กองทุนที่ได้รับผลกระทบ
• กองทุน K-CHINA ที่ราคากองทุนหลัก (JPMorgan China Fund) ปรับตัวลง -3.35%เทียบกับวันก่อนหน้า
• กองทุน K-CHX ที่ราคากองทุนหลัก (CSOP FTSE China A50 ETF) ปรับตัวลง -1.66%เทียบกับวันก่อนหน้า
• กองทุน K-ASIAX ที่ราคากองทุนหลัก (iShares MSCI All Country Asia ex Japan ETF) ปรับตัวลง -2.53%เทียบกับวันก่อนหน้า
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงราคาของกองทุนหลัก คาดว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคากองทุน K-CHINA K-CHX K-ASIAX ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยราคากองทุน ณ 11 ก.ค. 65 จะประกาศประมาณคืนวันที่ 12 ก.ค. 65
ทำไม? หุ้นจีนถึงปรับตัวลง
1) หน่วยงานกำกับดูแลของจีนสั่งปรับ Alibaba และ Tencent
รัฐบาลจีนมีการสั่งปรับบริษัทขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Alibaba และ Tencent รายละ 5 แสนหยวน (ประมาณ 2.7 ล้านบาท) รวมถึงบริษัทอื่นๆ จากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฏการต่อต้านการผูกขาดเรื่องการเปิดเผยการทำธุรกรรม เช่น Alibaba ที่มีการซื้อหุ้น Youku Tudou ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเมื่อปี 2564
ทำให้ราคาหุ้นของ Alibaba และ Tencent ที่ซื้อขายในตลาดฮ่องกง หลังปิดตลาดราคาปรับตัวลง -5.79% และ -2.89%เทียบกับวันก่อนหน้า ตามลำดับ ในขณะที่หุ้นด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ของจีนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงเช่นกัน เช่น NetEase -4.68% Pinduoduo -10.03% และ Meituan -7.29%เทียบกับวันก่อนหน้า
2) มาเก๊าสั่งปิดคาสิโนและธุจกิจอื่นๆ
มาเก๊าสั่งปิดธุรกิจร้านค้าและภาคอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมด รวมถึงคาสิโน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ โดยภาคการบริการที่จำเป็นต่างๆ เช่น โรงแรม ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านขายยา ฯลฯ ยังสามารถเปิดได้ตามปกติ
ในขณะที่หลายเมืองของจีนกำลังเตรียมใช้มาตราการควบคุมการระบาดรอบใหม่ ซึ่งอาจมีการระงับการทำธุรกิจหรือการล็อกดาวน์เพื่อสกัดโควิด-19 โดยเซี่ยงไฮ้ได้มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ BA.5 จึงมีการเตรียมแผนการตรวจไวรัสขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
• สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน ซึ่งหากระบาดวงกว้างโดยเฉพาะเมืองใหญ่ อาจทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจล็อกดาวน์อีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นจีนเกิดความผันผวนได้
• หากมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้นจริง ผู้ลงทุนควรรอให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและประเมินสภาวะตลาดอีกครั้ง
มุมมองการลงทุน
การปรับบริษัทด้านเทคโนโลยีรอบใหม่นี้ ยังไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากเป็นการทำผิดเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ปีก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้สะท้อนว่ารัฐบาลจีนจะกลับมาคุมเข้มการดำเนินธุรกิจของบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นช่วงกลางปี 2564 อีกทั้งจำนวนเงินค่าปรับดังกล่าวถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท
ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานในประเทศเริ่มคลี่คลาย และราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางตัวเริ่มปรับตัวลง ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มิ.ย. ขยายตัว +2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้เพิ่มขึ้นจากระดับ +2.1% ในเดือน พ.ค. แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลจีน และค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง
KAsset ยังคงมีมุมมองบวกต่อการลงทุนในหุ้นจีนระยะยาว จากนโยบายการเงินและการคลัง ที่สวนทางกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเงินเฟ้อจีนยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารกลางจีนสามารถใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงิน ผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยหรือการตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์ได้
ประกอบกับจีนมีการออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุดและไม่ได้ใช้การกระตุ้นขนาดใหญ่แบบปูพรม เพื่อประคองเศรษฐกิจและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาในภายหลัง อีกทั้งการประเมินมูลค่าหุ้นของตลาดหุ้นจีนค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นด้วย
คำแนะนำการลงทุน กองทุนหุ้นจีน
• ผู้ที่ถืออยู่ แนะนำถือลงทุนต่อ ส่วนผู้ที่ต้องการลงทุนเพิ่มสามารถทยอยลงทุนเพิ่มได้ แต่ควรเป็นเงินที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ เนื่องจากตลาดหุ้นจีนยังคงมีความผันผวนจากการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19
• สำหรับผู้ที่ยังกังวลกับความผันผวนของตลาดหุ้นหรือความเสี่ยงที่จีนอาจมีการล็อกดาวน์ แนะนำพักเงินในกองทุน K-CASH เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้ง
กองทุนหุ้นจีนที่แนะนำ
• K-CHX: เน้นหุ้นด้านการบริโภคและสถาบันการเงิน ลงทุนเฉพาะหุ้น A-Shares เท่านั้น โดยอุปสงค์ภายในประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะหนุนหุ้นกลุ่ม Old Economy อย่างกลุ่มอุปโภคและการเงิน ให้กลับมาฟื้นตัวได้ก่อนกลุ่ม New Economy อย่างกลุ่มเทคฯ
• K-CHINA: สำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นจีนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี พลังงานทดแทน และการบริโภค ลงทุนในหุ้น All China ที่มีคุณภาพดี เติบโตสูง เน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งจะได้ประโยชน์จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากรัฐบาล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก KAsset
Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”