-
การเลี่ยงภาวะ Home Bias ในการลงทุนช่วยเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัว
-
กระแสการลงทุนเชิงโครงสร้างใน AI, Semiconductor และ Data Center จากกลุ่ม Hyperscaler เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
-
การบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนผ่านกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงเหมาะสม ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนให้พอร์ตลงทุนระยะยาว
การกระจายความเสี่ยงออกไปลงทุนต่างประเทศกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการให้เงินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH พร้อมพาคุณก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เพื่อเข้าถึงสินทรัพย์คุณภาพสูงทั่วโลก
ทำไมลงทุนแค่ในไทยอาจไม่พอ? รู้จักภาวะ Home Bias ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ต
ทำความเข้าใจพฤติกรรมความคุ้นชินกับการลงทุนในประเทศ
นักลงทุนจำนวนมากมักเลือกลงทุนเฉพาะในตลาดหุ้นไทยเนื่องจากความคุ้นเคยกับแบรนด์สินค้า บริการ และธุรกิจที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมนี้เรียกว่า Home Bias แม้การลงทุนในสิ่งที่คุ้นเคยจะช่วยให้รู้สึกอุ่นใจ แต่การกระจุกตัวของเงินลงทุนในตลาดเดียวอาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระดับสากล
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย
โครงสร้างตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจดั้งเดิม เช่น พลังงาน ธนาคาร และการค้าปลีก ขณะที่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และระบบดิจิทัล การจำกัดการลงทุนอยู่แค่ในประเทศจึงอาจทำให้พลาดโอกาสการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
เปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตระดับโลกกับธีมเปลี่ยนโลก
พลังการเติบโตจาก AI, Semiconductor และ Data Center
รายงาน IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขยายตัว 3.0% และเร่งตัวเป็น 3.4% ในปี 2027 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyperscaler ที่เร่งเพิ่มงบลงทุนสูงถึง 7-8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา Data Center ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
การจัดสรรเงินลงทุนไปยังหลากหลายภูมิภาค เช่น หุ้นเอเชียในเกาหลีใต้และไต้หวันซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี หรือกลุ่ม Emerging Market ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน พร้อมทำหน้าที่ป้องกันความผันผวนเมื่อตลาดภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเผชิญปัจจัยกดดันเฉพาะตัว
ข้อควรรู้และการบริหารความเสี่ยงก่อนออกไปลงทุนต่างประเทศ
รับมือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการป้องกันความเสี่ยง
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเลือกกองทุนที่มีนโยบายบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามสภาวการณ์อย่างเหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน และทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์หลัก
กลยุทธ์การคัดเลือกกองทุนคุณภาพ
สำหรับเงินลงทุนในพอร์ต ส่วนที่ต้องการสร้างการเติบโตตามโอกาส K WEALTH แนะนำให้พิจารณาคัดเลือกลงทุนในบริษัทที่มีอำนาจในการกำหนดราคา มีงบดุลแข็งแกร่ง และมีกำไรเติบโตจริง มากกว่าการลงทุนตามดัชนีในวงกว้าง เพื่อสร้างความได้เปรียบและสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในทุกสภาวะตลาด
เริ่มต้นก้าวแรกสู่การลงทุนระดับโลกกับ K WEALTH
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปิดโอกาสให้พอร์ตเติบโตไปกับเศรษฐกิจโลก K WEALTH ขอแนะนำให้แบ่งเงินส่วนที่พร้อมรับความเสี่ยงเพื่อโอกาสเติบโตตามเทรนด์ในปัจจุบัน กับ 2 กองทุนคุณภาพ ได้แก่
- K-GNEXT กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตคุณภาพสูงทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม และหรือเทคโนโลยีใหม่ หรือจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
- K-GINFRA กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นและ REITs ของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียด ทำความเข้าใจ เช็กและปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม พร้อมลงทุนได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS หรือติดต่อขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ K WEALTH ได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-GNEXT, K-GINFRA: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-GNEXT, K-GINFRA: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)