หุ้นยุโรป-สหรัฐฯ ดีดแรง รับข่าวน้ำมันร่วง-คลายปมสงคราม

กดฟัง
หยุด
  • หุ้นยุโรปและ Russell 2000 พุ่งรับข่าวสหรัฐฯ ชะลอแผนโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) อีกครั้ง
  • ราคาน้ำมันที่ปรับลงแรง (-10%) ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม Cyclical ในยุโรปและหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ
  • การฟื้นตัวรอบนี้ตรงตาม Base Case ที่คาดไว้ว่าวิกฤตจะไม่ยืดเยื้อ แนะนำถือกองทุนหุ้นยุโรปและหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กต่อได้ แต่ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

Market Update

เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 มี.ค. 69) ตลาดหุ้นยุโรปและหุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ รีบาวด์แรง โดยดัชนี EURO STOXX 50 (+1.33%) และ Russell 2000 (+2.29%) เด้งแรงระหว่างวันแตะ ~3% หลังคลายกังวลสงคราม–น้ำมันย่อตัวแรง สะท้อนการกลับมารับความเสี่ยงของนักลงทุน หลังมีสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยังไม่ลุกลามในทันที โดยสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีอิหร่าน และมีความหวังต่อการเจรจา แม้อิหร่านจะปฏิเสธในเวลาต่อมา


โดยแรงหนุนหลักมาจาก ราคาน้ำมันที่ปรับลงแรง (~10%) หลังความเสี่ยง supply shock ลดลงชั่วคราว ส่งผลให้แรงกดดันต่อ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และแนวโน้มดอกเบี้ยสูงนาน ผ่อนคลายลง ประกอบกับก่อนหน้านี้ตลาดได้ price-in worst-case ไปพอสมควร ทำให้เมื่อข่าว “ไม่แย่ลง” ตลาดจึงเกิดแรงรีบาวด์ทั้งเชิง sentiment และ technical ได้ค่อนข้างแรง


ด้าน EURO STOXX 50 ฟื้นตัวตามราคาพลังงาน เนื่องจากยุโรปมีความอ่อนไหวต่อ energy สูง โดยเฉพาะกลุ่ม cyclical ที่ถูกกดดันก่อนหน้า และดัชนี Russell 2000 ได้แรงหนุนจากน้ำมันลง + bond yield อ่อนลง ช่วยหนุนหุ้น small caps และ domestic cyclical


มุมมอง K WEALTH

การปรับขึ้นรอบนี้ยังเป็น sentiment-driven มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเริ่มสอดคล้องกับ base case ที่ประเมินไว้ คือราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบ 80–100$/bbl และความเสี่ยง supply shock ไม่ยืดเยื้อ


คำแนะนำการลงทุน

สำหรับการลงทุนหุ้นยุโรปและหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก อย่าง ES-EG-A และ SCBRS2000 ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนของบลจ. ต่างๆ ได้ด้วยตัวเองผ่านแอป K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย

  • สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสถานะใน 2 กองทุนดังกล่าว แนะนำทยอยสะสมได้แต่ระมัดระวังไม่ให้สัดส่วนเกิน 20%
  • นักลงทุนที่ถือ ES-EG-A และ SCBRS2000 อยู่ สามารถถือลงทุนต่อได้ โดยยังควรติดตาม 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
  • 1) ราคาน้ำมัน

    2) พัฒนาการสหรัฐฯ–อิหร่าน

    3) ทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย



การรีบาวด์ครั้งนี้สะท้อน “การลดลงของ worst-case scenario” มากกว่าการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์

  • สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถทยอยเข้าสะสมในกองทุนที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว เช่น
    • หุ้นกลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน K-GHEALTH หรือกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
    • หุ้นเทคโนโลยีเอเชียผ่านกองทุน K-ATECH ซึ่งมีระดับ Valuation ที่น่าสนใจกว่า

หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยง
    • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5 ได้แก่ K-WPSPEEDUP, K-WPBALANCED
    • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6 ได้แก่ K-GHEALTH, K-ATECH, K-GINFRA-A(D), SCBRS2000, ES-EG-A
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยง
    • ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ SCBRS2000, ES-EG-A ป้องกันความเสี่ยง
    • มากกว่า 75%ของเงินลงทุนต่างประเทศ ได้แก่ K-GHEALTH, K-GINFRA-A(D)
    • ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-ATECH, LHCYBER-A
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
    • T+2 ได้แก่ SCBRS2000
    • T+4 ได้แก่ K-GHEALTH, K-ATECH, K-GINFRA-A(D), ES-EG-A
    • T+6 ได้แก่ K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP

คำเตือน


ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH
Back to top