อินเดียกลับตัวแล้ว คุณกลับเข้าลงทุนแล้วหรือยัง ?

เศรษฐกิจอินเดียกลับตัวแรง รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินและการกระตุ้นภาครัฐ เป็นจังหวะดีในการเข้าลงทุนในอินเดีย

กดฟัง
หยุด
  • หลังเศรษฐกิจชะลอตัวในปลายปี 2024 ทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลอินเดียกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ผ่านทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ส่งผลให้ตั้งแต่กลางปี 2025 เศรษฐกิจอินเดียกลับมาฟื้นตัว และคาดว่าอานิสงส์เชิงบวกนี้จะยังดำเนินต่อไปในปี 2026
  • ตลาดหุ้นอินเดียมีมูลค่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเมื่อเทียบกับอดีตพบว่าลดความตึงตัวลงมามาก และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลกพบว่าค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงเปิดโอกาสรับเม็ดเงินลงทุนที่มองหาตลาดหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานเด่นและมูลค่าไม่สูงเกินจนถึงระดับตึงตัว
  • กองทุน K-INDIA เปิดรับโอกาสที่น่าสนใจของตลาดหุ้นอินเดีย สามารถลงทุนหุ้นอินเดียได้ทุกประเภททุกขนาด รวมไปถึงกลุ่มขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีโอกาสเติบโตเด่นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

ฉายเบื้องหลัง เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจอินเดียเมื่อปลายปี 2024 ต่อต้นปี 2025

ถ้าจำกันได้ในช่วงปี 2024 (ประมาณ 2 ปีที่แล้ว) ไม่ว่าจะเปิดฟังสื่อการลงทุนแหล่งไหนก็ต้องมีพูดถึงตลาดหุ้นอินเดียซึ่งกำลังร้อนแรงในช่วงเวลานั้น แต่แล้ว ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่บอกกันไว้ ตลาดหุ้นอินเดียหักหัวลงปลายปี 2024 ท่ามกลางคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น?


วัดกันตรงๆ ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) พบว่าไตรมาส 1 ปี 24 เศรษฐกิจอินเดียเติบโตแรงถึง 7.8% แต่แล้วไตรมาส 2 ปรับลดลงมาที่ 6.7% และลดลงต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 มาอยู่ที่ 5.4% โดยมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าจากดัชนี PMI ทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ลดลง อย่างดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรม จากเดือน มี.ค. 24 อยู่ที่ 59.1 จุด ลดต่อเนื่องมาถึงเดือน ก.ย. 24 อยู่ที่ 56.5 จุด เช่นเดียวกับดัชนี PMI ภาคบริการ เดือน มี.ค. 24 อยู่ที่ 61.2 จุด ส่วนเดือน ก.ย. เหลือแค่ 57.7 จุด สะท้อนว่าภาคการผลิตอ่อนแอลงชัดเจนในช่วงเวลานั้น


เหตุผลหลักเกิดจาก

  1. วัฏจักรเศรษฐกิจที่ถึงรอบชะลอตัว หลังเติบโตแรงตั้งแต่ COVID-19
  2. ผลจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 4.0% มาที่ 6.5% ในปี 2022-2023
  3. รัฐบาลเริ่มลดงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยใช้อย่างมากในช่วง COVID-19 เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ

แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้วเมื่อต้นถึงกลางปี 2025 ที่ผ่านมา เริ่มต้นด้วย…


ธนาคารกลางอินเดียลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมมุมมองสดใส

หลังเศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวมาระยะหนึ่ง ธนาคารกลางอินเดียพลิกบทบาทกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อต้นเดือน ก.พ. 25 จากนั้นลดต่อเนื่องมาถึงเดือน มิ.ย. 25 รวมแล้วลดไป 1.0% จาก 6.5% มาอยู่ที่ 5.5% และหลังจากเดือน ก.ย. 25 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์สงครามการค้านิ่งขึ้น ธนาคารกลางอินเดียส่งสัญญาณพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม


ล่าสุดการประชุมเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 25 ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% พร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงิน แม้จะยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าเดิมอย่างเป็นทางการ แต่เริ่มมีสัญญาณจากการให้สัมภาษณ์ของคณะกรรมการบ้างแล้ว มากกว่านั้นในการประชุมนี้ยังเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจปี 2026 ออกมา ซึ่งสะท้อนมุมมองบางอย่างในเชิงบวก


ธนาคารกลางอินเดียปรับประมาณการลดอัตราเงินเฟ้อปี 2026 ลง 0.6% มาอยู่ที่ 2.0% ต่ำกว่าค่ากลางของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 4.0% และปรับเพิ่มประมาณการตัวเลข GDP ปี 2026 ขึ้นอีก 0.5% มาที่ 7.3% เห็นชัดว่าเป็นสภาวะที่เงินเฟ้อมีแบบอ่อนๆ เศรษฐกิจโตได้ดี หรือเรียกว่า Goldilocks ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้น ทางฝั่งธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินได้สะดวก ส่วนรัฐบาลบริหารงบประมาณง่ายขึ้น ไม่ต้องเร่งใช้จ่ายหรือจำกัดงบมากเกินไป


รัฐบาลอินเดียกลับมากระตุ้นให้ตรงจุด เน้นการบริโภคภายใน

แม้ภาพรวมทิศทางนโยบายการคลังของอินเดียจะยังเน้นลดการขาดดุลการคลัง แต่เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนภายนอกจากสงครามการค้า ซึ่งถึงแม้การส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะไม่ถึง 2% ของ GDP แต่การป้องกันไว้ก่อนก็ดีกว่าแก้ไขสถานการณ์กันทีหลัง ยิ่งเรื่องปากท้องแล้ว ไม่ควรพลาดจะดีกว่า


รัฐบาลอินเดียตัดสินใจใช้งบประมาณพุ่งเป้าให้ตรงจุด เน้นไปยังภาคส่วนที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากที่สุด นั่นก็คือ การบริโภคภายใน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของ GDP



จากภาพด้านบนจะเห็นว่า รัฐบาลตัดสินใจปรับลดอัตรา Goods and Services Tax (GST) โดยนำสินค้าที่ถูกเก็บภาษีที่ 28% ไปรวมกับสินค้าในขั้นภาษี 18% และรวมสินค้าในขั้นภาษี 12% ไปรวมกับขั้นภาษี 5% ส่งผลให้ภาพรวมอัตราภาษีหรือ Effective tax rate ลดลง แน่นอนว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าทั้งสินค้าจำเป็นในขั้นภาษีเดิมที่ 12% และสินค้าฟุ่มเฟือยในขั้นภาษีเดิมที่ 28%


ซึ่งผลเชิงบวกจากการลดภาษีนี้ เริ่มสะท้อนออกมาแล้วในไตรมาสที่ 3 ปี 2025 ซึ่งหลายบริษัทเผยในผลประกอบการว่าการลดภาษีนี้จะช่วยหนุนผลประกอบการอย่างชัดเจนเต็มเม็ดเต็มหน่วยในช่วงไตรมาส 4 นี้ ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเทศกาล จึงคาดว่าจะได้เห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งในแง่รายได้และอัตราการทำกำไร (Margin)


ตลาดหุ้นอินเดียกำลังน่าสนใจ ผลประกอบการฟื้น มูลค่าไม่ตึงมากเกินไป



ตัดภาพมาที่ฝั่งตลาดหุ้นกันบ้าง เมื่อดูระดับมูลค่าจาก Forward P/E ก็ลดความตึงตัวลงมาที่ระดับประมาณ +1 SD และต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ 2 SD ซึ่งเคยไปแตะเมื่อกลางปี 2024 สะท้อนว่าตลาดหุ้นอินเดียมียังมี Upside เหลือสำหรับปัจจัยบวกที่จะเข้ามา



และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลกยิ่งพบว่าน่าสนใจ โดยใช้วิธี Relative Valuation นำ Forward P/E (BSE200 / MSCI ACWI) มาหารกันเพื่อให้ได้อัตราส่วนและเทียบกับสถิติในอดีต ปัจจุบันอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.109 ใกล้เคียงกับระดับ -1 SD นับว่าระดับมูลค่าค่อนข้างต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกอย่างชัดเจน แสดงว่าเมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นโลกตึงตัว มีความแน่นอนสูงขึ้น หรือมองหาโอกาสที่น่าสนใจกว่า ตลาดหุ้นอินเดียจะอยู่ในรายชื่อที่ถูกคัดเลือกแน่นอน


ด้านผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 มีความน่าสนใจที่ชัดมาก รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดออกมาดีกว่าคาดการณ์ 7.01% ส่วนกำไรสุทธิออกมาดีกว่าคาดการณ์ 30.68% เป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ตลาดหุ้นอินเดียฟื้นตัวมาตั้งแต่เดือน ต.ค


มองไปที่ปี 2026 นักวิเคราะห์คาดว่า EPS จะเติบโต 8.89% และปี 2027 เติบโตเพิ่มอีก 12.45% ซึ่งประมาณการนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก ด้วยแรงหนุนของปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้น


ดังนั้นตลาดหุ้นอินเดียมีปัจจัยบวกพร้อมหนุนต่อเนื่องในปี 2026 ระดับมูลค่าไม่ตึงตัวเกินไป มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก และผลประกอบการกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง


กองทุน K-INDIA ทางเลือกลงทุน เปิดคว้าโอกาสตลาดหุ้นอินเดีย

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาชี้ว่าในปี 2026 ตลาดหุ้นอินเดียมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น กองทุน K-INDIA เป็นกองทุนที่จะได้รับอานิสงส์ดังกล่าว โดยมีทั้งประเภทสะสมมูลค่า K-INDIA-A(A) และมีการปันผล K-INDIA-A(D)


กองทุน K-INDIA ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.) เปิดโอกาสลงทุนบริษัทในตลาดหุ้นอินเดียทุกประเภททุกขนาด ทำให้สามารถลงทุนในหุ้นกลุ่ม Mid-Small Cap (ขนาดกลางและเล็ก) ซึ่งมีโอกาสเติบโตเด่นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว


สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในกองทุน K-INDIA อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุน K-INDIA-A(A) หรือ K-INDIA-A(D) สามารถถือลงทุนต่อได้ เพื่อรับปัจจัยบวกของทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอินเดีย โดยมีคำแนะนำให้ถือด้วยสัดส่วนไม่เกิน 20% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด


ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนและกำลังสนใจ สามารถเลือกลงทุนได้ตามจุดประสงค์ หากต้องการสะสมมูลค่า ไม่เน้นปันผล เลือกกองทุน K-INDIA-A(A) ถ้าสนใจการปันผล แนะนำกองทุน K-INDIA-A(D) ที่สำคัญควรมีสัดส่วนไม่เกิน 20%


ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Bloomberg


ผู้เขียน

K WEALTHวีรพล บางแวก

Back to top