-
หุ้นไทยปันผลสูงยังมีความน่าสนใจทั้งด้านมูลค่าและเงินปันผล แต่หัวใจสำคัญคือ การเลือกบริษัทที่มีคุณภาพและสามารถจ่ายปันผลได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่มองเพียง Dividend Yield สูง
-
ต่อยอดโอกาสลงทุนผ่าน 2 ทางเลือก ThaiESGX Share Class N ตามระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน ได้แก่ K-HDThaiESGX-N ที่เน้นหุ้นไทยปันผลสูง สำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้ และ K-70ThaiESGX-N ที่ผสมหุ้นประมาณ 70% กับตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประมาณ 30% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง
-
ลงทุนระยะยาวพร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2569 เงินลงทุนใหม่ทั้ง 2 กองทุนสามารถลดหย่อนได้ตามที่ลงทุนจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุด 300,000 บาท ภายใต้วงเงินเดียวกับ ThaiESG พร้อมเงื่อนไขถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ซื้อแบบวันชนวัน
หุ้นไทยปันผลสูง: โอกาสลงทุนระยะยาวที่ต้องมองให้ลึกกว่าเงินปันผล
ในช่วงที่ตลาดการเงินยังเผชิญความไม่แน่นอน การลงทุนในหุ้นไทยที่มีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสูงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนระยะยาว เพราะผลตอบแทนจากหุ้นไม่ได้มาจากการปรับขึ้นของราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเงินปันผลของบริษัทที่มีผลประกอบการและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรและจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนเสมอไป บางครั้งตัวเลขเงินปันผลที่ดูสูงอาจมาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลง หรือกำไรในอดีตที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ในอนาคต ผู้ลงทุนจึงควรมองให้ลึกกว่า Dividend Yield โดยพิจารณาคุณภาพของธุรกิจ ความมั่นคงทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบริหารจัดการและธรรมาภิบาล ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยประเมินว่าบริษัทจะรักษาการจ่ายปันผลได้ยั่งยืนเพียงใด
นี่คือเหตุผลที่การนำแนวคิดหุ้นปันผลสูงมาผสานกับการคัดเลือกหุ้นที่มีคุณลักษณะด้านความยั่งยืน มีความน่าสนใจในฐานะกลยุทธ์สร้างพอร์ตระยะยาว แม้การลงทุนดังกล่าวยังมีความเสี่ยงจากราคาหุ้นและไม่ได้รับประกันว่าผันผวนน้อยกว่าตลาดในทุกช่วงเวลา

เปรียบเทียบ P/E และ Dividend Yield: หุ้นไทยปันผลสูง (SETHD) vs ตลาดหุ้นไทย (SET) vs หุ้นเอเชีย vs หุ้นโลก ที่มา: Bloomberg ณ 20 ต.ค. 2569
ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD มี P/E เพียง 9.9 เท่า เทียบกับ SET 15.8 เท่า, MSCI Asia ex Japan 15.0 เท่า และ MSCI ACWI 20.3 เท่า ขณะที่ Dividend Yield ของ SETHD อยู่ที่ 6.1% สูงกว่า SET 4.4%, MSCI Asia ex Japan 1.8% และ MSCI ACWI 1.6% สะท้อนว่ากลุ่มหุ้นปันผลสูงของไทยยังน่าสนใจทั้งด้านมูลค่าและเงินปันผล เมื่อเทียบกับ SET แล้ว SETHD มี P/E ต่ำกว่าประมาณ 37% และมี Dividend Yield สูงกว่าราว 1.7% จึงช่วยสะท้อนโอกาสของกลุ่มหุ้นที่เน้นเงินปันผลสูง
กลยุทธ์คัดหุ้นปันผลอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่มองแค่ Yield
กระบวนการการสร้างพอร์ตลงทุน ThaiESGX ของบลจ.กสิกรไทย ให้ความสำคัญกับ Sustainable Dividend และ Earnings Quality เพื่อคัดเลือกบริษัทที่มีกำไรและกระแสเงินสดรองรับการจ่ายปันผล พร้อมมองหาหุ้นคุณภาพดีที่มีมูลค่าเหมาะสม (Valuation Discounts) ร่วมกับปัจจัยอื่นในการตัดสินใจลงทุน (ESG Integration) ในการสร้างพอร์ตการลงทุนในตราสารทุน Core Portfolio 90–95% และ Tactical Portion 5–10% (ที่มา: บลจ.กสิกรไทย)
จาก ThaiESGX ปี 2568 สู่โอกาสลงทุน ThaiESGX ผ่าน Share Class N ในปี 2569
เมื่อปี 2568 กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ หรือ ThaiESGX ได้เปิดทางเลือกให้ผู้ลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ควบคู่กับมาตรการภาษีพิเศษของปีนั้น บลจ.กสิกรไทย จึงนำเสนอกลยุทธ์ที่แตกต่างกันสองรูปแบบ ได้แก่ กองทุนที่เน้นหุ้นไทยปันผลสูง และกองทุนที่จัดสรรการลงทุนระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน
ด้วยกลยุทธ์เดิมนี้ สำหรับการลดหย่อนภาษีในปี 2569 บลจ.กสิกรไทย จึงเปิดเสนอขายชนิดหน่วยลงทุนสำหรับเงินลงทุนใหม่ (Share Class N) ได้แก่ K-HDThaiESGX-N และ K-70ThaiESGX-N ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- K-HDThaiESGX-N เป็นกองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นไทยกลุ่มความยั่งยืนที่มีประวัติหรือแนวโน้มจ่ายปันผลสูงกว่าตลาด โดยลงทุนในหุ้นตามนโยบายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV อยู่ในระดับความเสี่ยง 6 จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเน้นโอกาสจากหุ้นไทยและรับความผันผวนของหุ้นได้
- K-70ThaiESGX-N เป็นกองทุนผสมที่เน้นหุ้นไทยปันผลสูงประมาณ 70% และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประมาณ 30% อาทิ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ที่กระทรวงการคลังรับรอง รวมถึงหุ้นกู้เอกชนกลุ่ม Investment Grade กองทุนมีระดับความเสี่ยง 5 จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสเติบโตจากหุ้นไทย ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงผ่านตราสารหนี้

ลดหย่อนภาษีปี 2569 ได้อย่างไร?
สำหรับเงินลงทุนใหม่ในกองทุน K-HDThaiESGX-N และ K-70ThaiESGX-N ปี 2569 สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่ลงทุนจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยเป็นวงเงินเดียวกับการลงทุนในกองทุน ThaiESG และผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ซื้อแบบวันชนวัน
ในด้านการบริหารพอร์ต ผู้ลงทุนสามารถสับเปลี่ยนระหว่างกองทุน ThaiESG กับชนิดหน่วยลงทุน ThaiESGX-N ที่เป็นไปตามเงื่อนไขได้ โดยนับการลงทุนต่อเนื่องและไม่ถือเป็นเงินลงทุนใหม่เพื่อนำกลับไปใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำ ส่วนเงินลงทุน ThaiESGX เดิมในปี 2568 ต้องคงการสับเปลี่ยนภายในชนิดที่เข้าเงื่อนไขเดียวกัน กล่าวคือ -68 (ชนิดเงินลงทุนปี 2568) สามารถสับเปลี่ยนภายในกลุ่ม -68 และ -L (ชนิดเงินลงทุนจาก LTF) สับเปลี่ยนภายในกลุ่ม -L เท่านั้น
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน หากผู้ลงทุนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-70ThaiESGX-N: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-HDThaiESGX-N: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-70ThaiESGX-N, K-HDThaiESGX-N: ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+5 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 5 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+5) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-70ThaiESGX-N, K-HDThaiESGX-N: T+2