-
แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์กำลังเปลี่ยนไป จากการถือที่ดินยาวๆ แล้วจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่ดินที่มีจำกัด สู่ยุคเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกับแนวโน้มประชากรลดลง กำลังซื้อที่อ่อนแอ (จากภาระหนี้ครัวเรือน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง) และภาระภาษีที่ดิน ทำให้การถือครองที่ดินเปล่าทิ้งไว้ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่าอีกต่อไป
-
คนทื่ถือที่ดินต้องวางแผนภาษีภายในปีนี้ เนื่องจากราคาประเมินฯ รอบใหม่ (ซึ่งมักจะปรับขึ้น) จะเริ่มใช้ในปี 2570 ส่งผลให้ภาระภาษีที่ดิน ภาษีการให้ และภาษีมรดกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจัดการโครงสร้างการถือครองให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ (ขาย/ส่งต่อ/ใช้ประโยชน์) จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน
-
วางแผนครอบคลุมทรัพย์สินที่อยู่ทั่วโลก การส่งต่อทรัพย์สินที่อยู่ในไทยและต่างประเทศ ในแง่ภาษีมรดกไทย-ต่างประเทศไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน ทำให้เสียภาษี 2 ต่อ รวมถึงกฎหมายใหม่เรื่องการนำรายได้จากต่างประเทศกลับเข้าไทยที่ต้องเตรียมหลักฐานให้พร้อม
Session 1: กลยุทธ์การจัดการที่ดินในยุคอสังหาฯ เปลี่ยนทิศ
เกิดอะไรขึ้นกับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน (ปี 2026)
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง "ยุคเปลี่ยนผ่าน" (Structural Shift) ที่ปัจจัยหนุนตลาดในอดีตหายไปหมดสิ้น ทั้งจำนวนประชากรที่เริ่มลดลง หนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบ 90% ของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้มูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ กลายเป็น "ตลาดรายแปลง" (Side-by-Side) ที่ราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพในการพัฒนาจริง ซึ่งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กลายเป็นต้นทุนคงที่ที่บีบให้เจ้าของที่ดินต้องนำทรัพย์สินออกมาขายหรือพัฒนาเพื่อสร้างรายได้
มุมมองภาคอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
อสังหาริมทรัพย์จะเติบโตแบบ "ตัว K" (K-Shaped Recovery) แปลว่า ทำเลจะยิ่งมีผลต่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
-
Upper K (สินทรัพย์เติบโต): ทำเลที่สอดรับกับเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เช่น โครงการในเขต EEC, พื้นที่ที่รองรับ Data Center และ Smart Logistics รวมถึงทำเลที่เป็นแหล่งดึงดูดผู้คน (Luxury Living)
-
Lower K (สินทรัพย์เสื่อมค่า): ที่ดินรกร้างในทำเลรองหรืออาคารที่ล้าสมัย จะกลายเป็นภาระภาษีและมีสภาพคล่องต่ำ
ในอนาคต โครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects) เช่น รถไฟความเร็วสูงจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ช่วยพลิกโฉมทำเล และการดึงดูดทุนต่างชาติ (FDI) รวมถึงผู้มีความสามารถ (Talent/Digital Nomads) จะเป็นตัวสร้าง Demand ใหม่ให้ธุรกิจบริการและอสังหาริมทรัพย์เติบโต
สรุปกลยุทธ์สำหรับเจ้าของทรัพย์สิน
หากท่านมีที่ดินในมือ ควรตรวจสุขภาพที่ดิน (Land Audit) ทันที โดยคัดแยกตามวัตถุประสงค์ดังนี้
-
เพื่อส่งต่อ: ควรนำเข้าถือครองในรูปแบบ "บริษัท" เพื่อความสะดวกและภาระภาษีในอนาคต
-
เพื่อขาย: การถือครองในนาม "บุคคลธรรมดา" มักช่วยประหยัดภาษีมากกว่า
-
เพื่อใช้ประโยชน์: หากที่ดินยังขายไม่ได้แต่ไม่อยากปล่อยร้าง ท่านสามารถใช้บริการ "Land Loan for Investment" นำที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน เพื่อขอสินเชื่อหมุนเวียน ประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชี เพื่อการลงทุนผ่านธนาคารกสิกรไทย และสามารถนำผลตอบแทนสุทธิใช้ชำระภาษีที่ดิน หรือลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งได้
Session 2: กลยุทธ์การจัดการและวางแผนภาษีทรัพย์สินอย่างยั่งยืน
หลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง => ต้องรีบวางแผนในปีนี้
ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ คือ ปี 2570-2573 ซึ่งมักปรับขึ้นในอัตราที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแนวโน้มปฏิรูปภาษีหลายด้าน เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างในอัตราที่สูงขึ้น และการปรับลดเพดานการยกเว้นภาษีมรดก ดังนั้น ปีนี้จึงเป็น "ปีสุดท้าย" ในทางปฏิบัติที่จะใช้ประโยชน์จากฐานราคาประเมินเดิมในการทำธุรกรรมใดๆ เกี่ยวกับที่ดิน
การวางแผนส่งต่อทรัพย์สินที่มีภาระภาษี
การส่งต่อที่ดินที่มักจะทำกัน คือ การส่งต่อในรูปแบบ "กรรมสิทธิ์ร่วม" ที่อาจถูกสรรพากรประเมินให้เป็น "ห้างหุ้นส่วนสามัญ" ทำให้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน
-
เทคนิคการโอนอสังหาริมทรัพย์: การโอนจากพ่อแม่ให้บุตรได้รับสิทธิยกเว้นภาษีบางส่วนและค่าธรรมเนียมการโอนต่ำกว่าการโอนให้บุคคลอื่น
-
การจัดการมรดก: สำหรับครอบครัวที่ต้องการออกแบบการรับมรดกเป็นรายงวด มีเครื่องมือให้เลือกใช้ เช่น การตั้งเงื่อนไขในกองมรดก การทำประกันชีวิตแบบเน้นมีเงินคืนสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิธีจัดการโครงสร้างในการส่งต่ออื่นๆ
การจัดการและวางแผนภาษีสำหรับเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป บุคคลที่มีเงินได้จากต่างประเทศ (หากอยู่ในไทยถึง 180 วันในปีนั้น) เมื่อนำเงินดังกล่าวกลับเข้าไทย จะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
ข้อควรระวัง: ภาษีมรดกในต่างประเทศบางแห่งสูงถึง 40-60% และไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Treaty) เพื่อบรรเทาภาษีมรดก ทำให้ท่านอาจต้องเสียภาษีทั้งในต่างประเทศและไทย
-
สิ่งที่ต้องทำ: ควรจัดเก็บหลักฐานยอดเงินคงเหลือในบัญชีต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 เพื่อแยกแยะเงินต้นและดอกผลเดิมออกจากรายได้ใหม่ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรับโอนเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดภาษีที่สุด
การลงทุนอสังหาริมทรัพย์อาจจะต้องพิจารณาเรื่องทำเลให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีภาระภาษีที่ดินที่เป็นต้นทุนแฝงในการลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับในปี 2570 จะมีการปรับขึ้นราคาประเมินฯ และอัตราภาษีที่ดินที่รกร้างที่ปล่อยทิ้งไว้ทุกๆ 3 ปี จะขึ้นอัตราภาษี ทำให้มีโอกาสเสียภาษีที่ดินเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ ยังมีภาษีจากการขายที่ผู้ถือครองที่ดินต้องวางแผนด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกหนึ่งของการถือครองที่ดินต่อ ไม่ต้องการขายเปลี่ยนมือ และไม่อยากปล่อยรกร้างว่างเปล่า คือ การนำที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน ขอสินเชื่อ และนำไปลงทุนผ่านธนาคารกสิกรไทย เพื่อนำผลตอบแทนสุทธิใช้ชำระภาษีที่ดิน หรือลงทุนต่อยอดความมั่งคั่ง (Land Loan for Investment) ซึ่งควรรีบทำแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องการจัดการภาษี และการส่งต่อให้เป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุด ดีกว่าปล่อยที่ดินทิ้งไว้หรือรอให้สถานการณ์บังคับให้ทางเลือกมีน้อยลงและต้องจ่ายภาษี
หมายเหตุ: ลูกค้า KBank Private Banking ที่สนใจบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว (Estate Planning Services) หรือบริการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์แบบองค์รวม (Real Estate Advisory Services) โปรดติดต่อ Private Banker ที่ดูแลท่าน หรือ KBank Private Banking Call Center โทร. 02-888-8811