รู้ทัน %เงินคืน ก่อนตัดสินใจซื้อประกัน

การเลือกประกันที่ดี ควรมองให้ครบทั้งผลตอบแทน ความคุ้มครอง และเป้าหมายทางการเงินไปพร้อมกัน

กดฟัง
หยุด
  • เปอร์เซ็นต์เงินคืนของประกัน เช่น 300% หรือ 500% ของทุนประกัน อาจดูสูง แต่ยังไม่ใช่ผลตอบแทนจริงจากเงินที่จ่าย เพราะทุนประกันและเบี้ยประกัน เป็นตัวเลขที่ต่างกัน
  • ​ ​ การดูค่า IRR ช่วยให้เข้าใจผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของประกันได้ชัดขึ้น และช่วยให้นำไปเปรียบเทียบกับทางเลือกออมหรือลงทุนอื่นได้
  • ​ ​ การเลือกประกันชีวิตไม่ควรมองแค่ผลตอบแทน แต่ควรพิจารณาควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต สภาพคล่อง ระยะเวลาถือครอง และเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน

เมื่อพูดถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ หลายคนอาจสะดุดตากับข้อความอย่าง “รับเงินคืน 300% หรือ 500% ของทุนประกัน” เพราะฟังดูเหมือนให้ผลตอบแทนสูง แต่ก่อนตัดสินใจ เราควรเข้าใจก่อนว่า “ทุนประกัน” กับ “เบี้ยประกันที่จ่ายจริง” ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เห็นจึงอาจยังไม่ได้บอกผลตอบแทนที่แท้จริงจากเงินที่เราจ่ายไป


วิธีดูให้ชัดขึ้น คือ การดูค่า IRR (Internal Rate of Return) หรืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ได้รับเมื่อถือประกันจนครบสัญญา (หน่วย %ต่อปี) ควบคู่กับความคุ้มครองที่ได้รับ เพื่อให้เห็นทั้งมุมผลตอบแทนและมุมการคุ้มครองความเสี่ยงไปพร้อมกัน


% ของทุนประกัน ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน

ตัวอย่าง ประกันชีวิตสะสมทรัพย์แบบหนึ่ง สัญญา 14 ปี ชำระเบี้ย 3 ปี ที่ระบุว่ามีผลประโยชน์รวมตลอดสัญญา 341%ของทุนประกัน (หรือของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย) โดยแบ่งเป็น

  • ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-5 รับเงินจ่ายคืนทุกปีกรมธรรม์ ปีละ 2% ของทุนประกัน
  • ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6-9 รับเงินจ่ายคืนทุกปีกรมธรรม์ ปีละ 3% ของทุนประกัน
  • ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10-13 รับเงินจ่ายคืนทุกปีกรมธรรม์ ปีละ 4% ของทุนประกัน
  • ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 14 รับเงินครบสัญญา 303% ของทุนประกัน

ผลประโยชน์รวมตลอดสัญญา 341% ของทุนประกัน ฟังดูเหมือนเป็นผลตอบแทนที่สูง แต่หากลองดูค่าเบี้ยประกัน สำหรับผู้ชาย อายุ 40 ปี หากทำทุนประกัน 100,000 บาท ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 98,800 บาท เป็นเวลา 3 ปี รวม 296,400 บาท ส่วนผลประโยชน์รวมที่ 341% หรือ 341,000 บาท (= 341% x 100,000 บาท) คิดเป็นส่วนต่าง 44,600 บาท (= 341,000 - 296,400 บาท) หรือ 15.05% ของเบี้ยรวมที่จ่ายไปเท่านั้น เฉลี่ยง่ายๆ 14 ปี ก็เพียง 1.07% ต่อปีเท่านั้น


ดังนั้น ก่อนซื้อประกันควรถามให้ชัดว่า เราจ่ายเบี้ยรวมทั้งหมดเท่าไร ได้รับเงินคืนเมื่อใด ได้รับคืนรวมเท่าไร และถ้าคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (IRR) แล้วอยู่ที่เท่าไร จึงจะเห็นภาพได้ชัดที่สุด


IRR คืออะไร ทำไมคนซื้อประกันถึงควรรู้

IRR คืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (หน่วย %ต่อปี) ที่คำนวณจากเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสัญญา เช่น เบี้ยประกันที่จ่าย เงินคืนระหว่างทาง เงินครบสัญญา และระยะเวลาของสัญญา ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อประกันเห็นภาพชัดขึ้นว่า เงินที่จ่ายไปให้ผลตอบแทนจริงประมาณเท่าไรต่อปี


ข้อดีของ IRR คือ ช่วยให้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น สำหรับการออมหรือลงทุนได้ง่ายขึ้น เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หรือกองทุนตราสารหนี้ ฯลฯ


นอกจากการถามตัวเลข IRR จากตัวแทนหรือนายหน้าที่นำเสนอประกันแล้ว ทุกคนก็สามารถคำนวณ IRR เองได้ หากทราบค่าเบี้ยประกัน ระยะเวลาชำระเบี้ย ระยะเวลาการรับเงินคืนและเงินครบสัญญา ด้วยการใช้ Microsoft Excel หรือโปรแกรมอื่นที่คล้ายกัน จากตัวอย่างตอนต้น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สัญญา 14 ปี ชำระเบี้ย 3 ปี ทุนประกัน 100,000 บาท สามารถคำนวณ IRR ได้ตามตารางด้านล่าง


เลือกประกัน ไม่ควรมองแค่ผลตอบแทน

แม้ IRR จะช่วยให้เห็นผลตอบแทนทางการเงินได้ดีขึ้น แต่การเลือกประกันไม่ควรดูเพียงผลตอบแทนอย่างเดียว เพราะประกันชีวิตยังมีบทบาทเรื่อง “ความคุ้มครองชีวิต” ที่ช่วยดูแลครอบครัวหากเกิดเหตุไม่คาดฝันด้วย ดังนั้น การประเมินหรือเลือกซื้อประกันชีวิตควรมองทั้ง 2 เรื่องพร้อมกัน คือ

  • ผลตอบแทนหรือ IRR >> คุ้มค่ากับระยะเวลาที่ต้องถือครองและสภาพคล่องที่ไม่สามารถใช้เงินส่วนนี้หรือไม่
  • ความคุ้มครองชีวิต >> เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันให้คนข้างหลังยามเราจากไป หรือช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งต่อทรัพย์บางส่วนที่รวดเร็วไม่ต้องรอกระบวนการทางมรดกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะผลตอบแทน ยังมีทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าประกันชีวิต แต่หากมองเรื่องการบริหารความเสี่ยง ประกันชีวิตยังมีบทบาทสำคัญที่การลงทุนไม่สามารถทดแทนได้


เปรียบเทียบประกัน กับทางเลือกออมและลงทุนอื่น

หากต้องการเปรียบเทียบผลตอบแทนของประกัน ควรนำไปเทียบกับทางเลือกที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น หุ้นกู้ หรือกองทุน Term Fund ที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน มากกว่าการนำไปเทียบกับหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่แม้มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ความเสี่ยงก็ต่างกันมากเช่นกัน


โดยแต่ละทางเลือกมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน บางทางเลือกเน้นผลตอบแทน บางทางเลือกเน้นความคุ้มครอง หรือบางทางเลือกเหมาะกับการลงทุนในช่วงเวลาหนึ่ง การเลือกจึงควรเริ่มจากเป้าหมายของเราเป็นหลัก


ตัวอย่างเปรียบเทียบ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ vs หุ้นกู้ vs กองทุน Term Fund


ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
หุ้นกู้
กองทุนTerm Fund
เป้าหมายหลัก
ออมเงินระยะยาว พร้อมความคุ้มครองชีวิต
รับดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุน ระยะยาว
รับผลตอบแทนจากการลงทุน ระยะสั้นถึงกลาง
ตัวชี้วัดผลตอบแทน
IRR
อัตราดอกเบี้ย หลังหักภาษี 15%
ประมาณการผลตอบแทน ตามหนังสือชี้ชวน
ผลตอบแทน
ค่อนข้างแน่นอนตามสัญญา หากถือและชำระเบี้ยตามสัญญา
ค่อนข้างแน่นอน หากถือจนครบอายุ และผู้ออก
ไม่ผิดนัดชำระ
คาดการณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่มีการันตี
ความคุ้มครองชีวิต
มี
ไม่มี
ไม่มี
ความเสี่ยงด้านเงินต้น
- ต่ำ หากถือจนครบสัญญา
- มีกองทุนประกันชีวิต (ตาม พรบ.ประกันชีวิต พ.ศ. 2535) คุ้มครองเงินของผู้เอาประกันบางส่วน ตามกฎหมาย
ขึ้นอยู่กับ Credit Rating ของหุ้นกู้และผู้ออกหุ้นกู้
ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุน
สภาพคล่อง
ต่ำ เวนคืนก่อนกำหนดอาจขาดทุน
ปานกลางถึงสูง ขึ้นอยู่กับตลาดรอง
ต่ำ แต่ระยะเวลาสั้น
เหมาะสำหรับ
ผู้ต้องการออมเงิน พร้อมสร้างหลักประกันให้ครอบครัว
ผู้มุ่งหวังผลตอบแทนและรับความเสี่ยงหากผู้ออก ผิดนัดชำระได้
ผู้ต้องการลงทุนระยะสั้นถึงปานกลาง

ถ้า IRR ต่ำกว่า ผลตอบแทนทางเลือกอื่น ไม่ควรซื้อประกันหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะผลตอบแทนที่ต่างกัน อาจสะท้อนต้นทุนของความคุ้มครองชีวิตที่อยู่ในสัญญาประกันชีวิต หากเราเลือกหุ้นกู้ อาจได้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่จะไม่มีความคุ้มครองชีวิต อีกทั้งการออมเงินผ่านประกันชีวิตเป็นการล็อกผลตอบแทนระยะยาว ไม่ต้อง reinvest เมื่อเงินครบกำหนดเหมือนทางเลือกอื่น เช่น หุ้นกู้ ที่มักมีระยะเวลาลงทุน 2-5 ปี หรือ กองทุน Term Fund ที่มักมีระยะเวลาลงทุน 3-12 เดือน รวมถึงการออมเงินผ่านประกันชีวิตยังสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายจริงไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปีด้วย


ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ประกันให้ผลตอบแทนเท่าไร” แต่ควรถามว่า “ผลตอบแทนและความคุ้มครองชีวิตที่ได้รับ คุ้มค่ากับเงินหรือค่าเบี้ยที่จ่ายไปหรือไม่” การเลือกประกันชีวิตสะสมทรัพย์จึงไม่ควรดูเพียงข้อความ “รับเงินคืน 300% หรือ 500% ของทุนประกัน” แต่ควรดู IRR เพื่อให้เข้าใจผลตอบแทนจากเงินที่จ่ายจริง พร้อมประเมินว่าความคุ้มครองชีวิตมีความสำคัญต่อเป้าหมายทางการเงินและครอบครัวของเรามากเพียงใด

คำเตือน

คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

หมายเหตุ:
การขอเอาประกันภัย เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสัญญาประกันภัยหลัก หรือ สัญญาเพิ่มเติมอาจจะมีผลกระทบกับจำนวนค่าเบี้ยประกันภัยที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและข้อยกเว้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต
หลักเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้


ผู้เขียน

K WEALTHราชันย์ ตันติจินดา CFP®

Back to top