-
หุ้นบลูชิพไม่ได้มีแค่บริษัทเทคโนโลยีอย่างกลุ่ม Hyperscalers เช่น Microsoft, Meta, Alphabet, Amazon แต่ยังมีผู้นำจากอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น JPMorgan Chase, Walmart, Coca-Cola
-
หุ้นบลูชิพมีความน่าสนใจจากการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทั้งเงินทุน บุคคลากร และฐานลูกค้า รวมถึงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและเดินหน้าลงทุนต่อได้
-
K WEALTH CIO มีมุมมองค่อนข้างบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ โดยแนะนำกองทุน ES-USBLUECHIP ที่คัดเลือกบริษัทชั้นนำที่มีธุรกิจแข็งแกร่งและโอกาสเติบโตต่อ ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอื่น พร้อมข้อได้เปรียบด้านเงินทุนของบริษัทขนาดใหญ่
คำที่หลายคนคุ้นหูในแวดวงการลงทุนอย่าง “หุ้นบลูชิพ” หรือหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่แถวหน้าที่เป็นที่ยอมรับ คำนี้มาจากชิพสีน้ำเงินในเกมโป๊กเกอร์ ซึ่งมักเป็นชิพที่มีมูลค่าสูง บทความนี้จะพาไปรู้จักกับบริษัทบลูชิพ ความน่าสนใจ และโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ผ่านกองทุน ES-USBLUECHIP
บริษัทบลูชิพมีใครบ้าง?
ลองนึกถึง Microsoft, JPMorgan Chase, Walmart หรือ Coca-Cola ชื่อเหล่านี้น่าจะคุ้นหูกันอยู่แล้ว และจะเห็นว่าหุ้นบลูชิพไม่ได้มีแค่บริษัทเทคโนโลยี แต่ยังมีผู้นำจากอีกหลายอุตสาหกรรม
ตัวอย่างบริษัทบลูชิพ อ้างอิงจาก MarketBeat
จุดเด่นของหุ้นบลูชิพคือ ธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไร และฐานะทางการเงินที่ดี หลายบริษัทไม่ได้มีดีแค่ความมั่นคง แต่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม Hyperscalers อย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon ที่มีชื่อเสียงและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่ต่อยอดในอนาคตได้

ที่มา: SEC EDGAR การเติบโตเฉลี่ยของรายได้กลุ่ม Hyperscalers (Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon) เทียบกับค่ามัธยฐานของบริษัทอื่นใน S&P 500
ทำไมวันนี้หุ้นบลูชิพถึงน่าสนใจ?
AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของผู้ใช้งาน แต่ยังสร้างธุรกิจใหม่และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมเดิมเติบโตไปด้วย บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทั้งเงินทุน บุคคลากร และฐานลูกค้าจึงมีข้อได้เปรียบในการคว้าโอกาสนี้ ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และอัตราดอกเบี้ย บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งก็มีความพร้อมรับมือและเดินหน้าลงทุนต่อได้
ES-USBLUECHIP รวมหุ้นบลูชิพที่ไม่ได้มีดีแค่เทคฯ
กองทุน ES-USBLUECHIP ลงทุนผ่านกองทุนแม่ T. Rowe Price Funds SICAV – US Blue Chip Equity Fund Class I ซึ่งคัดเลือกหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่และกลางในสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริหารเชิงรุกและใช้ Russell 1000 Growth Index ซึ่งรวมหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเติบโตเป็นดัชนีอ้างอิง
สัดส่วนภายในดัชนี Russell 1000 Growth Index:
ที่มา: iShares Russell 1000 Growth ETF ใช้แสดงภาพรวมอุตสาหกรรมของดัชนีอ้างอิง ไม่ใช่สัดส่วนพอร์ตของ ES-USBLUECHIP
ความน่าสนใจของกองทุนนี้มี 3 ด้านคือ
- โอกาสจากเทคโนโลยีไม่ได้หยุดอยู่แค่ชิพ: เมื่อพูดถึง AI หลายคนอาจนึกถึงผู้ผลิต Semiconductor แต่กองทุน ES-USBLUECHIP ยังลงทุนครอบคลุมไปยังผู้ให้บริการ Cloud หรือกลุ่ม Software แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta ซึ่งถือเป็น Application layer หรือการนำ AI ไปต่อยอดธุรกิจได้
- หุ้นเติบโตไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี: อีกจุดที่น่าสนใจคือ การมองหาโอกาสจากธุรกิจอื่นที่มีแรงขับเคลื่อนของตัวเอง เช่น ผู้ให้บริการชำระเงินอย่าง Visa และ Mastercard ที่เติบโตไปกับการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล หรือธุรกิจสุขภาพอย่าง Eli Lilly ที่มีโอกาสจากนวัตกรรมยา ทำให้แนวทางลงทุนของกองทุนไม่ได้ผูกอยู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว
หากดูผลตอบแทนในอดีตของ ETF อุตสาหกรรมตัวอย่าง จะเห็นว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีจังหวะเติบโตต่างกัน บางปีเทคฯ เด่น บางปีกลุ่มการเงินหรือกลุ่ม Healthcare ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า การผสมผสานหลายอุตสาหกรรมจึงช่วยกระจายแหล่งที่มาของผลตอบแทน และลดการพึ่งพาธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ที่มา: State Street SPDR ETF ผลตอบแทนรายปีของ ETF รายอุตสาหกรรมตามช่วงเวลาที่แสดงในกราฟ
- บริษัทใหญ่มีข้อได้เปรียบด้านเงินทุน: บริษัทขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก หรือ Giant Cap ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มักเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมีต้นทุนการกู้ยืมที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะบริษัทที่มีอันดับเครดิตดี ความได้เปรียบนี้ช่วยให้มีเงินพร้อมลงทุน ขยายธุรกิจ และแข่งขันในระยะยาว
ที่มา: SEC EDGAR ค่ามัธยฐานของดอกเบี้ยจ่ายต่อหนี้สินของบริษัทใน S&P 500 เทียบกับ S&P 600 ใช้ประกอบภาพต้นทุนหนี้ของบริษัทใหญ่และเล็ก
มุมมองต่อกองทุน ES-USBLUECHIP
ในเดือนตุลาคม 2569 K WEALTH CIO ปรับมุมมองหุ้นสหรัฐฯ เป็นค่อนข้างบวก โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers ที่รายได้จากธุรกิจ Cloud Computing ยังเติบโต
สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ กองทุน ES-USBLUECHIP จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยการคัดเลือกบริษัทชั้นนำที่มีธุรกิจแข็งแกร่งและโอกาสเติบโตต่อ ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอื่น พร้อมข้อได้เปรียบด้านเงินทุนของบริษัทขนาดใหญ่
Metric / Fund
|
ES-USBLUECHIP
|
Master Fund
| T. Rowe Price Funds SICAV - US Blue Chip Equity Fund Class I
|
Master Fund Benchmark
| Russell 1000 Growth Index
|
Dividend Policy
| ไม่จ่ายเงินปันผล
|
FX Hedging Policy
| ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
|
Management Fee
(actual % p.a.)
| 1.6050%
|
Total Expense Ratio
(actual % p.a.)
| 1.7967%
|
Front-End Fee (actual)
| 1.50% ตาม Factsheet อาจแตกต่างตามช่องทางจำหน่าย
|
Redemption Settlement
| T+4 วันทำการ (ภาวะปกติ)
|
ข้อมูลกองทุนอ้างอิง: Factsheet ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ค่าธรรมเนียมซื้ออาจแตกต่างตามช่องทางจำหน่าย
แหล่งข้อมูลกองทุน: https://www.eastspring.co.th/THDocs/FS/I19_03.pdf และ https://www.troweprice.com/institutional/dk/en/products/sicav/us-blue-chip-equity-fund.html
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- ES-USBLUECHIP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- ES-USBLUECHIP: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+5 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 5 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+5) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)