-
ลงทุนในหุ้นต่างประเทศอาจบวก 15% แต่กำไรที่ได้จริงอาจเหลือน้อยลง เพราะ "อัตราแลกเปลี่ยน" ที่หลายคนมักมองข้าม
-
กองทุนบำนาญระดับโลกบางประเทศกำลังปรับกลยุทธ์ Hedged เงินดอลลาร์ครั้งใหญ่ สวนทางแนวโน้มเดิม
-
เช็กลิสต์ช่วยตัดสินใจเลือกกองทุน Hedged หรือ Unhedged ให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
ลองนึกภาพว่า ซื้อกองทุนหุ้นสหรัฐฯ แล้วปีนี้หุ้นในพอร์ตบวกไป 15% เต็มๆ แต่พอเช็กมูลค่าหน่วยลงทุนกลับพบว่าได้กำไรแค่ 5% เงินอีก 10% หายไปไหน? หลายคนอาจสงสัยว่าผู้จัดการกองทุนบริหารพลาดหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วคำตอบไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการบริหารเลย แต่อยู่ที่ "อัตราแลกเปลี่ยน” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น ขณะที่กองทุนบำนาญยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกลับเริ่มทยอย "ปล่อยค่าเงินเป็นไปตามกลไกตลาด (Unhedged)" กันมากขึ้น แล้วนักลงทุนควรจะป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน (Hedged) หรือไม่ K WEALTH มีคำแนะนำในการเลือกมาฝาก
เกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา
ช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 เงินบาทไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราว 33.10–33.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าแข็งค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่น่าสนใจคือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เองก็แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2569 เช่นกัน จากแรงหนุนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) ภายใต้ประธานเฟดคนใหม่
เมื่อทั้งเงินบาท และดออลาร์สหรัฐฯ ต่างก็มีปัจจัยหนุนของค่าเงิน คำถามที่นักลงทุนไทยซึ่งถือกองทุนต่างประเทศต้องถามคือ ผลตอบแทนที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรกันแน่ และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในตลาดขณะนี้
ทำไมค่าเงินถึงมีผลกระทบต่อ กำไร (หรือขาดทุน) ของกองทุน
หลักการพื้นฐานที่นักลงทุนกองทุนต่างประเทศต้องรู้ คือสูตรนี้
ผลตอบแทนกองทุนต่างประเทศ = ผลตอบแทนสินทรัพย์ + ผลจากค่าเงิน
เวลาซื้อกองทุนหุ้นต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐฯ ด้วยเงินบาท บริษัทจัดการกองทุนจะนำเงินบาทไปแลกเป็นดอลลาร์เพื่อลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และเมื่อขายกองทุนคืน กองทุนต้องขายหุ้นสหรัฐฯ แล้วแปลงเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินบาทอีกครั้ง ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับจริง เท่ากับ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ บวกหรือลบด้วย ผลจากการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาท
กลับมาที่ตัวอย่างต้นเรื่อง หากหุ้นสหรัฐฯ ในกองทุนให้ผลตอบแทน 15% แต่ระหว่างทางเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ผลตอบแทนที่นักลงทุนไทยได้รับจริงจะเหลือเพียงประมาณ 7% เท่านั้น เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้มูลค่าดอลลาร์ที่แปลงกลับมาลดลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นต่างประเทศขึ้น แต่พอร์ตอาจไม่ขึ้นตามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
FX Hedged คืออะไร ต่างจาก FX Unhedged อย่างไร
เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของค่าเงิน กองทุนรวมจึงมีนโยบายให้เลือก 2 แบบหลักๆ คือ
หัวข้อ
|
FX Hedged (มีการป้องกันความเสี่ยง)
|
FX Unhedged (ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง)
|
หลักการ
| ล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า
ผลตอบแทนจากค่าเงินใกล้เคียง 0
| ปล่อยให้ผลตอบแทนผันผวนตามค่าเงินจริง
|
ต้นทุน
| มีต้นทุนแฝง ผันแปรตามส่วนต่างดอกเบี้ยของสองประเทศ กระทบกับราคา NAV
| ไม่มีต้นทุน Hedged รับความเสี่ยงค่าเงินเต็มๆ
|
เหมาะกับ
| นักลงทุนที่คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรือไม่อยากรับความผันผวนจากค่าเงิน
| นักลงทุนที่คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่า หรือ รับความผันผวนได้
|
จุดที่หลายคนมองข้ามคือ การ Hedged ค่าเงินไม่ได้ทำฟรี ต้นทุนของการ Hedged จะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ และกระทบกับราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนเลือกกองทุน
ทำไมกองทุนบำนาญโลกถึง "Unhedged" ค่าเงินดอลลาร์ในปี 2569
ข้อมูลจาก Reuters ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ระบุว่ากองทุนบำนาญรายใหญ่ของแคนาดา เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์กกำลังทยอยถอนตัวจากการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์ (FX Hedging) ที่เคยเพิ่มขึ้นเมื่อปีก่อน หลังเหตุการณ์ตลาดปั่นป่วนจากนโยบายภาษีนำเข้าที่รู้จักกันในชื่อ "Liberation Day"
โดยผลวิเคราะห์ของ Wells Fargo พบว่า อัตราส่วนการ Hedged เงินดอลลาร์ของกองทุนบำนาญเดนมาร์กบางแห่งลดลงถึง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กองทุนบำนาญแคนาดาบางแห่งลดลงประมาณ 1% สาเหตุหลักมาจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่อยู่สูงกว่ายูโรโซนราว 140 basis points (1.40%) ทำให้ต้นทุนการ Hedged ดอลลาร์แพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ฝ่ายกลยุทธ์ FX ระดับโลกของ Wells Fargo เห็นว่ากระแสการขายหุ้นสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่มีเม็ดเงินไหลออกจริง ทำให้ความต้องการ Hedged เงินดอลลาร์ได้อ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีนักกลยุทธ์ตลาดจากบริษัท Corpay เสริมว่า การ Hedged ระยะยาวมีต้นทุนสูงและกระทบกับผลตอบแทน กองทุนส่วนใหญ่จึงเลือกปล่อยให้การ Hedged ครบกำหนดและไม่มีการต่ออายุสัญญา Hedged
หมายเหตุ: ข้อมูลแนวโน้มการปล่อยให้สัญญา Hedged ครบกำหนดและไม่ต่ออายุนี้ เฉพาะกองทุนบำนาญของแคนาดา เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์กตามที่ Reuters รายงาน ยังไม่ใช่ภาพรวมของกองทุนบำนาญทั่วโลกทั้งหมด
แล้วนักลงทุนไทยต้องปรับตัวอย่างไร
หลักคิดพื้นฐานที่พอสรุปได้จากเรื่องนี้คือ นักลงทุนอาจพิจารณาเลือกกองทุนแบบ Hedged เมื่อประเมินไปข้างหน้าว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า เพื่อปกป้องผลตอบแทนจากการลงทุน และพิจารณากองทุนแบบ Unhedged เมื่อประเมินไปข้างหน้าว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะมีโอกาสได้กำไรเพิ่มจากส่วนต่างค่าเงิน
สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอคือ แม้แต่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Wells Fargo หรือกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ก็ยังต้องปรับกลยุทธ์การ Hedged อยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ดอกเบี้ยและค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป การคาดเดาทิศทางค่าเงินให้แม่นยำจึงเป็นเรื่องยากมาก แม้จะเป็นมืออาชีพ ดังนั้น ไม่ควรใช้การคาดการณ์ค่าเงินเป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจลงทุน แต่ควรพิจารณาประกอบกับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลาการถือครอง และระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ด้วย
K WEALTH แนะนำเช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
- เช็กนโยบาย FX Hedging ของกองทุนใน Fund Fact Sheet ว่าเป็นแบบ Fully Hedged, Partially Hedged หรือ Unhedged
- ประเมินตัวเอง ว่ารับความผันผวนที่มาจากค่าเงิน (ไม่ใช่แค่จากราคาสินทรัพย์) ได้มากแค่ไหน
- พิจารณาระยะเวลาการลงทุนของตนเอง หากถือระยะยาวมาก ผลจากค่าเงินในระยะสั้นอาจมีนัยสำคัญน้อยลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของสินทรัพย์หลัก อาจจะเลือก Unhedged เพื่อไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
- ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจมหภาค ทั้งไทยและสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของทั้งสองประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อค่าเงิน
ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนต่างประเทศจาก บลจ.กสิกรไทย ส่วนใหญ่จะมีการ Hedged ค่าเงิน เพื่อให้ผู้ลงทุนเน้นติดตามผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุน และมีบางกองทุนที่มีการ Unhedged ค่าเงินด้วยเช่นกัน โดยมุมมอง K WEALTH CIO สำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศที่แนะนำในช่วงนี้ที่เป็นส่วน Satellite ของพอร์ต ไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน ได้แก่ กองทุน K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-ATECH
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย https://www.kasikornbank.com/th/personal/digital-banking/pages/kplus-investment.aspx
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-GINFRA-A(D), K-GNEXT-A(A), K-ATECH: T+4