AI ต้องใช้เงิน แล้วใครได้โอกาสทำเงิน?

กดฟัง
หยุด
​
    ​
  • ​ เบื้องหลัง AI ที่เราใช้กันทุกวัน คือการลงทุนในชิป ศูนย์ข้อมูล และระบบไฟฟ้า ยิ่งธุรกิจเติบโต เรื่องของการหาเงินมารองรับก็ยิ่งมีบทบาท
  • ​
  • ​ ​ จากเงินของพันธมิตร สู่การขายหุ้น IPO และออกหุ้นกู้ ไปจนถึงการซื้อขายในตลาด แต่ละช่วงเปิดโอกาสให้ธุรกิจการเงินเข้ามาให้บริการและสร้างรายได้
  • ​
  • ​ ​ จากเงินของพันธมิตร สู่การขายหุ้น IPO และออกหุ้นกู้ ไปจนถึงการซื้อขายในตลาด แต่ละช่วงเปิดโอกาสให้ธุรกิจการเงินเข้ามาให้บริการและสร้างรายได้
  • ​
​

เบื้องหลังคำตอบจาก AI คือเงินลงทุนที่กำลังเดินทาง

เวลาเราพิมพ์คำถามให้ AI ช่วยทำงาน คำตอบอาจปรากฏขึ้นภายในไม่กี่วินาที แต่เบื้องหลังความสะดวกนั้นมีทั้งชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และระบบไฟฟ้าที่ต้องลงทุนล่วงหน้า ลองนึกถึงบริษัทพัฒนา AI ที่อยากให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น บริษัทต้องเช่ากำลังประมวลผลเพิ่ม ผู้ให้บริการ Cloud ก็ต้องซื้อชิปเพิ่มตาม และบางครั้งผู้ผลิตชิปหรือเจ้าของ Cloud ก็เข้ามาเป็นผู้ลงทุนในบริษัท AI เสียเอง เงินที่ใส่เข้าไปจึงอาจไหลกลับมาเป็นรายได้ของธุรกิจในวงเดียวกัน นี่คือภาพง่ายๆ ของ Circular Financing


เวลาเราพิมพ์คำถามให้ AI ช่วยทำงาน คำตอบอาจปรากฏขึ้นภายในไม่กี่วินาที แต่เบื้องหลังความสะดวกนั้นมีทั้งชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล และระบบไฟฟ้าที่ต้องลงทุนล่วงหน้า ลองนึกถึงบริษัทพัฒนา AI ที่อยากให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น บริษัทต้องเช่ากำลังประมวลผลเพิ่ม ผู้ให้บริการ Cloud ก็ต้องซื้อชิปเพิ่มตาม และบางครั้งผู้ผลิตชิปหรือเจ้าของ Cloud ก็เข้ามาเป็นผู้ลงทุนในบริษัท AI เสียเอง เงินที่ใส่เข้าไปจึงอาจไหลกลับมาเป็นรายได้ของธุรกิจในวงเดียวกัน นี่คือภาพง่ายๆ ของ Circular Financing



ภาพที่ 1 ภาพจำลองเส้นทางเงินในระบบ AI บริษัทหนึ่งอาจเป็นทั้งผู้ลงทุน ผู้ขาย และลูกค้า


เมื่อธุรกิจโตขึ้น เงินจากคนคุ้นเคยอาจไม่พอ

ในช่วงแรก เงินจากพันธมิตรอาจช่วยให้บริษัท AI เดินหน้าได้เร็ว แต่เมื่อแผนเติบโตขยับจากการเพิ่มเครื่องประมวลผล ไปสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลและขยายบริการหลายประเทศ บริษัทก็อาจต้องชวนผู้ลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาร่วมทาง บางแห่งเลือกขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือที่เราคุ้นกันว่า IPO ผู้ลงทุนได้เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนหนึ่ง ขณะที่บริษัทได้เงินจากหุ้นที่ออกใหม่ไปใช้ขยายกิจการ ตรงนี้เองที่ธนาคารลงทุนเข้ามาช่วย ตั้งแต่เตรียมบริษัท ประเมินราคา ไปจนถึงหาผู้ซื้อหุ้น


ตัวอย่างคือ CoreWeave ผู้ให้บริการ Cloud สำหรับ AI ที่ทำ IPO ในเดือนมีนาคม 2025 โดยมี Morgan Stanley, J.P. Morgan Asset Management และ Goldman Sachs เป็นผู้จัดการหลักร่วม ส่วนบริษัทที่เลือกกู้ผ่านตลาดทุนก็อาจออกหุ้นกู้ หรือ Debt Issuance ให้ผู้ลงทุนรับดอกเบี้ยตามเงื่อนไข ธนาคารเข้ามาช่วยจัดการออกและจำหน่ายหุ้นกู้ และมีโอกาสรับค่าธรรมเนียมจากงานนี้ บทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ในเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หันมาออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่การลงทุน AI ขยายตัว เรื่องของ AI จึงเริ่มเชื่อมกับธุรกิจ Capital Markets หรือตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเติบโตต้องมีคนช่วยเชื่อมระหว่างผู้ที่ต้องการเงินกับผู้ที่พร้อมลงทุน






เสียงระฆังเข้าตลาดดังแล้ว เรื่องของเงินยังเดินต่อ

เมื่อหุ้นเริ่มซื้อขาย หรือหุ้นกู้ไปอยู่ในมือผู้ลงทุน งานของธุรกิจการเงินก็ยังดำเนินต่อ ลองนึกถึงผู้ลงทุนคนหนึ่งที่อยากซื้อหุ้นเพิ่ม เพราะเชื่อว่าบริษัทจะเติบโตได้อีก ขณะที่อีกคนอยากขายบางส่วนเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น ทั้งคู่ต้องการให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้สะดวก ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทที่มีรายรับหลายสกุลเงินอาจต้องการลดความเสี่ยงจากค่าเงิน ส่วนผู้ลงทุนในหุ้นกู้อาจอยากปรับพอร์ตเมื่อดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ความต้องการเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจ Trading ทั้งการรับคำสั่งซื้อขาย การเสนอราคาซื้อและขาย และการช่วยลูกค้าป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นบริการที่ธนาคารลงทุนทำอยู่แล้ว หากการเติบโตของ AI ทำให้มีบริษัทและหลักทรัพย์เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ก็อาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ให้บริการเหล่านี้สร้างรายได้ตามกิจกรรมของลูกค้า เงินที่ซื้อขายในตลาดรองโดยทั่วไปเปลี่ยนมือระหว่างผู้ลงทุน ไม่ได้เข้าบริษัทโดยตรง แต่ช่วยให้ผู้ลงทุนมีทางซื้อและขายหลังจากระดมทุนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้มีช่วงสะดุดได้ หากตลาดไม่มั่นใจ บริษัทอาจเลื่อน IPO หรือออกหุ้นกู้ได้ยากขึ้น และความผันผวนที่รุนแรงก็อาจสร้างผลขาดทุนให้ผู้ให้บริการ Trading ได้เช่นกัน โอกาสจึงอยู่กับผู้ที่ให้บริการลูกค้าได้ดี พร้อมดูแลความเสี่ยงของตนเองไปด้วย



ภาพที่ 2 จากวันที่บริษัทหาเงินทุน ถึงวันที่ผู้ลงทุนซื้อขาย ธุรกิจตลาดทุนมีโอกาสให้บริการได้หลายช่วง


มองเลยจากบริษัท AI มาถึงธุรกิจที่ช่วยให้เงินเดินทาง

เมื่อมองตามเส้นทางนี้ เราจะเห็นผู้มีส่วนร่วมในการเติบโตของ AI มากขึ้น จากเดิมที่สายตาอาจจับจ้องอยู่กับผู้ผลิตชิปหรือผู้พัฒนาเทคโนโลยี ก็เริ่มเห็นธนาคารลงทุนและผู้ให้บริการตลาดทุนที่ช่วยบริษัทเหล่านั้นหาเงิน ขยายธุรกิจ และดูแลผู้ลงทุน หากกิจกรรมเหล่านี้เดินหน้าต่อ บริษัทการเงินที่มีฐานลูกค้าและเครือข่ายแข็งแกร่งก็มีโอกาสรับงานจากหลายบริษัท แม้เรายังตอบไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในโลก AI ระยะยาว มุมมองนี้จึงเชื่อมมาถึงกองทุน KT-FINANCE ซึ่งลงทุนในหุ้นการเงินโลกผ่าน Fidelity Funds – Global Financial Services Fund สำหรับคนที่มีหุ้นเทคโนโลยีอยู่มากแล้ว กองทุนเป็นอีกทางเลือกในการกระจายพอร์ตไปยังธุรกิจที่มีรายได้จากบริการทางการเงิน ควบคู่กับการเติบโตของเทคโนโลยี แต่ประโยชน์จาก IPO หุ้นกู้ และ Trading จะมากน้อยเพียงใดต้องดูหุ้นที่กองทุนถือจริง เพราะกองทุนลงทุนในธุรกิจการเงินหลายประเภท


เรื่องของ AI จึงมีอีกด้านที่น่าติดตาม ทุกครั้งที่ธุรกิจวางแผนเติบโตต้องมีคนช่วยหาเงินทุน และเมื่อเงินเข้าสู่ตลาดแล้ว ก็ยังมีความต้องการซื้อขายและดูแลความเสี่ยงตามมา IPO การออกหุ้นกู้ และ Trading จึงเป็นช่องทางที่อาจส่งต่อโอกาสจากการลงทุน AI มาสู่ธุรกิจการเงิน


สำหรับผู้ที่เชื่อในการเติบโตของ AI และมีหุ้นเทคโนโลยีอยู่มาก อาจพิจารณาทยอยเพิ่มกองทุน KT-FINANCE เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายพอร์ต โดยดูสัดส่วนหุ้นการเงินที่มีอยู่ ราคาที่ลงทุน และพอร์ตล่าสุดของกองทุนประกอบกัน สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ บริษัทการเงินที่กองทุนถือสามารถเปลี่ยนกิจกรรมระดมทุนและซื้อขายให้เป็นกำไรได้จริงหรือไม่ หากดีลเริ่มชะลอหรือความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ก็ควรกลับมาทบทวนน้ำหนักลงทุน


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • KT-FINANCE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • KT-FINANCE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • KT-FINANCE: T+4

ผู้เขียน

KWEALTHชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี, CFA

Back to top