-
3 ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำยังไม่วิ่ง คือ 1. กังวลอัตราเงินเฟ้อ 2. ค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น 3. แรงเทขายทำกำไรจากราคาทองคำปรับขึ้นมาแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
-
K WEALTH CIO ยังมีมุมมองเป็นกลางต่อการลงทุนทองคำ และแนะนำให้มีสัดส่วนลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง
-
คำแนะนำการลงทุนในทองคำ สำหรับคนที่ไม่เคยถือทองคำมาก่อน แนะนำให้ทยอยสะสมจนครบ 10% ของพอร์ต สำหรับคนที่ถือทองคำมาก่อน หากมีกำไรให้แบ่งขายทำกำไรมาก่อน
ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่มีมาตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา เดี๋ยวตกลงหยุดยิง แล้วกลับมาขัดแย้งกันไปมาไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง ราคาทองคำที่มักชอบข่าวร้ายหรือข่าวความขัดแย้ง ราคามักพุ่ง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) แต่เมื่อกลับมาดูราคาทองคำ กลับทำราคาสูงสุดในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา แล้วปรับย่อตัวลดลง และไม่กลับไปยังแถวราคาสูงสุดอีกเลยตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำ หรือนี่คือจุดเปลี่ยนของราคาทองคำกันแน่ บทความนี้ K WEALTH จะสรุปให้
เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำที่ผ่านมา
ทำไมรอบนี้ข่าวร้ายจากความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์ถึงทำให้ราคาทองคำไม่พุ่งแรง มาดู 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกดดันราคาทองคำอยู่
-
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ย: ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมาเร่งตัวขึ้น ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แรงหรือเร็วอย่างที่คิด พอผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ทรงตัวในระดับสูง ทองคำที่ไม่มีปันผลหรือผลตอบแทนระหว่างทางจึงถูกลดความน่าสนใจลงไปชั่วคราว
-
ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า: ในช่วงที่โลกมีความขัดแย้ง สกุลเงินดอลลาร์ยังคงถูกมองว่าเป็น "หลุมหลบภัย" ที่แข็งแกร่ง เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำ (ซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์) ก็จะถูกกดดันให้ย่อตัวลงโดยอัตโนมัติ
-
แรงเทขายทำกำไร: ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทองคำวิ่งขึ้นมาปีละ 20%-30% พอราคาขึ้นมาชนเพดานและขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ นักลงทุนสถาบันและรายใหญ่จึงเลือกที่จะ "ขายทำกำไร" (Profit Taking) ออกมาจากพอร์ตบ้าง
แนวโน้มการลงทุนทองคำ
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH CIO ยังคงมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อการลงทุนทองคำ
-
ระยะสั้น: ราคาทองคำยังคงเผชิญความผันผวนและพักฐานต่อ เนื่องจากตลาดหันไปให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย มากกว่าข่าวสงคราม
-
ระยะยาว : ทองคำยังมีปัจจัยหนุนจากกระแสการลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ (De-dollarization) หรือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองแทนสกุลเงินดอลลาร์
แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ตทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยง (Diversification) ยามตลาดผันผวน
ลงทุนทองแบบไหน? ให้เหมาะกับสไตล์คุณ
นี่คือคำแนะนำในการเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับจริตและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
- กองทุนรวมทองคำ (Gold Fund): เหมาะกับสายเน้นความสะดวก / เงินน้อยก็เริ่มได้
- ข้อดี: ใช้เงินเริ่มน้อยแค่หลักสิบหลักร้อยก็ลงทุนได้ มีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารให้ เลือกได้ทั้งแบบมีปันผลหรือสะสมมูลค่า และมักจะมีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ให้เลย เช่น กองทุนกลุ่ม K-GOLD บนแอป K PLUS
- ทองคำแท่ง (Physical Gold): เหมาะกับสายจับต้องได้ / ถือยาวอุ่นใจ
- ข้อดี: ได้ครอบครองสินทรัพย์จริงๆ ไม่มีความซับซ้อน เหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนใหญ่ และตั้งใจจะเก็บไว้เป็นมรดกหรือออมระยะยาวจริงๆ โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอบ่อยๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องการจัดเก็บและความปลอดภัย
- การออมทองออนไลน์ (Gold Saving): เหมาะกับสายเฝ้าหน้าจอ / ทยอยสะสม
- ข้อดี: เป็นการผสมผสานจุดเด่นของทองคำแท่งและกองทุนเข้าด้วยกัน สามารถเลือกออมเป็นรายวันหรือรายเดือนด้วยเงินจำนวนไม่มาก (อ้างอิงราคาเรียลไทม์) พอสะสมครบน้ำหนักก็สามารถไปเบิกเป็นทองแท่งจริงออกมาได้ ปัจจุบันทำผ่านแอปพลิเคชันได้ง่ายมาก
นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชัน K PLUS Gold Challenge ซื้อทองคำด้วยสกุลเงิน USD บน K PLUS รับรางวัลทองคำแท่งน้ำหนักรวม 1.5 บาท สำหรับผู้ที่มียอดสะสมการซื้อสูงสุด หรือมีจำนวนครั้งการซื้อสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 - 31 กรกฎาคม 2569 ศึกษารายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/th/promotion/pages/gold-usd.aspx
สรุปแล้ว "จังหวะนี้ควรซื้อหรือรอ?"
-
ถ้ายังไม่มีทองคำในพอร์ตเลย: จังหวะที่ราคาปรับฐานหรือย่อตัวลงมาแบบนี้ เป็นโอกาสดีในการทยอยสะสม แต่ย้ำว่าให้ทยอยซื้อแบบกระจายไม้ และคุมสัดส่วนให้อยู่ในกรอบ 10% ไม่ต้องรีบซื้อจากเงินลงทุนทั้งหมด
-
ถ้ามีทองคำเต็มพอร์ตอยู่แล้ว (เกิน 10%): แนะนำให้ "ถือต่อหรือหยุดดูก่อน" หากมีกำไรเยอะอาจพิจารณาแบ่งขายทำกำไรบางส่วน เพื่อโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่สร้างกระแสเงินสดได้ดีกว่าในช่วงนี้
การลงทุนทองคำในช่วงนี้ไม่ใช่ ซื้อแล้วคาดหวังจะให้ราคาขึ้นเร็วเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นการซื้อ "ป้องกันความเสี่ยง" ให้พอร์ตเราไม่ผันผวนมากในภาวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน
นอกจากทองคำ ยังแนะนำให้จัดพอร์ตแบบเน้นกระจายความเสี่ยง ผ่าน
- การลงทุนในกลุ่มกองทุนที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางในระดับปานกลางถึงต่ำ อย่างกองทุน K-GINFRA-A(D) เนื่องจากมีการกระจายตัวในหลายภูมิภาค หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานค่อนข้างจำกัด เช่น โครงสร้างพื้นฐาน
- กองทุนผสม (ตราสารหนี้ + หุ้นต่างประเทศ) โดย K WEALTH แนะนำลงทุนในกลุ่มกองทุน K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายการลงทุนทั้งตราสารหนี้และหุ้นในต่างประเทศ เนื่องจากกองทุน Multi-Asset มีสัดส่วนในตราสารหนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัว
- หากไม่ต้องการลงทุนในหุ้น หรือกังวลการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกคุณภาพดีผ่านกองทุน K-GDBOND
สำหรับมือใหม่เริ่มต้นลงทุนวันนี้เลยไม่ยาก แค่ลองย้ายเงินจากออมทรัพย์บน K PLUS ไปที่เมนูลงทุน
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงก์นี้ได้เลย
https://www.kasikornbank.com/th/personal/digital-banking/pages/kplus-investment.aspx
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-GDBOND: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-GINFRA-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D): ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D) ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-GINFRA-A(D): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-GDBOND, K-GOLD-A(A), K-GOLD-A(D): T+2
- K-GINFRA-A(D): T+4
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: T+6