หัวข้อที่น่าสนใจ
สถานการณ์เด่นในเดือนที่ผ่านมา
ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง AI เริ่มสร้างรายได้จริง ขณะที่ทองคำปรับฐานแรง
ตลาดการเงินยังเผชิญความผันผวนท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง โดย Fed (3.75–4.00%), ECB (2.50%), BOJ (1.25%) และ กนง. (1.00%) ต่างมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม สะท้อนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่ม Hyperscalers ยืนยันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ Cloud และสะท้อนว่า AI เริ่มสร้างรายได้จริงในกลุ่ม Software แม้ความกังวลต่อการลงทุนด้าน AI (Capex) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังสร้างความผันผวนให้กับหุ้นเทคโนโลยี
Hyperscalers Q3/26: ธุรกิจ Cloud เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนการขยายตัวของ AI สู่ภาคธุรกิจที่หลากหลาย
ผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่ม Hyperscalers สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ Cloud โดย AWS มีอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ขณะที่อัตรากำไรของ Google Cloud เพิ่มขึ้นเป็น 36% จาก 24% สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรจาก AI ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงการขยายตัวของการนำ AI ไปใช้ในกลุ่ม Software โดยมียอดคำสั่งซื้อและสัญญาบริการที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ของธุรกิจ Cloud รวมกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์
สะท้อนความต้องการใช้บริการในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ 4 แห่งมีแผนลงทุนด้าน Capex รวมประมาณ 730,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2027
Gold Sell-off: ราคาทองคำปรับฐานรุนแรง แต่ปัจจัยสนับสนุนระยะยาวยังคงอยู่
ราคาทองคำปรับลดลงอย่างรุนแรงและหลุดระดับแนวรับสำคัญ สะท้อนแรงขายและการปรับพอร์ตของนักลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การสะสมทองคำของธนาคารกลางเพื่อกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการทองคำในระยะยาว ทั้งนี้ ควรรอให้ราคาทองคำเริ่มสร้างฐานและมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนก่อนพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
คำแนะนำการลงทุน :
K WEALTH แนะนำการลงทุนผ่านกองทุนผสม (Multi-Asset Fund) เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ควบคู่กับการลงทุนใน หุ้นกลุ่ม AI/Technology ที่มีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรชัดเจน พร้อมทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐาน สำหรับ ตราสารหนี้ เน้นตราสารหนี้โลกคุณภาพสูง (Investment Grade) อายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ขณะที่ตราสารหนี้ไทยระยะสั้นเหมาะสำหรับบริหารสภาพคล่อง และยังไม่แนะนำเพิ่ม Duration ระยะยาว
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดการเงิน เดือนตุลาคม 2569
ตลาดหุ้นไทย
SET ปรับลงต่อเนื่องในเดือนตุลาคม จากแรงขายหุ้น Tech ตามตลาดโลกและแรงขายต่างชาติ
SET Index ปิดเดือนที่ 1,518.59 จุด ลดลง 2.59% MoM จาก 1,559.01 จุด ณ สิ้นเดือนกันยายน ปรับลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 (ส.ค. −1.8%, ก.ย. −2.3%)
กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เมื่อ 28 ต.ค. พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.4% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.82% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1–3%
อย่างไรก็ตาม ตลาดถูกกดดันจากแรงขายหุ้น Technology ตามตลาดโลก โดยเฉพาะ DELTA และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิราว 7.7 พันล้านบาทในช่วง 1–29 ต.ค. ก่อนที่ SET จะร่วง 1.68% ในวันที่ 30 ต.ค.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
Nasdaq ร่วงแรงจากความกังวลการลงทุน AI ขณะที่ Fed คงดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือนตุลาคม 2569 ปรับตัวผสม โดย Nasdaq -5.30% ลดลงมากสุดนับตั้งแต่ มี.ค. 2025 ขณะที่ S&P 500 -0.93% และ Dow +1.70% MoM ปรับขึ้นสวนทางตลาด
Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75–4.00% เมื่อ 28 ต.ค. ด้วยมติ 10–2 โดย 2 กรรมการต้องการขึ้นดอกเบี้ย พร้อมระบุเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดคาดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม
ผลประกอบการและแผนลงทุน AI ของ Alphabet, Intel และ Amazon ช่วงปลายเดือน กระตุ้นความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน AI ทำให้หุ้น Semiconductor ร่วงกว่า 15% ในเดือนนี้ ขณะที่ Core PCE อยู่ที่ 3.1% YoY
ตลาดหุ้นยุโรป
หุ้นยุโรปปรับขึ้น ขณะที่ ECB คงดอกเบี้ย
STOXX Europe 600 ปรับขึ้น 1.87% MoM ปิดที่ 646.75 จุด ขณะที่ ECB คงดอกเบี้ยเมื่อ 29 ต.ค. โดย Deposit Facility Rate อยู่ที่ 2.50% พร้อมระบุว่าราคาพลังงานเป็นความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อยูโรโซนเดือนกันยายนเร่งขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.2% ตามราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น 18.9% ทำให้ตลาดยังเปิดโอกาสที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม ภายใต้แนวทางพิจารณาเป็นรายการประชุม
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
Nikkei ร่วงตามหุ้น AI ขณะที่ BOJ คงดอกเบี้ยที่ 1.25%
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเดือนตุลาคม 2569 ปรับลงแรง โดย Nikkei 225 -5.19% MoM ปิดที่ 63,290.11 จุด ขณะที่ TOPIX -3.49% จากแรงขายหุ้น AI และ Semiconductor ตามตลาดสหรัฐฯ
BOJ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% เมื่อ 30 ต.ค. ด้วยมติ 8–1 โดยประเมินว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับสอดคล้องกับเป้าหมาย 2% แล้ว แต่ยังต้องติดตามความยั่งยืนของเงินเฟ้อและค่าจ้าง พร้อมเร่งขาย ETF เป็นราว 860 พันล้านเยนต่อปี ตั้งแต่ ม.ค. 2027
ตลาดหุ้นจีน
หุ้นจีนเข้าสู่ตลาดหมี จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี
ตลาดหุ้นจีนเดือนตุลาคม 2569 ปรับตัวลงแรง โดย CSI 300 ลดลงราว 8.5% MoM มากสุดในรอบกว่า 10 ปี และเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) เมื่อ 22 ต.ค. หลังร่วงกว่า 20% จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายน
แรงขายกระจุกในหุ้นกลุ่ม AI, Semiconductor และเทคโนโลยี ตามตลาดโลก ประกอบกับกำไรภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ และความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณดูแลเสถียรภาพตลาด พร้อมแรงซื้อจากกองทุนที่รัฐหนุนหลัง (ประเมินราว 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์) ช่วยชะลอแรงขายได้บางส่วนช่วงปลายเดือน
ตราสารหนี้
Bond Yield สหรัฐฯ ปรับลงจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังทรงตัว
ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ เดือนตุลาคมฟื้นตัว โดย US 10Y Yield ปรับลง 36 bps ปิดเดือนราว 4.93% หลังแตะ 5.31% เมื่อ 5 ต.ค. จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางแรงขายหุ้น Tech แม้ Fed ยังส่งสัญญาณ Hawkish
ด้านไทย Bond Yield เคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดย TH 10Y Yield อยู่ราว 2.16% ขณะที่ กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% และประเมินว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ช่วยจำกัดแรงกดดันต่อ Yield
มุมมองการลงทุนเดือนพฤศจิกายน 2569 (หุ้น & ตราสารหนี้)
หุ้น
สหรัฐฯ
- คงมุมมอง Slightly Positive โดยผลประกอบการของกลุ่ม Hyperscalers สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ Cloud และเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ทยอยสร้างรายได้และกำไรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ Valuation ของหุ้นกลุ่ม Technology อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรยังแข็งแกร่ง
- อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อและ Bond Yield ที่ทรงตัวในระดับสูงยังจำกัด Upside ของตลาดโดยรวม จึงเน้นลงทุนในกลุ่ม Technology, AI Infrastructure และ Mid-Small Cap มากกว่าลงทุนตามดัชนี
ยุโรป
- ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในฝรั่งเศสที่อาจขยายวงไปยังประเทศอื่น ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญในระยะสั้น
- ขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของบริษัทจดทะเบียนยุโรปยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ประกอบกับโครงสร้างตลาดหุ้นยุโรปมีสัดส่วนธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปยังขาดปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับตลาดอื่น
ญี่ปุ่น
- BOJ ยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยในการประชุมล่าสุดวันที่ 30 ต.ค. BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% แต่ยังเปิดโอกาสปรับขึ้นเพิ่มเติมเพื่อควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนของ Bond Yield และเงินเยน ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมคาดว่ายังจำกัด
- Earnings Growth และ EPS Revision กลับมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาด หลังหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor ปรับฐาน ขณะที่แรงหนุนต่อหุ้น Value จาก Yield Curve ที่ชันขึ้นเริ่มลดลง เปิดโอกาสให้หุ้นกลุ่ม Growth และ Quality ฟื้นตัว
- คงมุมมอง Neutral ต่อหุ้นญี่ปุ่น โดย Corporate Reform ยังคงสนับสนุนการเติบโตระยะยาว ขณะที่กลุ่ม Technology และธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก AI มีแนวโน้มกำไรเติบโตโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม
จีน
- คงมุมมอง Neutral ต่อตลาดหุ้นจีน โดยเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทาย แต่ผู้ผลิตและผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI ของจีนยังมีศักยภาพเติบโต สอดคล้องกับมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย จึงเน้นลงทุนในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก AI โดยตรง
- Valuation ตลาดหุ้นจีนเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ทำให้ Downside Buffer ลดลง ขณะที่ประมาณการกำไรของกลุ่ม Consumer Discretionary, Communication Services และ Information Technology เผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อต่ำและการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ยังจำกัด ส่งผลให้ Upside ของตลาดโดยรวมยังไม่เด่นชัด
ไทย
- เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ กนง. คงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดย ธปท. คาด GDP ปี 2026–2027 เติบโต 2.4% และ 2.1% ตามลำดับ แม้ได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนด้าน Technology/AI แต่กำลังซื้อยังเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่ กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% และคาดเงินเฟ้อปี 2026–2027 ที่ 2.1% และ 1.3% ตามลำดับ
- แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเป็นบวก แต่ Earnings Momentum เริ่มชะลอตัว โดยแรงหนุนจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเริ่มลดลง ขณะที่กลุ่มการเงินมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรมากขึ้น
- คงมุมมอง Neutral ต่อตลาดหุ้นไทย แม้ Valuation อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูงยังจำกัด Upside ของตลาด
ตราสารหนี้
ไทย
- กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยมีมติเอกฉันท์ในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. 2569 พร้อมคาด GDP ปี 2026–2027 เติบโต 2.4% และ 2.1% ตามลำดับ จากแรงหนุนด้านการส่งออกและการลงทุนในกลุ่ม Technology/AI ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง
- เงินเฟ้อและ Global Bond Yield ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดย ธปท. คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026–2027 ที่ 2.1% และ 1.3% ตามลำดับ แม้มีแนวโน้มเร่งตัวชั่วคราวจากราคาพลังงานและ El Niño ขณะที่ Bond Yield ไทยปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลก แต่ยังมีความผันผวนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้โลก
- คงมุมมอง Slightly Positive ต่อตราสารหนี้ไทย โดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้น ให้ความสำคัญกับพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้คุณภาพดีอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของ Bond Yield โดยยังหลีกเลี่ยงการเพิ่ม Duration ระยะยาว
ต่างประเทศ
Global Credit
- Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1–2 ครั้งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หากเงินเฟ้อยังถูกกดดันจากราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและแรงกดดันจากราคาพลังงานลดลง ประกอบกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวและภาวะการเงินที่ตึงตัว อาจลดความจำเป็นในการเร่งขึ้นดอกเบี้ย
- Bond Yield ระดับสูงยังสนับสนุนความน่าสนใจของตราสารหนี้ โดยผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (Carry) ช่วยรองรับความผันผวนด้านราคาได้บางส่วน ขณะที่ตลาดสะท้อนปัจจัยกดดันไปแล้วในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังจำกัดโอกาสที่ Yield จะปรับลดลงเพิ่มเติม ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมีแนวโน้มมาจาก Carry เป็นหลัก มากกว่ากำไรจากราคาตราสารหนี้ (Capital Gain)
- ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ยังอยู่ในระดับสูง จากความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายการเงิน และความเสี่ยงด้านการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อ Bond Yield โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว
มุมมองการลงทุนเดือนพฤศจิกายน 2569 สินทรัพย์ (สินทรัพย์ทางเลือก)
อสังหาริมทรัพย์ TH & SG REITs
- TH & SG REITs ยังมีความน่าสนใจด้านกระแสเงินสดและ Dividend Yield แต่ความได้เปรียบด้านผลตอบแทนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ลดลง จาก Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นท่ามกลางภาวะการเงินตึงตัว ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทน (Yield Spread) แคบลง
- Bond Yield และ Term Premium ที่ทรงตัวในระดับสูงยังจำกัด Upside ของ REITs โดยกดดัน Valuation และทำให้ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลตอบแทนระยะสั้นมีแนวโน้มมาจากเงินปันผลเป็นหลัก มากกว่ากำไรจากการปรับขึ้นของราคา
ทองคำ
- ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield และ Real Yield สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และส่งสัญญาณอาจขึ้นต่อในเดือน ธ.ค. ทำให้ Opportunity Cost ของการถือทองคำเพิ่มขึ้น และกดดันราคาหลุดระดับ US$4,000/ออนซ์ ลงมาปิดเดือนราว US$3,875/ออนซ์
- ปัจจัยสนับสนุนระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง จากความเสี่ยงด้านการคลังและหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน
- แรงซื้อจากธนาคารกลางยังช่วยหนุนราคาทองคำในระยะยาว โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย แม้ Real Yield ที่สูงยังสร้างแรงกดดันระยะสั้น แต่ความต้องการทองคำเชิงโครงสร้างยังช่วยจำกัด Downside
น้ำมัน
- ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเหนือ US$110/บาร์เรลในช่วงปลาย ต.ค. จากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบ Hormuz ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม ส่งผลให้ Risk Premium ยังคงอยู่ในระดับสูง
- อุปสงค์ที่ชะลอตัวจำกัด Upside ของราคาน้ำมัน ขณะที่การขนส่งผ่าน Hormuz ยังดำเนินต่อได้ภายใต้การคุ้มกันของสหรัฐฯ แต่มีต้นทุนและความเสี่ยงสูง และ OPEC+ ยังคงตรึงโควตาการผลิตถึงสิ้นปี 2026
- คาดราคาน้ำมันยังผันผวนในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่สนับสนุนการเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน
Monthly Performance
กองทุนแนะนำประจำเดือน
Fund Highlight
K-SF-A
4กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป
K-SFPLUS-A
4กองทุนเปิดเค เอสเอฟ พลัส ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป
K-GDBOND-A(A)
5กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ ชนิดสะสมมูลค่า
K-GDBONDUH
5กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ UH
K-APB-A(A)
5กองทุนเปิดเค เอเชีย แปซิฟิก บอนด์ ชนิดสะสมมูลค่า
K-WPLIGHT
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส ไลท์
| กองทุน | มุมมองการลงทุน | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนย้อนหลัง | ซื้อกองทุน ผ่าน K PLUS |
|---|---|---|---|---|
| K-SF-A | การคงดอกเบี้ยของ กนง. ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน โดยตราสารหนี้ไทยคุณภาพดียังเป็นทางเลือกสร้างรายได้จากดอกเบี้ย | 4 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.46%
1 ปี
+1.13%
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
| K-SFPLUS-A | การคงดอกเบี้ยของ กนง. ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน โดยตราสารหนี้ไทยคุณภาพดียังเป็นทางเลือกสร้างรายได้จากดอกเบี้ย | 4 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.54%
1 ปี
+1.28%
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
| K-GDBOND-A(A) | ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจจาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แม้ราคาอาจผันผวนในระยะสั้น | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.3%
1 ปี
+3.28%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-GDBONDUH | ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจจาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แม้ราคาอาจผันผวนในระยะสั้น | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+6.4%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-APB-A(A) | ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียยังน่าสนใจ โดยตราสารออกใหม่ที่มีจำกัดช่วยพยุงตลาดควบคู่กับ Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+1.69%
1 ปี
+7.7%
ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WPLIGHT | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+2.43%
1 ปี
+3.53%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
กองทุนตราสารหนี้
K-SF-A
4กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป
K-SFPLUS-A
4กองทุนเปิดเค เอสเอฟ พลัส ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป
K-SFRMF
4กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อการเลี้ยงชีพ
| กองทุน | มุมมองการลงทุน | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนย้อนหลัง | ซื้อกองทุน ผ่าน K PLUS |
|---|---|---|---|---|
| K-SF-A | การคงดอกเบี้ยของ กนง. ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน โดยตราสารหนี้ไทยคุณภาพดียังเป็นทางเลือกสร้างรายได้จากดอกเบี้ย | 4 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.46%
1 ปี
+1.13%
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
| K-SFPLUS-A | การคงดอกเบี้ยของ กนง. ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน โดยตราสารหนี้ไทยคุณภาพดียังเป็นทางเลือกสร้างรายได้จากดอกเบี้ย | 4 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.54%
1 ปี
+1.28%
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
| K-SFRMF | การคงดอกเบี้ยของ กนง. ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน โดยตราสารหนี้ไทยคุณภาพดียังเป็นทางเลือกสร้างรายได้จากดอกเบี้ย | 4 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.63%
1 ปี
+1.57%
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
K-GDBOND-A(A)
5กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ ชนิดสะสมมูลค่า
K-GDBONDUH
5กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ UH
K-APB-A(A)
5กองทุนเปิดเค เอเชีย แปซิฟิก บอนด์ ชนิดสะสมมูลค่า
K-GDBONDRMF
5กองทุนเปิดเค โกลบอล ไดนามิก บอนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ
| กองทุน | มุมมองการลงทุน | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนย้อนหลัง | ซื้อกองทุน ผ่าน K PLUS |
|---|---|---|---|---|
| K-GDBOND-A(A) | ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจจาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แม้ราคาอาจผันผวนในระยะสั้น | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.3%
1 ปี
+3.28%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-GDBONDUH | ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจจาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แม้ราคาอาจผันผวนในระยะสั้น | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+6.4%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-APB-A(A) | ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียยังน่าสนใจ โดยตราสารออกใหม่ที่มีจำกัดช่วยพยุงตลาดควบคู่กับ Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+1.69%
1 ปี
+7.7%
ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2569
|
|
| K-GDBONDRMF | ตราสารหนี้โลกยังน่าสนใจจาก Yield ที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แม้ราคาอาจผันผวนในระยะสั้น | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+0.35%
1 ปี
+3.18%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
กองทุนผสม
K-WPLIGHT
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส ไลท์
K-WPBALANCED
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส บาลานซ์
K-WPSPEEDUP
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส สปีดอัพ
K-WPULTIMATE
6กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส อัลติเมท
K-WPLIGHTRMF
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส ไลท์ เพื่อการเลี้ยงชีพ
K-WPBALRMF
5กองทุนเปิดเค เวลธ์พลัส บาลานซ์ เพื่อการเลี้ยงชีพ
| กองทุน | มุมมองการลงทุน | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนย้อนหลัง | ซื้อกองทุน ผ่าน K PLUS |
|---|---|---|---|---|
| K-WPLIGHT | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+2.43%
1 ปี
+3.53%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WPBALANCED | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+4.78%
1 ปี
+6.52%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WPSPEEDUP | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+10.33%
1 ปี
+13.94%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WPULTIMATE | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 6 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+13.49%
1 ปี
+18.34%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WPLIGHTRMF | NoAction | 5 |
ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569
|
|
| K-WPBALRMF | กองทุนผสมทั่วโลกช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับโอกาสเติบโตจากธีม AI และรายได้จากตราสารหนี้ที่มี Yield สูง | 5 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+4.85%
1 ปี
+6.57%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
กองทุนหุ้นต่างประเทศ
ES-GCORE
6กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity
K-WORLDX
6กองทุนเปิดเค โกลบอล อิควิตี้ พาสซีฟ
K-GNEXT-A(A)
6กองทุนเปิดเค Global Next Generation ชนิดสะสมมูลค่า
KT-FINANCE-A
7กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า
K-GTECH
7กองทุนเปิดเค โกลบอล เทคโนโลยี หุ้นทุน
ES-GTECH
7กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology
| กองทุน | มุมมองการลงทุน | ความเสี่ยง | ผลตอบแทนย้อนหลัง | ซื้อกองทุน ผ่าน K PLUS |
|---|---|---|---|---|
| ES-GCORE | หุ้นโลกแกว่งตัวจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูง และอัตราดอกเบี้ยที่กดดัน แต่ระยะยาวกำไรบริษัทยังคงแกร่งจากธีม AI | 6 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+6.24%
1 ปี
+18.04%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-WORLDX | หุ้นโลกแกว่งตัวจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูง และอัตราดอกเบี้ยที่กดดัน แต่ระยะยาวกำไรบริษัทยังคงแกร่งจากธีม AI | 6 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+9.93%
1 ปี
+19.87%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-GNEXT-A(A) | หุ้นโลกแกว่งตัวจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูง และอัตราดอกเบี้ยที่กดดัน แต่ระยะยาวกำไรบริษัทยังคงแกร่งจากธีม AI | 6 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+24.01%
1 ปี
+29.75%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| KT-FINANCE-A | หุ้นกลุ่มการเงินธนาคารและบริษัทตลาดทุน ได้รับแรงหนุนจากรายได้จากดอกเบี้ยยังดี และค่าธรรมเนียมจากดีลควบรวมกิจการและ IPO ฟื้นตัวชัด | 7 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+3.22%
1 ปี
+8.87%
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569
|
|
| K-GTECH | กลุ่มเทคฯ เผชิญแรงขายกดดันจากความกังวลด้านความคุ้มค่าของเงินลงทุน แต่ระยะยาวยังเห็นโอกาสการเติบโตเด่น โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers | 7 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+46.71%
1 ปี
+86.85%
ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2569
|
|
| ES-GTECH | กลุ่มเทคฯ เผชิญแรงขายกดดันจากความกังวลด้านความคุ้มค่าของเงินลงทุน แต่ระยะยาวยังเห็นโอกาสการเติบโตเด่น โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers | 7 |
ต้นปีถึงปัจจุบัน
+62.33%
1 ปี
+108.84%
ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2569
|
|