น้ำมันดิบโลกพุ่ง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่ ได้เวลาล็อกกำไร

กดฟัง
หยุด
  • ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งแรงหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยกระดับขึ้นอีกครั้ง เพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของ Supply จากตะวันออกกลาง
  • K WEALTH ประเมินว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูงต่อในระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงด้าน Supply กลับมาเพิ่มขึ้น และระวังความผันผวนสูงทั้งสองทิศทาง นักลงทุนที่มีสถานะน้ำมันและมีกำไรแล้ว สามารถทยอยล็อกกำไรบางส่วน

Market Update

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งแรงในวันที่ 1 กันยายน โดย WTI เพิ่มขึ้น 5.2% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้น 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำระดับสูงสุดในรอบประมาณ 5 สัปดาห์ หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยกระดับขึ้นอีกครั้ง และเพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของ Supply จากตะวันออกกลาง


แรงกดดันหลักมาจากการที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายของกองกำลัง IRGC ในอิหร่าน หลังเกิดความพยายามโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านย้ำว่าจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหากการโจมตียังดำเนินต่อไป นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 2 ลำที่ขนน้ำมันซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มความกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินเรือและต้นทุนประกันภัยที่สูงขึ้น


ข้อมูลจาก Kpler สะท้อนว่า การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังตึงตัว โดยวันที่ 1 กันยายน มีเรือสินค้าผ่านเพียง 5 ลำ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ราว 14 ลำ และไม่พบเรือบรรทุกน้ำมันเหลวผ่านในข้อมูลที่ตรวจจับได้ ส่งผลให้ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับ ความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้อุปสงค์น้ำมันโลก โดยเฉพาะจากจีนที่ยังไม่แข็งแกร่งจะช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคา


Related Indices
  • Brent Crude ปรับขึ้น +4.60% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • WTI Crude ปรับขึ้น +5.20% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์/บาร์เรล

(ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ย. 2569)


Market Outlook

K WEALTH ประเมินว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูงต่อในระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงด้าน Supply กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการปะทะระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน และปริมาณเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังต่ำกว่าปกติมาก โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ทำให้ข่าวด้านความมั่นคงสามารถกระทบราคาน้ำมันได้รวดเร็ว


อย่างไรก็ตาม Upside ของราคายังมีข้อจำกัดจาก Demand Growth ที่ไม่แข็งแรง โดยเฉพาะจีน และ Supply ทางเลือกจากสหรัฐฯ รวมถึงประเทศผู้ผลิตอื่น ขณะที่ Reuters poll ล่าสุดประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2026 ที่ประมาณ 85.08 ดอลลาร์/บาร์เรลสำหรับ Brent และ 80.20 ดอลลาร์/บาร์เรลสำหรับ WTI ต่ำกว่าราคาปัจจุบันพอสมควร จึงสะท้อนว่าระดับกว่า 90 ดอลลาร์ในขณะนี้มีส่วนของ Geopolitical Risk Premium อยู่มาก


ดังนั้น ราคาน้ำมันยังมี Two-way Risk สูง หากความขัดแย้งลุกลามหรือการเดินเรือผ่าน Hormuz ลดลงเพิ่มเติม ราคามีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ–อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว ราคาสามารถย่อลงได้เร็ว


คำแนะนำจาก K WEALTH

  • นักลงทุนที่ต้องการลงทุนผ่านกองทุนน้ำมัน เช่น K-OIL ควรลงทุนในลักษณะ Tactical และ จำกัดสัดส่วนไม่เกินประมาณ 5% ของพอร์ต เนื่องจากราคาน้ำมันและสัญญา Futures มีความผันผวนสูง และอาจปรับฐานอย่างรวดเร็วหาก Geopolitical Risk Premium ลดลง
  • นักลงทุนที่มีสถานะน้ำมันและมีกำไรแล้ว สามารถทยอยล็อกกำไรบางส่วนหลัง WTI กลับเหนือ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยกำหนดกรอบการลงทุนและไม่เพิ่ม Position ตามแรงขึ้นระยะสั้น เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ Consensus คาดสำหรับปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ

หมายเหตุ:
  • ความเสี่ยงกองทุนระดับ 8 ได้แก่ K-OIL
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ได้แก่ K-OIL
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)) โดย T+3 ได้แก่ K-OIL

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”,
“ทำความเข้าใจเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและผลกระทบหากทำผิดเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

CIO Office at K WEALTH

Back to top