดาโอ มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงจำนวน 11 บริษัท โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV)
-
กลยุทธ์การลงทุน: บริหารจัดการด้วยรูปแบบ Rule-based Approach เพื่อคัดเลือกหุ้นพื้นฐานที่มีโมเมนตัมสูง และมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวสูงกว่าดัชนีชี้วัด TOPIX Total Return Index JPY ในระยะยาว
-
นโยบายความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: กองทุนไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) ทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากทิศทางค่าเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินบาท
-
เงื่อนไขการลงทุน: ซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปขั้นต่ำเพียง 1 บาท ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนโดยทั่วไปอยู่ที่ T+3 วันทำการ
2. K-GPIN-A(A): คว้าโอกาสหุ้นโลกคุณภาพ พร้อมรับพรีเมียมเสริมสร้างความมั่นคง
กองทุนเปิดเค พรีเมียมอินคัมหุ้นโลก-A ชนิดสะสมมูลค่า หรือ K-GPIN-A(A) บริหารจัดการโดย บลจ.กสิกรไทย เน้นลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan ETFs (Ireland) ICAV - Global Equity Premium Income Active UCITS ETF - USD (dist)
-
กลยุทธ์การลงทุน: กองทุนหลักเน้นคัดสรรหุ้นคุณภาพดีทั่วโลก (Quality Global Equities) ควบคู่กับการขายสิทธิในการซื้อหุ้น (Equity Call Options) และสิทธิในการซื้อดัชนีที่อ้างอิงกับหุ้น (Equity Index Call Options) เพื่อนำค่าพรีเมียมที่ได้มาเป็นส่วนเสริมสร้างรายได้และลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน
-
สัดส่วนการลงทุนหลัก: กองทุนหลักมีการกระจายการลงทุนในสหรัฐฯ 67.20% ญี่ปุ่น 10.40% และฝรั่งเศส 4.70% โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) 23.80% สุขภาพ (Health Care) 14.40% และการเงิน (Financials) 14.20% (ข้อมูลกองทุนหลัก ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569)
-
นโยบายความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ช่วยลดความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
เงื่อนไขการลงทุน: ซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปขั้นต่ำ 500 บาท ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ T+3 วันทำการ
ตารางเปรียบเทียบ 2 กองทุนเพื่อการตัดสินใจ
เพื่อช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบข้อมูลและเลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น K WEALTH ได้สรุปข้อมูลสำคัญของทั้ง 2 กองทุนไว้ ดังนี้
ประเด็นเปรียบเทียบ
| TOP11JAP
|
K-GPIN-A(A)
|
สินทรัพย์หลักที่ลงทุน
| หุ้นญี่ปุ่นขนาดใหญ่
11 หลักทรัพย์
| หุ้นโลกคุณภาพสูงผ่าน
กองทุนหลัก JPMorgan ETFs
|
กลยุทธ์สร้างผลตอบแทน
| | |
ระดับความเสี่ยง
| | |
นโยบายป้องกันความเสี่ยง FX
| | ตามดุลยพินิจของ
ผู้จัดการกองทุน
|
เงินลงทุนขั้นต่ำ
| 1 บาท
| 500 บาท
|
ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน
-
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน กองทุน TOP11JAP ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจได้รับกำไรหรือขาดทุนจากความผันผวนของค่าเงินเยนและเงินบาท ขณะที่กองทุน K-GPIN-A(A) ใช้การป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งอาจมีต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงที่กระทบผลตอบแทนได้
-
ความผันผวนของตลาดหุ้นต่างประเทศ การลงทุนในหุ้นย่อมมีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
-
ข้อจำกัดของกลยุทธ์ Call Option ในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและแรง ผลตอบแทนของกองทุนอาจปรับตัวขึ้นได้จำกัดกว่าตลาดเล็กน้อย เนื่องจากมีการขาย Call Options ไว้เพื่อแลกกับค่าพรีเมียม
กลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน K WEALTH แนะนำการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยกำหนดให้กองทุนหุ้นโลกและกองทุนหุ้นญี่ปุ่นป็นส่วน Satellite Portfolio โดยลงทุนกองทุนหุ้นโลกในสัดส่วนไม่เกิน 50% ของเงินลงทุน และหุ้นญี่ปุ่นในสัดส่วนไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม ขณะที่ส่วน Core Portfolio ควรเน้นกระจายลงทุนในกองทุนผสมเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับพอร์ตลงทุน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- TOP11JAP, K-GPIN-A(A): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GPIN-A(A): ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- TOP11JAP: ไม่ป้องกันความเสี่ยง
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- TOP11JAP, K-GPIN-A(A): T+3