วิเคราะห์ครบทั้งปัจจัยหนุนและข้อควรระวัง ทองคำยังไปต่อได้แค่ไหน

สรุปภาพรวมมุมมองทองคำ ปี 2025 เกิดอะไรขึ้น ทำไมราคาทองคำพุ่งแรง ? และ มุมมองทองคำ 2026

มองไปปีหน้า ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับพอร์ตระยะยาวที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

กดฟัง
หยุด
  • ปี 2025 ราคาทองคำขึ้นแรงจากความเสี่ยงรอบโลกที่ซ้อนกัน ทั้ง สงครามการค้า ที่กดดันเศรษฐกิจโลก และ สงครามความขัดแย้ง ในหลายภูมิภาค ทำให้นักลงทุนและธนาคารกลางหลายประเทศหันมาถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อราคาขึ้นเร็ว คนที่ถือกำไรมากจึงทยอยขายทำกำไร ส่งผลให้ราคาผันผวนในช่วงปลายปี
  • ปีหน้าแม้ความตึงเครียดจากสงครามการค้าและความขัดแย้งยังไม่หายไป แต่ตลาดรับรู้ความเสี่ยงเหล่านี้ไปมากแล้ว โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับขึ้นแรงเหมือนปีนี้จึงเริ่มจำกัด ทองคำยังเหมาะใช้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงของพอร์ตมากกว่าตัวสร้างผลตอบแทน

สรุปภาพรวมมุมมองทองคำปีนี้

ตลอดปี 2025 ราคาทองคำปรับขึ้นแรงและเร็ว โดยเป็นการขึ้นที่นำหน้าปัจจัยพื้นฐาน แรงหนุนหลักไม่ได้มาจากการใช้ทองคำในภาคอุตสาหกรรมหรือเครื่องประดับ แต่เกิดจากความต้องการถือครองในเชิงการเงินและการป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว


ในภาพมหภาค ทองคำได้แรงหนุนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ ระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของหลายประเทศ รวมถึงบทบาทของธนาคารกลางที่ยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเงินสกุลหลัก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของพอร์ต มากกว่าจะถือเพื่อป้องกันเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว


ขณะเดียวกัน การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางในหลายประเทศมีส่วนช่วยพยุงอุปสงค์ในเชิงโครงสร้าง แม้ในช่วงที่ราคาผันผวนแรงจากแรงขายของนักลงทุนระยะสั้น ส่งผลให้ราคาทองคำสามารถปรับขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ได้ในบางช่วงของปี และทำให้แรงขายไม่สามารถกดราคาได้ต่อเนื่องในระยะยาว


อย่างไรก็ดี เมื่อราคาปรับขึ้นเร็วเกินไป นักลงทุนที่ถือกำไรอยู่เริ่มทยอยขายทำกำไร โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าซื้อมาตั้งแต่ต้นทาง ประกอบกับปัจจัยบวกหลายเรื่องถูกสะท้อนเข้ามาในราคาแล้ว ทำให้ตลาดขาดแรงหนุนใหม่ในระยะสั้น และนำไปสู่การปรับฐานและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี


โดยภาพรวม ปีนี้สะท้อนว่าทองคำยังไม่ได้อ่อนแอในเชิงโครงสร้าง ทั้งจากบทบาทของนักลงทุนและธนาคารกลาง แต่กำลังอยู่ในช่วงพักฐานหลังจากการปรับขึ้นแรง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสการลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาดเป็นหลัก


มุมมองทองคำ 2026

มองไปปีหน้า ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับพอร์ตระยะยาวที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และเสถียรภาพทางการเงิน อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับขึ้นแรงต่อเนื่องเหมือนปีนี้เริ่มลดลงอย่างชัดเจน


สาเหตุหลักคือปัจจัยบวกสำคัญจำนวนมากถูกสะท้อนเข้ามาในราคาไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความต้องการถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือความเชื่อมั่นต่อการเติบโตฟื้นตัวเป็นช่วง ๆ ความจำเป็นในการถือทองคำในระดับสูงอาจลดลง ทำให้ราคามีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ และเคลื่อนไหวตามข่าวและจังหวะเศรษฐกิจมากกว่าการเป็นขาขึ้นชัดเจน


ดังนั้น สำหรับปีหน้า ทองคำควรถูกมองเป็น “ตัวช่วยกันความผันผวนของพอร์ต” มากกว่าการเป็นสินทรัพย์หลักเพื่อสร้างผลตอบแทน มุมมองการลงทุนจึงเหมาะสมที่ Neutral



มุมมองตลาด (ข้อมูล ณ วันที่ 19/12/2025

  1. สำหรับนักลงทุนที่ถือกองทุนทองคำอยู่แล้ว แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรในจังหวะที่ราคาฟื้นตัว
  2. ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีกองทุนทองคำ แนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สามารถทยอยสะสมได้เมื่อราคาปรับตัวลงหรือเลือกลงทุนในกองแนะนำอื่น
ประเภทนักลงทุน
มุมมองการลงทุน
2.1 ) ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง
สามารถทยอยเข้าลงทุนในกองทุนแนะนำที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว
-ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างอินเดียผ่านกองทุน K-INDIA และประเทศจีนผ่านกองทุน K-CHINA
-กลุ่ม Defensive ไม่ว่าจะเป็น Global Healthcare ผ่านกองทุน KT-HEALTHCARE หรือ K-GHEALTH หรือกลุ่ม Global Infrastructure ผ่านกองทุน K-GINFRA
2.2) ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงต่ำ
แนะนำทยอยเข้าลงทุนในกองทุนผสม K-WealthPLUS Series
ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
2.3) ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ
แนะนำลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้นK-SFPLUS-A
2.4) นักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นสัดส่วนเกิน 20% หรือมีกำไรมากกว่า 10%

แนะนำ ทยอยขายทำกำไรบางส่วน (Take Profit) เพื่อล็อกผลตอบแทนและปรับพอร์ตให้สมดุล